นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 160 ก้าวเหยียบนภา

        ตอนที่ 160 ก้าวเหยียบนภา

         

         

        “เป็นอีกครั้งที่องค์หญิงไพลินชนะอย่างงดงามค่ะท่านผู้ชม” เธอหัวเราะเสียงหวานพร้อมกับถอนสายบัวละเมียดละไมไปทางนิทาน เพชฌฆาตหัวเราะอย่างเบิกบานกับท่าทีของนิทานที่เก็บอาการไม่อยู่แม้แต่น้อย

         

        “เชื่อแล้ว คราวหลังไม่เอามาอวดแล้ว” นิทานบ่นอย่างน้อยใจ ท่านี้เขาคิดนานมากกว่าจะปรับเอามาใช้ได้ เขาใช้เวลาฝึกไม่น้อยเลยเพื่อให้เขาสามารถจับจังหวะจนได้ที่น่าพอใจ คนที่รู้มีแค่ผู้พันลาลันตาเท่านั้นเพราะเขาซ้อมท่านี้ยามค่ำคืน

         

        “โอ๋ ๆ ขอโทษ ขอโทษ” องค์หญิงไพลินขอโทษอย่างไม่จริงใจแม้แต่น้อย ใบหน้าของเธอยังฉีกยิ้มกว้าง ไม่วายคีตายังกระดิกหางหัวเราะตาม

         

        “แม้จะมีปัญหาเรื่องง่ายต่อการคาดเดาเส้นทางเพราะเจ้าพุ่งเป็นเส้นตรง แต่ด้วยความเร็วและอัตราเร่งที่น่าเหลือเชื่อทำให้มันเป็นท่าที่ใช้งานได้ดีในการต่อสู้ เมื่อใดที่เจ้าใช้ท่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมันจะเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยม” อริยะแปลงเพลิงกล่าวขึ้น แม้เธอจะชี้ข้อเสียออกมาอย่างรวดเร็วแต่เธอก็ไม่หวงคำชมแม้แต่น้อย

         

        ได้ยินดังนั้นนิทานจึงพอจะยิ้มออก เขากล่าวขอบคุณอย่างจริงใจพร้อมทั้งเก็บคำติชมไว้ อริยะแปลงเพลิงวิเคราะห์ได้อย่างยอดเยี่ยม นิทานสามารถเตะอากาศไปข้างหน้าได้เพียงอย่างเดียวจริง เป็นจุดบอดที่หากคู่ต่อสู้มีประสาทตอบรับหรือเตรียมตัวดีพอ เขาจะถูกดักทางได้ง่ายมาก

         

        การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงคือจุดบอดหนึ่งที่ใหญ่หลวงจนเกินไปเมื่อต้องเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่ง

         

        “ใช่ ใช่ แถมมันยังทำให้นายกึ่ง ๆ บินกลางอากาศได้ด้วยนะ เจ๋งมากเลย” องค์หญิงไพลินรีบตามน้ำอย่างรวดเร็ว

         

        “มีประโยชน์มากสำหรับการพุ่งเข้าหาและถอยหนี เป็นท่าที่ดีจริง ๆ ครับ” เพชฌฆาตรีบกล่าวชมตาม เขาก็ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด คุณประโยชน์นั้นเป็นของจริง เพียงแต่การวิเคราะห์ขององค์หญิงไพลินนั้นโดดเด่นจนออกจะกลบความสร้างสรรค์ของท่านี้ไปเสียหน่อย

         

        คีตาก็ไม่น้อยหน้า มันเลียแก้มของนิทานด้วยลิ้นหนาใหญ่ของมัน นิทานจึงพอจะยิ้มออก

         

        “ได้ตั้งชื่อรึยังนิทาน” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

         

        ในหน้าประวัติศาสตร์มีไม่น้อยเลยที่ผู้แข็งแกร่งจะมีท่าของตนเองและสลักมันไว้ในประวัติศาสตร์ ชนรุ่นหลังแม้จะไม่มีใครสามารถสร้างท่านั้นซ้ำได้เพราะคำแห่งพลังอันเป็นเอกลักษณ์ แต่บางคำก็สามารถเลียนแบบหรือใช้ท่าเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจได้

         

        อย่างที่โด่งดังที่สุดก็คงไม่พ้นการข้ามมิติ ท่าเคลื่อนไหวของพวกที่มีคำแห่งพลังสายมิติ สามารถทำให้ร่างของผู้ใช้ไปปรากฏอีกที่ได้ในทันที

         

