นักเรียนคนอื่นๆ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น หากคะแนนของจิ่งเยี่ยนกุยแย่จริง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีโกงเพื่อยัดเยียดเธอเข้ามาเรียนในโรงเรียนของเมือง และแม้โรงเรียนในเมืองจะดีกว่าโรงเรียนในอำเภอ แต่ใบรับรองการจบการศึกษาจากโรงเรียนระดับเดียวกันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนขนาดนั้น
อาจารย์หลิวเหลือบมองทุกคนแล้วพูดต่อ “อย่าว่าแต่ท่านผู้อำนวยการฟางจะไม่มีความคิดแบบนั้นเลย เพราะต่อให้มี ท่านก็ไม่มีเวลาทำหรอก พอปิดเทอม ท่านก็เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปเข้าร่วมการประชุมวิชาการที่เมืองหลวง เพิ่งจะกลับมาถึงบ้านเมื่อวานนี้เอง แถมวันนี้ก็เป็นวันแรกที่ท่านมาทำงานหลังจากปิดเทอมเสียด้วย”
อาจารย์หลิวหันไปมองจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแล้วถามว่า “เธอคิดว่าท่านจะมีเวลาและพละกำลังมาจัดการเรื่องที่ดูโง่เง่าแบบนี้หรือไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยแอบกดถูกใจให้อาจารย์หลิวอยู่ในใจ เพราะอาจารย์ท่านนี้มีบุคลิกที่เด็ดขาด พูดจาฉะฉาน เหมือนกำลังด่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยว่าเป็นคนโง่ทางอ้อม
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเริ่มร้อนรน “แต่คะแนนของจิ่งเยี่ยนกุยตอนอยู่ที่โรงเรียนในอำเภอแย่จริงๆ แล้วจู่ๆ ทำไมถึงทำข้อสอบได้ดีขนาดนี้ มันไม่สมเหตุสมผล!”
อาจารย์หลิวแสดงสีหน้าเย็นชายิ่งกว่าเดิม “นักเรียนท่านนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า ‘ความสามารถ’ เพราะพื้นฐานความรู้ของเธอไม่ดีเลยทำให้ไม่พอใจที่เห็นคนอื่นมีคะแนนดีขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ฉันแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์แล้วตรวจสายตาดูหน่อยนะ”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ย “….”
แม้ว่าเธอจะโง่แค่ไหนก็ยังฟังออกว่าอาจารย์หลิวกำลังด่าเธอว่าอิจฉาตาร้อน
ปกติแล้วตอนอยู่ที่โรงเรียน อาจารย์และเพื่อนๆ มักเอาใจเธอ ตอนอยู่ที่บ้านหลิวชุนฮวาก็คอยเอาอกเอาใจ ไม่เคยถูกใครพูดจาแบบนี้มาก่อน เธอโกรธจนหน้าเขียวแล้วตะโกนเสียงดัง “หนูรู้แล้ว พวกคุณเข้าข้างท่านผู้อำนวยการฟาง! โรงเรียนในเมืองโกงกันเห็นๆ หนูไม่ยอม!”
“ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะทำให้เธอยอมเอง” จิ่งเยี่ยนกุยพูดจบก็หันไปหาอาจารย์หลิว “ขอโทษจริงๆ นะคะ ที่สร้างความลำบากให้อาจารย์ เรื่องนี้ถ้าอธิบายไม่เข้าใจ ก็คงต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำค่ะ”
“รบกวนอาจารย์นำข้อสอบชุดใหม่มาให้หนูกับเธอทำอีกชุดพร้อมกันหน่อยค่ะ อย่างที่เธอว่านั่นแหละค่ะ ความสามารถของหนูไม่ดีจริง แค่จำคำตอบในข้อสอบชุดหนึ่งก็ยังยาก หนูคงจำคำตอบในข้อสอบชุดที่สองไม่ได้แน่ๆ”
อาจารย์หลิวเสมองนาฬิกาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้กระจ่าง โรงเรียนและท่านผู้อำนวยการจะต้องถูกใส่ร้าย จึงพูดว่า “ถ้าให้ทำข้อสอบใหม่ก็คงไม่ทัน เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันจะไปเชิญอาจารย์ประจำวิชาต่างๆ มาออกข้อสอบให้พวกเธอเอง แบบนี้คงโกงไม่ได้แล้ว”
แน่นอนว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเห็นด้วย ต่อให้ฟางชิงสือเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ก็คงไม่สามารถควบคุมความคิดของอาจารย์ทุกคนได้
ส่วนอาจารย์หลิวโกรธจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแทบตาย จึงรีบไปหาฟางชิงสือ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เดิมทีฟางชิงสือก็ไม่ได้ประทับใจอะไรในตัวจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมากนัก รู้จักชื่อแต่ไม่คุ้นหน้า แต่ตอนนี้เธอได้สร้างความประทับใจที่ฝังลึกจนยากที่จะลืม แถมยังเป็นความประทับใจที่ไม่ดีอีกด้วย
เขาพูดอย่างเรียบเฉย “ก็ทำตามที่อาจารย์หลิวบอกเลย ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน อาจารย์ประจำวิชาต่างๆ ก็ยังอยู่ ไม่ต้องออกข้อสอบที่ยากเกินไป ออกแค่ข้อสอบที่มีตัวอย่างก็พอ”
อาจารย์หลิวอดถามไม่ได้ “ท่านผู้อำนวยการฟางคะ จิ่งเยี่ยนกุยเป็นลูกสะใภ้ของท่านจริงหรือคะ?”
ฟางชิงสือยิ้มแต่ไม่ได้ตอบ เพียงบอกให้เธอไปจัดการธุระเมื่อเห็นว่าเขาไม่ปฏิเสธ นั่นก็หมายความว่าเขาตอบรับแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นของเธอได้รับการเติมเต็ม จึงรีบไปเชิญอาจารย์ประจำวิชาต่างๆ มาออกข้อสอบให้นักเรียนกลุ่มนั้น
เมื่ออาจารย์ได้ฟังอาจารย์หลิวเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต่างพากันรู้สึกเหลือเชื่อ
แม้ว่าฟางชิงสือจะไม่ค่อยพูดเรื่องครอบครัวต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน แต่ทุกคนก็รู้ว่าฟางเสียนจือเคยเป็นที่หนึ่งของมณฑลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ได้ยินว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่มาสอบเข้าโรงเรียนจะต้องแต่งงานกับที่หนึ่งของมณฑล พวกเขาก็อยากรู้จักผู้หญิงคนนั้นให้มากกว่าเดิม
ดังนั้นอาจารย์แต่ละคนที่เตรียมตัวกลับบ้านต่างพากันไม่ยอมกลับ และให้ความร่วมมือกับการจัดการของอาจารย์หลิวเป็นอย่างดี เพราะพวกเขาอยากรู้ว่าลูกสะใภ้ของฟางชิงสือมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ถ้าให้ยึดตามคำกล่าวของอาจารย์คณิตศาสตร์ ลูกสะใภ้ในอนาคตก็เท่ากับลูกสะใภ้ อาจารย์ทุกคนจึงรู้สึกว่าคำว่า “เท่ากับ” นั้นช่างเหมาะเหลือเกิน
