บทที่ 3 ซองจดหมายและกระดาษเก่า
ในตอนที่ซูิเจี๋ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าเขากำลังมองเพดานสีขาว เขามองไปรอบ ๆ และก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล
“โรงพยาบาล? …ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ตื่นแล้วเหรอ?”
ซูิเจี๋ยหันไปตามเสียงที่ดังขึ้น และพบไป๋อิงยืนอยู่ข้างประตู จนต้องยอมรับว่า ไป๋อิงมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาเกินกว่าผู้ชายทั่วไป ถึงแม้จะดูดีจนแทบจะชนะความงามของผู้หญิง แต่ซูิเจี๋ยกลับรู้สึกว่าเขามีอันตรายแฝงอยู่ในตัว ราวกับเป็งูที่มีพิษ แม้จะสวยงามแต่ก็เป็อันตรายไม่อาจมองข้ามได้
ซูิเจี๋ยจึงระมัดระวังตัวเป็พิเศษ “คุณเป็ใคร?”
ชายคนนั้นยิ้มและพูดเบา ๆ “ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก ฉันคือคนที่ช่วยชีวิตนายไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันมาถึงทัน นายคงโดนรถบรรทุกชนตายไปแล้ว แล้วคงต้องเริ่มต้นใหม่อีกรอบ”
“คุณหมายความว่าไงนะ?”
ชายคนนั้นยิ้มเล็กน้อยและพูดต่อ “อย่ามาทำเป็ไม่เข้าใจเลย ซูิเจี๋ย ฉันรู้ว่านายมาจากที่ไหน ฉันมาที่นี่เพราะอันหยู่บอกว่าเกิดปัญหาที่นี่ เลยมาดูให้แน่ใจ”
“คุณรู้จักอันหยู่...แล้วคุณคือ...?”
ชายคนนั้นนั่งลงบนเตียงข้าง ๆ ซูิเจี๋ยอย่างไม่เกรงใจ แล้วหยิบแอปเปิ้ลจากบนตู้มากิน พลางพูดว่า “คิดซะว่าฉันเป็ผู้ดูแลก็แล้วกัน เพราะทุกครั้งที่มีปัญหา คนที่ต้องมาจัดการก็คือฉัน อันหยู่หมอนั่นออกจากร้านของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ซูิเจี๋ยมองชายคนนี้อย่างระแวง “แล้วที่นี่มีปัญหาอะไร?”
ชายคนนั้นเปลี่ยนจากยิ้มเป็สีหน้าจริงจัง มองซูิเจี๋ยด้วยสายตาแน่นิ่ง “ที่นี่น่ะ มีใครบางคนที่ไม่ควรจะโผล่ออกมา”
“อะไรนะ?”
ในภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นซูิเจี๋ยในชุดมีฮู้ดและถือไม้ท่อนหนึ่ง กำลังค่อย ๆ เดินเข้าไปในธนาคารอย่างระมัดระวัง ไม่กี่นาทีต่อมา ก็มีโจรสองคนเดินออกมา
แล้วตามด้วยชายอีกคนหนึ่งเดินตามเข้าไป
“หยุด”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ภาพในวิดีโอก็หยุดนิ่ง
“ตามหาคนคนนี้ได้ไหม?”
สารวัตรเฉินหรานมองภาพบนจอด้วยแววตาหนักใจ เหตุการณ์ปล้นธนาคารของกลุ่มโจรห้าคนเพิ่งเกิดขึ้น แม้จะไม่มีผู้ได้รับาเ็และไม่มีทรัพย์สินสูญหาย แต่ทุกอย่างกลับดูผิดปกติไปหมด โดยเฉพาะสองคนที่เข้าไปแล้วไม่เคยเดินออกมาอีก
“น่าจะได้ครับ” เ้าหน้าที่ควบคุมข้อมูลล็อกภาพด้านหลังของชายคนหนึ่ง แล้วใส่ข้อมูลเข้าในระบบ เพื่อเริ่มการค้นหาโดยอัตโนมัติ
“คนคนนี้คือ…”
เฉินหรานมองชายในกล้องวงจรปิด แล้วค่อย ๆ หันกลับมา ไม่ทันไรที่เห็นรอยยิ้มของเขา ทุกอย่างก็หยุดนิ่งลง
หยดน้ำจากเครื่องกดน้ำหยุดค้างกลางอากาศ ฝุ่นผงที่ลอยล่องในแสงไฟก็หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างในห้องควบคุม
ชายในภาพกล้องวงจรปิด ตอนนี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ในห้องควบคุมนี้แล้ว
“เกือบไปแล้วสิ เกือบถูกเจอตัวเข้าให้ อันตรายชะมัด” เขาพูดพลางเดินไปข้างตัวเหลียงซวี่ แล้วเริ่มกดแป้นควบคุม ลบวิดีโอส่วนที่เกี่ยวกับตัวเองทิ้งทั้งหมด “ถึงจะไม่ถูกจับได้ตรง ๆ แต่ก็เกือบถูกจับได้แล้วสิ”
จากนั้นเวลาเริ่มเดินอีกครั้ง หยดน้ำตกลงในถัง ฝุ่นผงกลับมาเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง ขณะเดียวกัน เฉินหรานมองหน้าจออย่างงุนงง ในวิดีโอเห็นเพียงชายใส่ฮู้ดคนหนึ่งเข้าไปในธนาคาร ต่อสู้กับกลุ่มโจร จากนั้นก็ไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย แม้กระทั่งตอนตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ
“เปลี่ยนภาพไปดูมุมกล้องภายในธนาคาร”
เ้าหน้าที่ตอบรับทันที “ครับ”
เขากดแป้นคำสั่งไม่กี่ครั้ง แล้วภาพก็เปลี่ยนไปยังกล้องวงจรปิดภายในตัวอาคาร ภาพที่ปรากฏคือซูิเจี๋ยเดินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง จากนั้นไม่กี่นาทีต่อมาก็เดินหลบออกทางประตูหลัง “เช็กประวัติเด็กคนนี้ที”
“ครับ”
ไม่นาน ข้อมูลของซูิเจี๋ยก็ปรากฏขึ้นบนจอแสดงผล
“อายุ…15 ปี?”
“หัวหน้าครับ ใกล้กับธนาคารมีรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดูเหมือนว่าโจรกลุ่มนั้นจะขโมยรถบรรทุกสีแดงคันหนึ่งไป ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้เกิดอุบัติเหตุ ทางเราพบว่ามีชายคนนี้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยครับ”
เฉินหรานได้ฟังรายงานจากจางหยวนชวนก็รีบเดินไปดูที่หน้าจอ บนหน้าจอมอนิเตอร์แสดงให้เห็นวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ซึ่งในนั้นเห็นว่าซูิเจี๋ยกำลังวิ่งข้ามถนน และดูเหมือนเขากำลังะโอะไรบางอย่างกับใครสักคน แต่ยังไม่ทันจะเห็นชัดรถบรรทุกสีแดงคันนั้นก็พุ่งชนไปทันที
ไม่นานก็มีคนโทรเรียกรถพยาบาล ซึ่งก็มาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และรีบนำตัวผู้าเ็ไป
“รู้ไหมว่ารถพยาบาลคันนั้นไปส่งที่โรงพยาบาลไหน?”
จางหยวนชวนตอบว่า “ทราบครับ ไปที่โรงพยาบาลหมายเลขสอง ถ้าเรารีบไปตอนนี้ น่าจะยังทันพบตัวซูิเจี๋ย”
เฉินหรานพูดพลางวางแฟ้มข้อมูลลง แล้วเดินออกจากห้องควบคุมทันที “ดี ไปกันตอนนี้เลย”
จางหยวนชวนรีบตามไปติด ๆ อีกด้านหนึ่ง ไป๋อิงก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง และซูิเจี๋ยก็รู้สึกถึงความผิดปกติในจากท่าทีของชายคนนี้เหมือนกัน
ซูิเจี๋ยเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
ไป๋อิงกัดแอปเปิ้ลคำสุดท้ายแล้วโยนเปลือกลงถังขยะที่ว่างเปล่าอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าพื้นที่มิตินี้เริ่มถูกแทรกแซงแล้ว อีกไม่นานคงจะใช้การไม่ได้แล้ว”
“หา?”
ไป๋อิงลุกขึ้นยืน ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความหมายลึกซึ้ง “ซูิเจี๋ย ไปดูเฟิงซิ่นจือของนายเถอะ แล้วก็คิดให้ดี ว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ พวกเธอรู้จักกันได้ไม่นานเองไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่เห็นว่ามันจะคุ้มตรงไหนเลย”
ซูิเจี๋ยมองแผ่นหลังของไป๋อิงที่กำลังจะเดินออกไป เขากำหมัดแน่นแล้วพูดอย่างหนักแน่น “มันคุ้มแน่...คนที่เข้าใจฉันน่ะ หายากจะตาย เฟิงซิ่นจือเป็คนเดียวที่เข้าใจฉันจริง ๆ ...ทุกคนบนโลกนี้ก็แค่มีเป้าหมายของตัวเองเท่านั้น”
หลังจากที่ไป๋อิงเดินออกจากห้องพักผู้ป่วย เขาก็เดินผ่านห้องอีกห้องหนึ่ง ระหว่างเดินผ่าน เขาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง ก่อนจะรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
“ฮัลโหล อันหยู่นายสังเกตเห็นหรือยัง? ปัญหาที่นั่น ฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
อันหยู่มองข้อความที่ไป๋อิงส่งมา จากนั้นก็เหลือบตามองไปที่หนังสือข้างตัว ตัวอักษรบนหน้ากระดาษที่เคยหยุดนิ่ง ก็ปรากฏข้อความขึ้นใหม่
"เส้นเวลาที่สองใช้งานไม่ได้แล้ว…เป็เื่ที่ไม่ต้องสงสัยเลย แต่เื่เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...แล้วยังมีบางจุดที่ฉันยังคิดไม่ออกกันนะ” อันหยู่ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดพึมพำเบา ๆ “ดูเหมือนคราวนี้จะไม่ง่ายแบบครั้งก่อนแล้วสิ...คงต้องรีบจัดการเส้นเวลานี้ให้จบลงกันก่อน”
ซูิเจี๋ยพยายามลุกจากเตียงอย่างยากลำบาก เขาเรียกพยาบาลคนหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดี แล้วสอบถามเกี่ยวกับห้องพักของเฟิงซิ่นจือ พอรู้ว่าอยู่ห้องไหนแล้ว เขาก็รีบเดินไปแบบไม่ลังเล
ซูิเจี๋ยที่พอเห็นเฟิงซิ่นจือนอนอยู่บนเตียงไม่ได้สติ ข้างเตียงมีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เส้นกราฟบนหน้าจอกระพริบขึ้นลงอย่างช้า ๆ และอ่อนแรง สัญญาณบอกให้รู้ว่า ชีพจรของเฟิงซินจื่อดูเบาบางมาก
“ซินจื่อ...พวกเราได้เจอหน้ากันแล้วนะ”
เฟิงซินจื่อที่เหมือนกับได้ยินเสียงของซูิเจี๋ย ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยอาการหมดแรง
“...คุณเป็ใครค่ะ? พวกเรารู้จักกันหรือเปล่าค่ะ?” ชายคนนี้ทำไมเหมือนเคยเจอกันมาก่อนเลย...
พอซูิเจี๋ยเห็นว่าเฟิงซิงจื่อฟื้นแล้ว ก็ดีใจจนลุกขึ้นยืนแทบไม่สนใจอาการเ็ปของตัวเอง ความเ็ปบนร่างกายตามการเคลื่อนไหวของซูิเจี๋ยก็รุนแรงขึ้นตามมา
“อึก…เจ็บจัง…”
“คุณไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
ซูิเจี๋ยค่อยๆ นั่งลงแล้วส่ายหัวเบาๆ: “ไม่เป็ไร…”
“คุณเป็ใครเหรอ? ฉันจำได้ว่าเหมือนคุณเป็คนเรียกชื่อฉัน…”
“ฉันชื่อ…”
ติ๊ง――
ซูิเจี๋ยยังไม่ทันจะพูด เครื่องบันทึกจังหวะหัวใจของเฟิงซินจื่อก็หยุดลงกะทันหัน นั่นหมายถึงว่าหัวใจของเฟิงซินจื่อได้หยุดเต้นแล้ว
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เสียงจากเครื่องวัดจังหวะหัวใจดังสะท้อนทั่วทั้งห้อง
ในขณะเดียวกัน เฉินหรานกับจางหยวนชวนก็มาถึงโรงพยาบาลตี้อี่แล้ว
เฉินหรานเดินไปที่เคาน์เตอร์พยาบาลด้านหน้า โชว์บัตรประจำตัวเพื่อสอบถามเกี่ยวกับห้องพักของซูิเจี๋ย พยาบาลทราบจึงรีบแจ้งเหลียงซวี่
หลังจากทั้งสองได้รับข้อมูลแล้ว ก็รีบมุ่งหน้าไปยังห้องพักของซูิเจี๋ยทันที
แต่เมื่อไปถึงห้องกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ ทว่าเฉินหรานกลับสังเกตเห็นว่าในถังขยะมีเพียงแกนแอปเปิ้ลที่ถูกกินหมดแล้ว
จางหยวนชวน “ไม่มีใครอยู่เลยเหรอ?”
เฉินหราน “ไม่...ที่นี่มีคนอยู่แน่ แกนแอปเปิ้ลในถังขยะดูเหมือนจะเพิ่งถูกทิ้งไม่นาน บางทีอาจจะไปห้องอื่น ไปดูห้องอื่นกัน”
ระหว่างที่เฉินหรานเดินไปตามทางเดิน เขาก็ได้ยินบทสนทนาบางอย่าง
“ได้ข่าวกันไหม? ถนน X เกิดอุบัติเหตุรถชน เหมือนจะมีคนตายหลายคนเลยนะ”
“เหมือนว่าคนขับรถบรรทุกจะเมาแล้วขับน่ะสิ”
“เหรอ? ญาติฉันบอกว่า คนขับคนนั้นเมาเพราะภรรยาของเขา…”
บางครั้งข่าวลือก็เป็สิ่งที่น่าใเหมือนกันนะ แค่มีข้อมูลนิดนิดหน่อยหน่อย ก็แต่งเติมออกมาเป็แบบนี้ได้ ถือว่าน่าประหลาดมากเลย
มนุษย์เรา ชอบให้สิ่งต่างๆ เป็ไปตามที่ตัวเองคิด แต่ผลลัพธ์กลับจะสวนทางเสมอ
เดินมาถึงจุดหนึ่ง เฉินหรานก็ได้ยินเสียงจากในห้องผู้ป่วย พอเดินเข้าไปดูก็เห็นซูิเจี๋ยยืนอยู่ข้างๆ เฟิงซินจื่อ ขณะที่เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจข้างเตียงแสดงเส้นกราฟเป็เส้นตรงแล้ว
จากนั้นซูิเจี๋ยก็หมดสติไป
พอเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำใหม่ก็ไหลเข้ามาในสมอง พร้อมกับความเ็ปรุนแรงที่แลบผ่านหัวของเขา
“อ๊าก...หัวของฉัน...”
จากนั้นเืกำเดาก็เริ่มไหลออกมา...
เมื่อเริ่มปรับตัวได้แล้ว ซูิเจี๋ยเลยรับรู้ได้ว่า เมื่อห้าปีก่อนเขานั่งอยู่ข้างๆ เฟิงซินจื่อ ขณะเฝ้ามองเธอตายไปต่อหน้าต่อตา และตัวเขากลับถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคดีปล้นธนาคาร แม่ของเขาพอรู้เื่ก็ล้มป่วยและตกอยู่ในอาการโคม่า ไม่ฟื้นตัวอีกเลย ส่วนพ่อของเขาไม่สามารถรับแรงกดดันจากหลายทางได้ สุดท้ายเลยเลือกที่จะฆ่าตัวตาย
ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แต่เมื่อได้ออกจากคุก ก็ไม่มีใครเชื่อใจเขาอีกต่อไป ไม่ว่าเขาจะไปสมัครงานที่ไหน ก็ถูกปฏิเสธไปหมดเพราะเื่นี้ สุดท้ายจึงกลายเป็คนไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต
“ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้…”
ซูิเจี๋ยลุกขึ้นยืน พบว่าตัวเองอยู่ในบ้านหลังเก่าทรุดโทรม ในความทรงจำของเขา ที่นี่เคยเป็บ้านของเฟิงซินจื่อมาก่อน แต่หลังจากเฟิงซินจื่อเสียชีวิต ครอบครัวของเธอก็ย้ายออกไป แล้วด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง เขาเองก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ และเพราะเื่ในภายหลัง บ้านหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างมานาน พรุ่งนี้ก็กำลังจะถูกรื้อถอนแล้ว
ซูิเจี๋ยเดินออกจากตัวบ้าน แล้วก็เห็นตู้รับจดหมายเก่าที่ถูกทิ้งร้างอยู่ไม่ไกล เขาเหมือนถูกบางอย่างดลใจให้เปิดมันออก ข้างในมีแผ่นกระดาษเก่าเหลืองซีดวางอยู่หลายแผ่น
พอเขาค่อยๆ เปิดอ่าน ก็พบว่าบางตัวอักษรดูคุ้นเคย บางส่วนก็อ่านไม่เข้าใจ
“นี่มัน…จดหมายของซินจื่อเหรอ? ไม่สิ…มีบางแผ่นไม่ใช่ลายมือของซินจื่อ ใครกันนะ...”
พอเขาไล่สายตาไปดูชื่อผู้เขียน ก็เห็นว่าเขียนว่าชื่อ "ไป๋อิง" ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครเป็คนเขียนแล้ว
แต่เพราะผ่านเวลามานาน แถมไป๋อิงก็เขียนด้วยลายมือไก่เขี่ย เลยแทบอ่านไม่ออกว่าเขาเขียนอะไรไว้
“นี่เขียนว่าอะไรกันแน่เนี่ย…”
ซูิเจี๋ยลองพลิกไปด้านหลัง ก็เห็นข้อความหนึ่งเขียนไว้ว่า “เขียนเล่นๆ เอาไว้ตรวจสอบเฉยๆ”
ซูิเจี๋ยเอามือทาบหน้าผากอย่างหมดแรง “ทำไมถึงมีผู้ดูแลแบบนี้อยู่กันนะ ดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด”