การต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดที่มวลอากาศรอบลานประลองเริ่มปริแยก อสูรปีศาจโลหิตซากอสุภ ยิ่งสู้ยิ่งบังเกิดความตระหนกขวัญหนีดีฝ่อเข้าไปในแก่นวิญญาณสายตาทั้งห้าคู่บนร่างที่เน่าเฟะของมันจ้องมองสองสหายด้วยความไม่เข้าใจ
‘บัดซบ!เจ้าพวกมนุษย์ชั้นต่ำนี่มันตัวอะไรกัน? พลังฝึกปรือแค่ระดับชี่ปอขั้น 1 และปราณครามขั้น 8 แต่ทำไมถึงต้านทานข้าที่อยู่ในระดับชี่ปอขั้น 7 ได้นานขนาดนี้!บาดเจ็บเพียงใดพลังรบกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเครื่องจักรสังหารที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย!’
อสุรกายตระหนักได้ว่าหากปล่อยไว้ไม่ดีแน่มันเองอาจจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำมันพลันพุ่งร่างยักษ์ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าจนบดบังแสงตะวันร่างกายขยายพองออกก่อนจะปล่อยคลื่นพลังสีดำทมิฬครอบคลุมทั่วบริเวณ
“มหาเวทย์อเวจี: [สังเวยวิญญาณในแดนฝันสลาย]!”
ทันทีที่สิ้นคำรามพลังมารชั่วร้ายพุ่งทะลวงเข้าสู่โสตประสาทและดวงตาของ ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ อย่างรุนแรงทัศนียภาพรอบกายเปลี่ยนไปในพริบตา
ในห้วงฝันของผิงอัน เขากลับไปยืนท่ามกลางซากศพของตระกูลต้วนเลือดสีแดงฉานนองเต็มเท้า มีเสียงโหยหวนของพ่อแม่ที่ถูกฉีกร่างกระซิบข้างหูว่า "เป็นเพราะเจ้า...เจ้าปกป้องพวกเราไม่ได้!"
ในห้วงฝันของมู่อี้ เขาติดอยู่ในคุกสายฟ้าที่มืดมิดไร้ซึ่งพลังอำนาจ ร่างกายถูกหนอนอสุรกายรุมกัดกินทีละชิ้นความเจ็บปวดสะท้อนลึกไปถึงวิญญาณจนเขาอยากจะยอมแพ้ต่อความตาย
ร่างของสองเด็กหนุ่มยืนนิ่งค้างเบิ่งตาโพลงทว่าดวงตากลายเป็นสีขาวโพลนไร้ตาดำ พลังชีวิตและวิญญาณเริ่มสั่นสะเทือนเหือดหายถูกมิติฝันสลายสูบออกไปทีละน้อย ร่างของทั้งสองค่อยๆเอียงวูบเตรียมจะล้มคว่ำลงบนพื้นประดุจร่างไร้วิญญาณ
อสูรปีศาจโลหิตลอยตัวลงมาเบื้องหน้าเหยื่อทั้งสองอย่างผู้ชนะมันง้างกรงเล็บปีศาจแหลมคมสีดำสนิทที่แผ่ออร่าสังหารหมายจะกระซวกทะลวงอกเพื่อดูดกลืนวิญญาณและเลือดเนื้อมาเป็นพลังของตน!
ทว่า...ในวินาทีที่กรงเล็บห่างจากทรวงอกเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของชุ่นสิ่งไม่คาดฝันพลันบังเกิด!
ภายใต้ห้วงมหาสมุทรแห่งปราณของ ต้วนผิงอัน ที่กำลังถูกพลังมารกัดกิน ทันใดนั้น [มังกรสีชาดโบราณ] ที่หลับใหลอยู่ลึกที่สุดพลันลืมตาตื่นขึ้น!แววตามันฉายรังสีอหังการที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งมันอ้าปากกว้างดูดกลืนพลังมารชั่วร้ายทั้งหมดเข้ามาในพริบตาพลังมารเหล่านั้นถูกเผาผลาญและกลั่นจนบริสุทธิ์ก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกและเส้นเอ็นของผิงอันพลังรบของเขาพุ่งทะยานสู่มิติใหม่ แม้ระดับจะยังไม่เลื่อนขั้นแต่ความหนาแน่นของปราณกลับแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าเทพเจ้า!
ในเวลาเดียวกันภายในศูนย์รวมปราณของ หนิวมู่อี้ พลังมารที่แทรกซึมเข้าไปกลับกระตุ้นให้ อสนีบาตไร้รูป เกิดปฏิกิริยาต่อต้านขั้นรุนแรง สายฟ้าเหล่านั้นควบแน่นกลายเป็นร่างจำลองอัสนีที่มีรูปร่างคล้ายมู่อี้มีสายฟ้าสีทองหนาทึบพันรอบกายประดุจโซ่ตรวนสวรรค์อสนีบาตแต่ละสายระเบิดออกเข้าเกี่ยวรัดพลังมารมาดูดกลืนกินเป็นอาหารพลังของมู่อี้ก้าวข้ามสู่มิติใหม่ และพุ่งทะยานเลื่อนขั้นสู่ปราณคราม ขั้นที่ 9 ทันที!