        เป็นเรื่องยากที่คนที่มีคำแห่งพลังสายมิติจะนึกถึงหลักการและวิธีประยุกต์ใช้พลังของตนให้ทำเช่นนั้นได้ หากเป็นเพราะท่าข้ามมิติของยอดคนในอดีตกาลผู้นี้ ผู้มีคำแห่งพลังสายมิติแทบทุกคนจึงมุ่งฝึกท่านี้ในแบบของตน ความแตกต่างจะเกิดขึ้นตามรายบุคคล ระยะของท่า ความเร็วการออกท่า ข้อจำกัดต่าง ๆ และอื่น ๆ

         

        หรือไม่ก็ท่าสายเขตแดนพลังธาตุต่าง ๆ ที่มีหลักการง่าย ๆ อย่างการปลดปล่อยพลังออกมาเป็นขอบเขตอย่างวงล้อมไฟที่ตาไกรทำ เป็นท่าหนึ่งที่นักสลักแห่งอาณาจักรไฟกัลป์ส่วนใหญ่ทำได้จากคำแห่งพลัง ไฟ

         

        “แน่นอน! ไหน ๆ เธอก็รู้หลักการแล้วว่ามันคล้าย ๆ กับการเตะอากาศไปมา ฉันเลยเรียกท่านี้ว่า เด้งอากาศ!” นิทานตบอกอย่างภาคภูมิใจกับชื่อที่ตนคิดขึ้นมา เขาคิดว่ามันเท่มากทีเดียว กระเด้งไปมากลางอากาศ ชื่อไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้อีก

         

        ไม่รู้ว่าเพราะยามค่ำเช่นนี้ทำให้คนส่วนใหญ่กลับบ้านพักผ่อนกันแล้วหรือเพราะแถวนี้มีคนอาศัยอยู่ไม่มาก นิทานจึงรู้สึกว่าตอนนี้บรรยากาศดูเงียบแปลก ๆ

         

        องค์หญิงไพลินมุมปากกระตุกเป็นช่วง ๆ แต่ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม

         

        เพชฌฆาตรีบหันหน้าหนีเพื่อปกปิดสีหน้า หากจากแก้มที่สั่นน้อย ๆ ทำให้รู้ได้ว่าเขากำลังกลั้นหัวเราะ

         

        ใบหน้าของอริยะแปลงเพลิงยังคงนิ่งสนิทเช่นเคย หากไม่รู้ทำไมนิทานกลับรู้สึกได้ว่าในนัยน์ตาของเธอมีความผิดหวังปนอยู่

         

        คีตาที่นั่งอยู่ข้างเขาถอนหายใจเสียงดัง มันส่ายหน้าไปมาอย่างหมดแรง

         

        อะไร.. ทำไมเวลาฉันตั้งชื่ออะไรทุกคนชอบเป็นงี้ตลอดเลย ไม่เท่ตรงไหน? นิทานบ่นออดแอด หากเขาก็ไม่อาจปฏิเสธสายตาทิ่มแทงเหล่านั้นได้

         

        “เอ่อ ชื่อสร้างสรรค์ดีนะ” องค์หญิงไพลินกล่าวให้กำลังใจเมื่อเห็นไหล่ที่ห่อลงเล็กน้อยของนิทาน

         

        นิทานถอนหายใจยาว แล้วจึงพูดคำที่เขาเคยพูดกับนักเดินทางเมื่อครั้งที่นักเดินทางหางตากระตุกยิก ๆ กับชื่อหอกสว่านหมุนแม่เหล็กไฟฟ้าของเขา

         

        “มีคำแนะนำกันมั้ยครับ”

         

        ได้ยินดังนั้นคีตาก็หูตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว มันรีบเสนอชื่อที่มันชอบแต่โดนนิทานปัดตกไปอย่างรวดเร็ว

         

        “โฮ่ง!”

        เตะห้วงอากาศ! กระโจนสายลม! พุ่งตัดมิติ!

         

        ช่วงนี้ดูคีตาจะฉลาดขึ้นมาก มันถึงกับขอให้นิทานซื้อวัตถุเสริมอาคมกระดาษแปรสภาพมาให้มันเพื่อให้มันสร้างคำพูดบางคำที่มันอยากจะสื่อออกมาให้ได้ไม่ว่าอย่างไร และสิ่งที่มันใช้เป็นอย่างแรก ๆ ก็คือการเสนอชื่อของท่าย่างก้าวของนิทาน

         

        “โอ้ คีตาเข้าใจภาษามนุษย์ดีมากเลยนะครับเนี่ย แถมชื่อที่เสนอมาก็ไม่แย่เลยนะครับ ดีกว่าของคุณนิทานเยอะเลย เอ่อ..ผมหมายถึง ดีกันคนละแบบครับ ชื่อที่คุณนิทานเสนอมาก็เท่นะครับ ความหมายดีในแบบของมัน” เพชฌฆาตทึ่งกับความแสนรู้ของคีตา แต่ระหว่างที่ชื่นชมความสร้างสรรค์ของคีตาก็เผลอหลุดปากไปจึงรีบแก้ตัว