ต้องขอบคุณจิ่งเสี่ยวเยวี่ย ที่ทำให้จิ่งเยี่ยนกุยเป็นที่สนใจของอาจารย์ในโรงเรียนตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามาเรียนเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ค่อยดีก็ตาม
นักเรียนอีกหลายคนที่มาเข้าร่วมสอบในครั้งนี้แต่ไม่ถูกรับเข้าเรียนต่างโวยวายไปกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ย โดยแฝงจุดประสงค์อยากจะสอบอีกครั้ง เพื่อดูว่าพอจะคว้าโอกาสให้ตนเองได้หรือไม่
อาจารย์หลิวก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขา ใครอยากสอบอีกครั้งก็สอบ ทุกคนจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับไหนกันแน่
จากนักเรียนที่มาสอบทั้งหมดหกคน มีเพียงจิ่งเยี่ยนกุยและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่เป็นผู้หญิง และจากคำบรรยายของอาจารย์หลิวที่พูดถึงจิ่งเยี่ยนกุยก็คือ “สวยจนเหลือจะเชื่อ” เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องสอบก็เห็นนักเรียนหญิงทั้งสองคนก็จำจิ่งเยี่ยนกุยได้ทันที ใครสวยและใครไม่สวยก็เป็นที่ประจักษ์
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าอาจารย์แต่ละคนที่เข้ามา ต่างก็มองเธออย่างพิจารณาด้วยความสนใจ จึงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นลิงในสวนสัตว์…
แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับลำพองใจ เพราะเธอไม่เชื่อว่าคราวนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะไม่เผยพิรุธ
ข้อสอบที่อาจารย์ออกนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา อาจารย์แต่ละคนออกข้อสอบคนละสิบข้อ แบ่งเป็นข้อสอบง่ายห้าข้อ ข้อสอบยากปานกลางสามข้อ และข้อสอบยากที่สุดสองข้อ ดังนั้นแม้ว่าคะแนนแต่ละข้อจะค่อนข้างมาก แต่ก็แยกคะแนนของแต่ละคนได้
เนื่องจากจิ่งเสี่ยวเยวี่ยยังเรียนอยู่ในชั้นเรียนที่ต่ำกว่านักเรียนคนอื่นๆ ข้อสอบที่เธอเคยทำก่อนหน้านี้จะง่ายกว่าหน่อย แต่คะแนนในการสอบเข้าโรงเรียนยังเท่ากัน ครั้งนี้การสอบถูกออกแบบมาเพื่อคำนึงถึงความก้าวหน้าทางการเรียนของเธอและเพื่อไม่ให้ก่อเรื่องวุ่นวายอีก อาจารย์จึงออกข้อสอบจากเนื้อหาของระดับชั้นที่ต่ำกว่าหนึ่งปี
ครั้งนี้ข้อสอบมีจำนวนน้อย จึงทำข้อสอบเสร็จเร็ว แถมยังตรวจข้อสอบและประกาศผลในทันที
วิชาแรกที่สอบคือคณิตศาสตร์ สำหรับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแล้ว ข้อสอบคณิตศาสตร์ง่ายๆ ห้าข้อก็ยังค่อนข้างยาก จึงไม่ต้องพูดถึงข้ออื่นๆ เธอทำได้แค่สี่ข้อ คะแนนจึงต่ำที่สุด นอกจากหนึ่งในสองข้อหลังที่มีความยากสูงที่ทำไม่ได้ จิ่งเยี่ยนกุยทำข้ออื่นๆ ถูกหมด และเป็นอันดับหนึ่ง
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยยังอยากจะโวยวายว่าไม่มันยุติธรรม แต่ตอนนี้ต่อให้เธอจะหน้าด้านแค่ไหนก็พูดไม่ออก
วิชาที่เหลือเธอจึงตั้งใจทำ แต่ด้วยความรู้ที่จำกัด แถมในช่วงปิดเทอมเธอมัวแต่คิดแผนการร้ายเพื่อทำลายจิ่งเยี่ยนกุยจนไม่ได้ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ส่วนความรู้ที่เคยเรียนมาก็คืนครูไปไม่น้อย จะทำคะแนนให้ดีได้ยังไง
การสอบครั้งนี้แตกต่างจากการสอบครั้งก่อนตรงที่ว่า พวกเขาไม่สามารถรู้ผลคะแนนของตัวเองได้ทันที ความกดดันจึงหนักหนามาก แต่เมื่อสอบในแต่ละวิชาครั้งนี้เสร็จ ก็จะรู้ผลคะแนนและอันดับของตัวเอง ชวนให้หัวใจเต้นตึกๆ ตักๆ