กรงเล็บของอสุรกายตะปบเข้ากับแผ่นดินเสียง ตูม!!! พื้นดืนเบื้องหน้ามันแตกเป็นร่องลึกร่างของสองเด็กหนุ่มอันตรธานหายไปในพริบตาด้วยท่าร่างที่เร็วกว่าแสง!สองสหายกลายเป็นภาพติดตาอ้อมไปปรากฏกายอยู่ด้านหลังอสุรกายในตำแหน่งสามเหลี่ยมสังหารดวงตาทั้งสองกลับมาเจิดจ้า พลังฝึกปรือเต็มเปี่ยม
“เจ้าปีศาจ... หมดเวลาสนุกของเจ้าแล้ว!” มู่อี้ตะโกนลั่นคทาพฤกษาอัสนีสว่างวาบดุจดวงอาทิตย์
“รับกรรมที่เจ้าก่อไว้เสียเถอะ!” ผิงอันคำรามง้าวโลกันตร์ชาดแผ่รังสีสีชาดเข้มข้นจนอากาศลุกไหม้
ทั้งสองประสานพลังที่ก้าวข้ามสู่มิติใหม่จู่โจมพร้อมกันในท่าประสานที่รุนแรงที่สุด ทั้งสองตวาดขึ้นพร้อมกัน มหาอัสนีอเวจีตลบพิภพ
มู่อี้ปล่อยเสาสายฟ้าสีทองนับหมื่นเส้นจากฟากฟ้าลงมาล็อคตรึงร่างกายและระเบิดเกราะโลหิตของอสุรกายจนแหลกละเอียดในพริบตา!
ผิงอันเหวี่ยงง้าววาดเป็นวงโค้งมรณะพลังคลื่นปราณที่ผสานพลังมังกรชาดพุ่งทะลวงเข้าสู่แกนกลางหัวใจอสูรที่กลางทรวงอก
เปรี้ยง! ตูมมมมมมมมมม!
แรงระเบิดมหาศาลทำให้ร่างของอสูรปีศาจโลหิตซากอสุภทนรับไม่ไหวรยางค์เนื้อที่เน่าเฟะถูกกระชากออกจากกัน ร่างของคนทั้งห้าที่เคยหลอมรวมกัน (ฉีหลิน,รุ่ยหลิน, สืออิน, เฟิงสื่อ,เฉินฮั่ว)กระเด็นแยกออกจากกันคนละทิศละทางร่างกายแหลกเหลวไหม้เกรียมด้วยประกายสายฟ้าที่ยังคงทำลายล้างอยู่ภายใน
ลานประลองเมืองฝูเจิ้นที่เคยยิ่งใหญ่บัดนี้พังพินาศป่นปี้ เหลือเพียงสองเด็กหนุ่มที่ยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางควันไฟเหม็นไหม้คละคลุ้ง!!
ท่ามกลางกลุ่มควันดำทะมึนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตและเนื้อไหม้สยดสยองต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางซากปรักหักพังของลานประลองเมืองฝูเจิ้นทั้งสองรีบโคจรพลังตามเคล็ดวิชาเพื่อกดทับปราณที่ปั่นป่วนจากการระเบิดพลังข้ามมิติใหม่เมื่อครู่เส้นเลือดที่ปูดโปนค่อยๆ สงบลง เหงื่อกาฬไหลชุ่มร่างประดุจเพิ่งผ่านการอาบเลือด
เพียงชั่วเวลาหม้อข้าวเดือดเด็กหนุ่มทั้งสองพลันลืมตาขึ้นพร้อมกันแววตาแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่คมกริบยิ่งกว่าเก่า ทั้งคู่ลุกขึ้นยืนช้าๆพลางสืบเท้าเข้าไปหาซากร่างทั้งห้าที่กระเด็นกระจัดกระจาย
บัดนี้ร่างของฉีหลินและพวกพ้องมิได้มีเค้าลางความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่อีกต่อไป ผิวหนังของพวกมันกลายเป็นเกล็ดสีดำมะเมื่อยหนาเตอะบางร่างมีกระดูกงอกทะลุผิวหนังออกมาเป็นหนามแหลมคมบางร่างมีแขนขาที่บิดเบี้ยวผิดรูปยาวเฟื้อยประดุจกรงเล็บอสูรใต้พิภพที่พวกเขาเคยพบเห็นในยอดเขาอเวจีไม่มีผิดเพี้ยน
ทันใดนั้นร่างอสูรของเจ้าเมืองฉีหลินที่นอนอยู่กึ่งกลางพลันกระตุกสั่นอย่างรุนแรง!
มันลืมตาโพล่งขึ้นมาดวงตานั้นไม่มีตาขาวหลงเหลืออยู่ มีเพียงหลุมดำที่ลุกโชนด้วยไฟโลหิตปีศาจมันกระอักลิ่มเลือดสีดำสนิทออกจากปากพยายามพยุงกายที่แหลกเหลวขึ้นนั่งแต่กระดูกสันหลังที่หักป่นทำให้มันทำได้เพียงบิดเบี้ยวร่างกายไปมาอย่างสยดสยอง
มันแสยะยิ้มที่ฉีกขาดไปถึงใบหูเผยให้เห็นฟันแหลมคมเรียงเป็นตับ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นมิใช่เสียงมนุษย์แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวที่ซ้อนกันเป็นพันมิติฟังดูราวกับเสียงกรีดร้องจากส่วนที่ลึกที่สุดของนรก
“หึ... หึๆๆ...พวกเจ้าเหล่ามนุษย์จ้อย... จงเสพสำราญกับชัยชนะอันแสนสั้นนี้ไปเถอะ...”
เสียงของมันสั่นเครือแต่แฝงด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ทำให้จิตวิญญาณของผู้ฟังหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ
“เตรียมตัวรอรับความตาย...ความทุกข์ทรมาน... และความเจ็บปวดที่ไร้จุดสิ้นสุด...โลกอันโสโครกของพวกเจ้ากำลังจะถูกลบเลือนและเปลี่ยนเป็นแดนมิคสัญญีแห่งความตาย...ยามเมื่อ จักรพรรดิแห่งมวลมาร ตื่นขึ้นมาทวงคืนบัลลังก์... ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะสุดท้ายของมันช่างโหยหวนและเยือกเย็นจนมวลอากาศรอบด้านดูเหมือนจะจับตัวเป็นน้ำแข็งทันทีที่สิ้นเสียงคำรามสยองขวัญร่างของฉีหลินพลันระเบิดออกด้วยเพลิงสีม่วงดำที่ลุกไหม้ขึ้นมาจากภายในทรวงอกอสูรเปิดออก แเปลวไฟสีชาดอาถรรพ์เข้าเผาผลาญเซลล์อสุรกายทุกส่วนอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ!
ร่างทั้งห้าถูกเปลวเพลิงนรกลุกไหม้พรึบขึ้นพร้อมกันแสงสีม่วงดำสว่างวาบก่อนที่เนื้อหนังและกระดูกจะกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาหม่นในชั่วอึดใจสายลมกระโชกแรงพัดผ่านลานประลอง หอบเอาเถ้าถ่านเหล่านั้นปลิวว่อนไปกับสายลมทิ้งไว้เพียงกลิ่นสาบสางและเสียงหวีดหวิวของลมที่ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบแห่งความตาย
ผิงอันและมู่อี้ยืนนิ่งมองดูเถ้าถ่านที่หายไปกับตาความเงียบเข้าปกคลุมลานประลองอีกครั้ง แต่ในใจของทั้งสองกลับสั่นไหวด้วยคำว่า "จักรพรรดิแห่งมวลมาร"
"มู่อี้...เจ้าว่าที่มันพูดเมื่อครู่..." ผิงอันเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
มู่อี้กระชับคทาแน่น “เรื่องนี้ข้าว่าเราในตอนนี้มิอาจแบกรับได้อย่าเพิ่งคิดถึงมันจะดีกว่าไปกันเถอะ!!!”
ทั้งสองสหายหันหลังให้ซากปรักหักพังมุ่งหน้าออกจากลานแห่งนี้ทันที แต่ร่างมู่อี้พลันหยุดชะงักเหงื่อไหลท่วมตัวผิงอันเห็นถึงความผิดปกติรีบเข้ามาไต่ถามด้วยความเป็นห่วงทันใดนั้นหน้ามู่อี้ซีดเผือดยกมือขึ้นกุมศีรษะ ผิงอันที่กำลังเป็นห่วงกำลังจะเข้าไปสัมผัสตัวสหายได้ยินมู่อี้กล่าวเสียงสะท้าน “อากกกกกก!!” ผิงอันสะดุ้งตกใจ มู่อี้พลันกล่าว “ศิลาผลึกครามของข้า8000,000,000 8000,000,000 ข้ามาแล้ววววว!!”ร่างมู่อี้พุงออกไปด้านหน้าทันที ฝุ่นตลบไปทั่ว ทิ้งผิงอันที่หมดคำพูดไปแล้ววิญญาณเหมือนหลุดจากร่าง สักครู่ เด็กหนุ่มพลันขยี้เท้าเหินร่างพุ่งตามไปพลันสบถ “ไอ้ไอ้ มู่อี้ ไอ้เจ้าบ้า!!!!”