มือของเขาสั่นกำแน่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงเพื่อพยายามสงบอารมณ์ที่ปั่นป่วน แต่เขารู้ดีว่า…คืนนี้คงจะไม่มีทางหลุดพ้นจากเธอในจินตนาการของเขาได้
ในหัว นัทพงษ์มีแต่คำถามหนึ่งเดียว “นี่เธอเผลอ…หรือจงใจ?” และเขาก็ไม่แน่ใจเลยว่าคำตอบไหนจะทำให้ใจเขาเต้นแรงน้อยลง…
พอประตูห้องน้ำปิดลง นัทพงษ์ก็รีบกดล็อกในทันทีเหงื่อไหลซึมไปทั่วหลัง ทั้งจากอุณหภูมิร่างกาย และบางสิ่งที่ปะทุอยู่ในอก ภาพที่เปิดเผยเนินอกของมารตีที่เขาเห็นชัดเจนเมื่อครู่มันไม่ใช่แค่ "บังเอิญ" แบบที่เคยผ่านมา แต่เป็นความตั้งใจ...ตั้งใจจากเธอ หน้าอกขาวเนียน ที่แทบทะลุผ่านชุดคลุมตัวหลวมที่มารตีสวมมันสะกดให้เขาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดทุกสรรพสิ่งในสมองเขาถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจเต้นแรง และภาพค้างคาใจนั้น
เด็กหนุ่มอย่างเขายังไม่ได้เคยมีคนรัก ไม่เคยสัมผัสใคร และไม่เคยรู้ว่าความปรารถนาแบบนั้นมันหน้าตาเป็นยังไง…แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ว่าทำไมถึงมีคนบอกว่า “ความใกล้ชิด” มันอันตราย
ครู่ใหญ่ เขาก็ออกจากห้องน้ำด้วยท่าทีเก้อๆ ขัดเขินแววตาล่อกแล่กเหมือนคนเพิ่งหลุดจากความฝัน
และก็เป็นเช่นเดิมมารตีนั่งอยู่ที่โต๊ะพอเขาเดินเข้าไป เธอก็ยิ้มเหมือนรู้ทันอะไรบางอย่าง
“หายไปนานเลยนะคะ…” เสียงเธอนุ่ม ทอดยาว เหมือนจะมีอะไรซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นแต่ที่เร้าใจกว่าคือ… กระดุมสามเม็ดบนของเธอไม่ได้ติดคืนอย่างเดิม ยิ่งเมื่อเธอโน้มตัวลงมาดูเอกสารที่เขายื่นให้ใกล้แค่คืบ
ดันทรงซีทรูลายลูกไม้ที่แทบไม่สามารถปิดอะไรไว้ได้เลยเผยชัดทุกส่วนนูนที่เขาพยายามไม่มองแต่ตากลับถูกดึงดูดเข้าไปเอง
นัทพงษ์หน้าแดงอย่างไม่อาจกลั้นกลืนน้ำลายฝืดคอไปหนึ่งอึกแล้วหลบตาทันที มารตีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เหมือนเพลิดเพลินกับอารมณ์ขวยเขินของเขา
“ทำไมมองพี่แบบนั้น เหมือนพี่ กำลังแกล้งเธอเลย?” เธอหรี่ตา
เขาส่ายหน้าเร็วจี๋ “เปล่าครับ! ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย…”
เธอเอียงคอ “แน่ใจเหรอ?” ก่อนจะกระพริบตาช้าๆแล้วหันไปจัดกระดุมเสื้อกลับด้วยท่าทางที่…ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก
วันนั้นผ่านไปด้วยอุณหภูมิอารมณ์ที่แทบลุกเป็นไฟแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ตกเย็น กลับถึงบ้านแล้ว นัทพงษ์ก็ยังไม่หายมึน ภาพมารตีทั้งสองครั้งนั้น…มันไม่ได้หายไปจากหัวเลยเขาเลื่อนมือถือดูแชท แต่เธอไม่ได้ทักมาเหมือนทุกวันเลย ส่วนมารตี…มัวแต่คุยเล่นกับจิรภาและวรเมธช่วงเวลาหลังเลิกงานกลายเป็นความผ่อนคลายเล็กๆ ของเธอโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเฝ้ารอเงียบๆ อยู่ปลายสาย
กระทั่งใกล้สามทุ่ม เธอเปิดไลน์มาอ่านข้อความที่นัทพงษ์ส่งไว้ช่วงเย็นว่า“ถึงแล้วครับ” …แล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย เธอหรี่ตา นิ่งคิดอยู่ครู่ ก่อนจะพิมพ์ไป“เป็นอะไรไปหรือเปล่า?” ไม่มีคำตอบ
อีกห้านาที…เธอพิมพ์อีกครั้ง “จะงอนก็บอกกันดีๆ ไม่ต้องเก๊ก!”
แล้วในที่สุด ไฟแจ้งเตือนก็ดังขึ้น “แค่คิดถึงเฉยๆ แหละครับ” ตามมาด้วยอีโมจิหน้ายิ้มอ่อนๆ
มารตียิ้มให้กับหน้าจอ ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างเอ็นดูหัวใจอ่อนลงในแบบที่เธอไม่ค่อยได้เป็นแบบนี้บ่อยนัก ไม่ต้องมีคำว่ารักไม่ต้องมีอะไรสัมผัส…แค่ความรู้สึกซื่อตรงของนัทพงษ์ ก็เพียงพอจะทำให้โลกของเธอสดใสขึ้นอีกนิด
เย็นวันถัดมา กำหนดงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่...
เสียงเพลงป็อปจังหวะสนุกคลอเบาๆ ภายในร้านอาหารพื้นไม้โทนอบอุ่นใกล้เคาท์เตอร์มีการเปิดแชมเปญเสิร์ฟสลับกับเบียร์สด มารตีจัดเลี้ยงรับพนักงานใหม่ในแผนกออกแบบมีเพื่อนร่วมงานทั้งหนุ่มสาวกว่า 20 ชีวิตทั้งโสดและมีเจ้าของแล้ว นัทพงษ์ถูกเชิญมาร่วมงานด้วยแก้มยังร้อนผ่าวจากเหตุการณ์ในที่ทำงานเมื่อวันนั้น
“เชิญดื่มกันตามสบายครับ!” เสียงหัวหน้าตะโกนขึ้นพร้อมยกแก้วไวน์ขาว
“ไชโย!” ทุกคนชูแก้ว พลางหัวเราะร่าเริง มารตีในชุดเดรสเรียบหรูสีเทาเข้มเดินพูดคุยทักทายกับน้องๆ ในแผนกอย่างเป็นกันเอง
นัทพงษ์ยืนถือแก้วเบียร์ เขินๆ เมื่อคนรอบข้างพากันแซว “เฮ้ย นัทพงษ์!เมื่อกี้ดูดน้ำแข็งหมดแก้วเลยหรือไง?” หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมหัวเราะ
“ใช่ๆ พ่อหนุ่มคออ่อน แก้วแรกก็ปรี่เลยนะเนี่ย” อีกคนเสริม
มารตีได้ยินก็ตวัดสายตาไปหา ทำหน้าจริงจังแป๊บเดียวก่อนจะคล้อยตามเสียงเฮฮาอย่างไม่ขัด “อย่าแกล้งน้องเขาเกินไปละอย่าลืมว่าน้องเพิ่งเข้ามาใหม่”
นัทพงษ์หน้าแดงอีกครั้ง ย่อตัวลงเล็กน้อย พลางฉีกยิ้มเขิน ๆ
จังหวะนั้นเอง หัวหน้าประกาศ “ขอให้ทุกคน Enjoyกันเต็มที่ ส่วนงานออกแบบเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นเป็นทำนองสายลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศผสมกับกลิ่นอาหารและเสียงจอแจของผู้คน
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง นัทพงษ์รู้สึกได้ว่าความเขินของตัวเองกำลังจางไปความกล้าแปลกๆ เข้ามาแทนที่เมื่อแก้วเบียร์ล้างคอไปหลายแก้วแล้วเขาเริ่มเมาเล็กน้อย ก่อนรวบรวมความกล้าแล้วเดินตรงเข้าไปหามารตี
“พี่รตี…” นัทพงษ์เอ่ยเสียงแผ่ว ทว่ากลับดังกว่าเสียงอึกทึกที่กำลังดำเนินอยู่
มารตีหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “มีอะไรหรือเปล่า นัทพงษ์?”
เขากลืนน้ำลาย ฝืนเก็บอาการสั่น“ผะ…ผมอยากจะ…เล่าอะไรบางอย่างให้พี่ฟังครับ”
เธอวางแก้วไวน์ลง พลางเลื่อนตัวจากกลุ่มสาวๆ มาหาเขาใกล้ๆ “เล่าเลยอย่ากลัว”
เด็กหนุ่มทำสีหน้าจริงจัง ก่อนจะเงียบไปสักครู่ คล้ายรวบรวมความมั่นใจ“คือ…ช่วงที่ผมรู้จักพี่…ผม...ผม...”
เขากลืนน้ำลายอีกครั้ง แก้มร้อนผ่าว “ผม...ช่วยตัวเองทุกคืนเลยครับ”
จังหวะนั้น บรรยากาศในแผนกอึ้งไปชั่วครู่ ใครบางคนหยุดพูดชั่วคราวเพื่อมองนัทพงษ์ที่ยืนหน้าแดงก่ำเมื่อประโยคนั้นหลุดออกมา
มารตีเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ห๊า ว่าอะไรนะ...”หญิงสาวเอ่ยเสียงสูง แต่เมื่อเห็นหน้าแดงก่ำสลับซีดของหนุ่มน้อยตรงหน้าเธอก็รีบกล่าวกลบเกลื่อน “เอ่อ...ไม่เป็นไร ไม่ต้องอายนะ นัทพงษ์…”
เงียบอีกครั้งแต่คราวนี้เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น
“คือ...คือเอ่อ มันเป็นเรื่องธรรมดา…ก็เพราะเธอคิดถึง พี่เข้าใจนะ”เธอเอื้อมมือแผ่วๆ ไปแตะแขนเขาเบาๆ
เสียงหัวเราะเบาๆ สะท้อนกลับมาจากเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย “โห นัทพงษ์กล้าว่ะ!”“กล้าว่ะน้อง!”
แต่มารตีไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เธอหันกลับมามองนัทพงษ์อย่างจริงใจ“แต่ต่อไปนี้…ลองเก็บมันไว้ให้คนที่เธอรักจริงๆ นะ”
นัทพงษ์เงยหน้าช้าๆ ดวงตาใสเป็นประกายเล็กน้อย “ครับ...ผมจะลองครับพี่…”
บรรยากาศค่อยๆ คลี่คลาย เมื่อมีคนสั่งจอห์นนี่โคล่า แล้วจังหวะเพลง ที่เป็นจังหวะสะบัดก็ดังขึ้น ทุกคนพากันโยกตัวเบาๆนัทพงษ์ยืนอึ้ง ความเขินอายค่อยๆ จางหายไป แต่ไฟในใจกลับแรงร้อนชัดขึ้น
เขารู้สึกว่า…วันนี้ เขาไม่ได้แค่ “เล่า” แต่เป็นการ“ยอมเปิดใจอีกนิด” ในความรู้สึกที่เขาเพิ่งค้นพบเอง
เสียงเพลงเริ่มดังขึ้นกว่าเดิมและนัทพงษ์ก็ยกแก้วขึ้น ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แล้วรินเติมอีก แล้วกระดกหมดอีกแก้ว…หัวใจกำลังเต้นถี่ขึ้น
บรรยากาศหลังงานเลี้ยงเริ่มเงียบลงอย่างช้าๆ แสงไฟหน้าร้านอาหารสลัวลงเหลือเพียงหลอดไฟวอร์มไวท์นุ่มนวลที่ส่องผ่านกระจกหน้าร้านและเงาคนบางตา ผู้คนต่างทยอยกันกลับ มารตียกกระเป๋าสะพายขึ้นบ่าเดินออกมายังลานจอดรถด้านหน้าอย่างเงียบๆ ส้นรองเท้าหนังสีดำก้าวเบาๆไปบนพื้นหินเรียบ ชุดเดรสสีเทาน้ำตาลพลิ้วไหวสะท้อนเงาแสงไฟอย่างสง่างาม
ร่างสูงโปร่งยื่นมือออกไปเปิดประตูรถมือที่กำลังสัมผัสมือจับเย็นเฉียบต้องหยุดชะงัก...เมื่อมีอ้อมกอดอุ่นๆ จากด้านหลังโอบเข้ามารอบเอวของเธออย่างแนบแน่นกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆผสมกับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นสะอาดเฉพาะตัวที่เธอเริ่มคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆลอยมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ริมใบหู
“พี่รตี...ผมชอบพี่...ผมคิดถึงพี่ทุกวันเลย…”
มารตีหันกลับช้าๆ ในอ้อมแขนนั้น นัทพงษ์ยืนอยู่ ใบหน้าแดงจัดตาเยิ้มจากฤทธิ์เบียร์ แต่อารมณ์จริงใจเกินคำบรรยายน้ำเสียงของเขาอ้อแอ้ตามประสาคนเมาแต่หัวใจตรงยิ่งกว่าถ้อยคำใด
“พี่...” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว แล้วค่อยๆ โน้มหน้าลงมา...