         

        “คีตาฉลาดมากครับ” นิทานพยักหน้ารับ เขาพยายามเมินครึ่งหลังไปโดยสิ้นเชิง

         

        “ท่านั้นมิใช่การพุ่งหรือกระโจน เป็นเหมือนการเหยียบอากาศมากกว่า” อริยะแปลงเพลิงไม่ทราบเพราะเหตุใดแต่เธอกลับเข้าร่วมด้วย เธอกล่าวปฏิเสธความคิดของคีตาจนมันหูตก

         

        “งั้นก้าวเหยียบนภามั้ยล่ะ เพราะเหมือนนายเหยียบท้องฟ้าไปมาเลย เราว่าเท่ดีนะ” ไพลินเสนอขึ้น เรียกสายตาของคีตาไปทางเธอ หางของมันกระดิกอย่างรวดเร็ว มาตรวัดความสุขเด้งเต็มหลอดอีกครั้ง

         

        นอกจากเรื่องการขีดเขียนชะตาแล้วฉันชนะอะไรยัยนี่ได้บ้าง นิทานบ่นอุบอิบ เขาต้องยอมรับจริง ๆ ว่าชื่อที่เธอคิดนั้นดูเท่ไม่หยอกทีเดียว

         

        “เหมาะมากเลยครับองค์หญิง! ฟังดูเท่แถมยังติดหูเรียกง่ายด้วยครับ!” เพชฌฆาตรีบกล่าวชม

         

        “แต่เอาชื่อที่นายชอบเถอะนิทาน นายเป็นคนคิดนี่นา” เธอกล่าวปลอบ ในฐานะผู้ขีดเขียนชะตาแล้ว ชื่อเป็นสิ่งที่ค่อนข้างพิเศษ มันแสดงถึงตัวตนของคนผู้นั้น ดังนั้นผู้ขีดเขียนชะตาส่วนมากมักใส่ใจกับชื่อเรียกและการที่ตนตั้งชื่อให้สิ่งต่าง ๆ หากมันโด่งดังและแพร่หลาย ไม่หายไปกับสายธารประวัติศาสตร์ ก็ถือเป็นการแสดงถึงความสามารถของผู้ขีดเขียนชะตาที่คิดนามนั้น

         

        แต่เธอสนเรื่องแบบนั้นเสียที่ไหน เธอสนเพียงแค่ว่าเพื่อนของเธอจะน้อยใจหรือไม่ต่างหาก!

         

        “ไม่เป็นไร ก้าวเหยียบนภา ชื่อเท่นะ ฉันชอบ เฮ้อ ฉันคงตั้งชื่อไม่เก่งจริง ๆ แหละ” นิทานหัวเราะเบา ๆ

         

        “ก็ไม่เสมอไปนะคะ อย่างฉันเองได้ยินเรื่องความหมายของชื่อคีตามาจากเพชฌฆาตค่ะ ฉันชอบมากเลยนะคะ” เฮเลนที่พึ่งกลับมาจากการส่งโอไรออนพูดขึ้น เธอมาทันตอนที่นิทานกำลังบอกชื่อท่าใหม่พอดี

         

        “ผู้พันลาลันตาเคยเล่าให้ฟังน่ะครับ” เพชฌฆาตพูดยิ้ม ๆ เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของนิทานว่าเพชฌฆาตรู้ได้อย่างไร

         

        “เอ๊ะ เราไม่เห็นจะเคยรู้เลย เล่าให้เราฟังบ้างสิ” ไพลินได้ยินดังนั้นก็เบิกตาขึ้นอย่างสนอกสนใจ เรียกร้องคำอธิบายทันที

         

        “ก็ชื่อฉันคือนิทาน หมายถึงเรื่องราว เรื่องเล่า แล้วสำหรับฉันตอนเด็กฉันชอบอ่านนิทานก่อนนอน ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านก็มีกล่องเพลงด้วย พอเปิดกล่องเพลงอ่านนิทานก่อนนอนแล้วก็ทำให้ฉันหลับสบายมากเลย”

         

        “ฉันก็เลยตั้งชื่อคีตาว่าคีตา หมายถึงเสียงเพลง เพราะสำหรับฉันเรื่องราวสนุก ๆ และเสียงเพลงคือสมการแห่งความสุข” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ

         

        เพชฌฆาตอมยิ้ม ยามที่เขาได้ยินเรื่องนี้จากผู้พันลาลันตาเขายังคิดอยู่เลยว่าเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วชวนยิ้มจริง ๆ

         

        คีตาเหมือนได้นึกถึงช่วงเวลาแสนสุข มันเอียงคอแนบกับใบหน้าของนิทาน ให้ขนหนานุ่มของมันซุกเข้ากับใบหน้า เขาเกาคอของมันพร้อมกับหัวเราะอย่างอบอุ่น

         

        “นิทานคีตา สมการแห่งความสุข แซฟไฟร์และเพซ เพซ ความสงบสุข อ๋อ!” องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็นึกไปถึงนามแฝงที่นิทานเคยใช้ไม่นานมานี้

         

        “เงินตราและความสงบ สมการแห่งความสุขเหมือนกันเลยนี่นะ” เธอหัวเราะ

         

        “ตั้งชื่อสิ่งสำคัญ ๆ ออกจะเก่งนะ ทำไมตั้งชื่อท่ามันกลายเป็นงั้น” เธอแซว เธอยอมรับเลยว่าพอได้ฟังความหมายของชื่อนิทานและคีตาแล้วมันสวยมากจริง ๆ

         

        นิทานยักไหล่ เขาพยายามเต็มที่แล้วแต่มันได้แค่นี้จริง ๆ ได้ชื่อก้าวเหยียบนภามาก็ดีมากแล้ว เขาชอบชื่อนี้

         

        องค์หญิงไพลินส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วจึงยื่นมือขึ้นฟ้า นิทานเห็นดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วจึงเอามือไปแปะตามความเคยชิน

         

        “ผมสงสัยมานานแล้วครับ ท่าแปะมือนี่คืออะไรเหรอครับ ผมเห็นองค์หญิงทำบ่อยมากเลย ใช่มั้ยคะที่รัก” เพชฌฆาตเห็นทั้งสองตีมือกันกลางอากาศก็อดถามไม่ได้ เพราะบางครั้งเขาก็เคยเห็นองค์หญิงแปะมือกับเฮเลนเช่นกัน

         

        “ไม่มีเหตุผลอะไรนะ ก็แค่แปะมือเฉย ๆ เอง เราว่ามันเป็นเหมือนการส่งพลังให้ ไม่ก็แบบ เยี่ยม! อะไรงั้น” เธอยักไหล่ เธอไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน เพียงทำไปเพราะเธอชอบก็เท่านั้น

         

        ส่งพลัง..

         

        “เป็นเหมือนการแสดงความรู้สึกแบบหนึ่งสินะครับ ตีมือให้กำลังใจอะไรอย่างนั้น” เพชฌฆาตยื่นมือไปทางเฮเลน เธอยิ้มน้อย ๆ แล้วจึงประสานมือแทนการตีเสียอย่างนั้น กุมมือของเขาอย่างแนบแน่น ทำเอาใบหน้าของเพชฌฆาตขึ้นสีแดงซ่าน

         

        “แปะกันแรง ๆ มันได้อารมณ์ดีนะ เหมือนอัดแรงอัดอารมณ์เข้าไป” องค์หญิงไพลินเห็นมือดีของตนตกหลุมรักภรรยารอบที่ร้อยก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอยื่นมือไปทางคีตา คราวนี้มันก็ตอบรับอย่างดีโดยการตีมือกลับมาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง

         

        นิทานมองภาพของมือเพชฌฆาตที่โดนจับสลับไปมากับการแปะมือของคีตากับองค์หญิงไพลิน ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของนิทาน

         

        ใช้แบบนี้ได้มั้ยนะ นัยน์ตาของนิทานเรืองแสงวาบ รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างนึกสนุก

         

        “คุณเพชฌฆาตครับ ผมขอลองอะไรหน่อยได้มั้ยครับ พอดีมีแนวคิดเรื่องท่าใหม่เพิ่มนิดหน่อย ก้อนหินก้อนนั้นผมขอนะครับ” นิทานพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น แล้วจึงชี้ไปยังหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ใช้ตกแต่งสวน

         

        เพชฌฆาตเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจนักหากก็กล่าวอนุญาต นิทานสีหน้าลิงโลด รีบหยิบหินก้อนใหญ่ก้อนนั้นมาวางกลางลาน ด้วยขนาดของก้อนหินนี้ที่พอ ๆ กับตัวนิทาน เขาต้องลดน้ำหนักมันเล็กน้อยจึงถือมันได้สะดวก

         

        แปะมือ ส่งพลัง ส่งพลังจากทั้งสองด้านสินะ จับมือประสานกัน เป็นเหมือนกรง นิทานเผยรอยยิ้มพลางจับจ้องไปที่ก้อนหินก้อนนั้น นัยน์ตาสว่างวาบพร้อมกับอักษรโบราณที่ฝ่ามือขวาเริ่มเรืองแสงเบาบาง

         


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน