มหันตภัยไวรัสโคโรน่าวิกฤตเปลี่ยนโลก 2019
กรุงเทพฯยุคปี2020ช่างสับสนมากที่สุดกับโรคระบาดไวรัสโคโรน่าที่เกิดอุบัติขึ้นใหม่ตามที่องค์การอนามัยโลกประกาศชื่อเป็” โควิด19” ทำให้เกิดวิกฤติโลกปั่นป่วนสุดๆ เพราะไม่ใช่แต่ผู้คนล้มตายเป็จำนวนมาก ยังดึงให้เศรษฐกิจโลกดิ่งจมเหว เหมือนกับตัวโดมิโน่ล้มกันต่อยาวสุดลูกหูลูกตา อย่างที่เราเห็นในคลิบวีดีโอที่คนพยายามใช้ทักษะการเรียงตัวโดมิโน่ต่อกันเป็แถวยาวเป็ภาพขนาดใหญ่ที่พื้นในห้องโถง ทำสถิติจำนวนตัวที่ต่อกันยาวเป็แสนๆ ตัว แตกต่างกันตรงที่การล้มของตัวโดมิโนจากตัวแรกผลักตัวต่อๆ ไปให้ล้มกลายเป็ภาพมีสีสันช่างสวยงาม แต่ตรงกันข้ามการล้มหายตายจากของผู้คนที่เกิดจากโรคระบาดจากชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนอื่น จากจังหวัดหนึ่งไปสู่อีกจังหวัดอื่นที่ต่อติดกัน จากภูมิภาคตะวันตกไปสู่ภาคตะวันออก จากภาคใต้ไปสู่ภาคเหนือในประเทศ และลามไปจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งเพียงข้ามแดนติดต่อกัน ทำให้ส่งผลไปสู่เศรษฐกิจแต่ละประเทศและทั้งโลกล้มระเนระนาด ช่างโหดร้ายเหลือเกิน เ้าโรคระบาดไวรัสร้ายเริ่มเกิดขึ้นที่เมืองจีนเมื่อเดือนธันวาคมปีค.ศ.2019 องค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งชื่อภายหลังว่า “โควิด19” เ้าไวรัสเจาะจงมาเล่นงานระบบลมหายใจภายในปอด ส่งผลให้ผู้คนในชุมชนย่านแออัด จนไปถึงผู้ที่อยู่ในห้องแอร์ หรือในที่ระบายอากาศไม่ดีทำให้ป่วยเป็โรคระบาดโควิด19 โดยไม่เลือกว่าเป็คนจน คนรวยหรือมีฐานะระดับไหน ไม่เจาะจงเลือกคนสูงต่ำดำเตี้ย แต่ถ้าอ้วนและอยู่ในกลุ่มหกโรคก็เสี่ยงเป็โรคและมีโอกาสตายสูง ในยามที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาโดยตรง แม้กระทั่งคนหนุ่มที่ติดโควิด19มันจะเ็ปทรมานที่ทรวงอกมาก ถึงขนาดตัดสินใจเลือกะโตึกจากชั้นสี่ลงมาพื้นปลิดชีพตัวเอง เพื่อหนีความเ็ป ที่เกิดจากเนื้อเยื่อปอดโดนทำลายอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากแสดงอาการมีไข้ ไอ เจ็บคอก็ต้องเสียชีวิต โดยเฉพาะคนแก่ผู้สูงอายุราวหกสิบปีขึ้นไปต้องตายจากกันไปแบบไม่ทันได้บอกลากัน เผาศพกันไม่ทันในแต่ละวัน จนพระต้องสวดหน้าเมรุพร้อมกับทำหน้าที่สัปเหร่อในตัว แบบสวดและเผาศพทันทีไม่มีค้างคืนวันละสองสามศพ จนเมรุเผาะเิก็มี การระบาดติดต่อรวดเร็วมากโดยใช้จุดอ่อนของมนุษย์เนื่องด้วยเป็สัตว์สังคมชอบรวมหมู่กันสื่อสารกัน เมื่ออยู่ใกล้กันพูดคุยกัน เกิดจามใส่กัน หายใจพ่นใส่กัน แม้ในตลาดที่คนชุกชุมเดินเกาะไหล่ตามกัน หรือในชุมชนที่คนอยู่อาศัยค่อนข้างแออัด แม้แต่ในห้องประชุมใช้แอร์ปรับอากาศ หรือในที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ในห้องแถวปิดประตูมิดชิด หรือแม้แต่มีข้าวของใช้รกเต็มบ้าน ใช้เป็ที่อยู่ของคนสูงอายุอยู่รวมกัน สามารถตายได้ยกครัวอย่างน่าใจหาย ผับบาร์ คาราโอเกะที่มีคนใช้บริการร่วมกันก็เช่นกันเป็แหล่งแพร่เชื้ออย่างดี เมื่อคนหนุ่มสาวไปใช้บริการก็ติดเชื้อมาแพร่สู่ผู้อยู่อาศัยที่บ้าน สาเหตุที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายไม่ใช่ทางจมูกสู่ปอดเท่านั้น ยังสามารถแพร่เชื้อเข้าทางลูกตาเข้าสู่ร่างกายคนได้ วิธีแก้ไขป้องกันเบื้องต้นจึงให้อยู่ห่างกันเกินสองเมตร มีหน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกเวลาพูดคุยกัน ห้ามไอจามใส่กัน และต้องระวังเมื่อไปมาหาสู่กัน ถ้าหากผู้หนึ่งผู้ใดติดเชี้อต้องกักตัวอยู่กับบ้านคนเดียว14วัน อาหารตามร้านค้าขายได้น้อยลงเพราะให้สั่งกลับไปกินที่บ้าน ห้ามกินอาหารร่วมกันที่โต๊ะในร้านค้า ห้างสรรพสินค้าปิดบริการ ให้เฉพาะแผนกซุปเปอร์มาเก็ตเท่านั้นที่เปิดให้คนซื้ออาหารกลับไปทานที่บ้านได้ รัฐบาลแต่ละประเทศต้องสั่งปิดประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวข้ามประเทศ แบบอยู่บ้านใครบ้านมัน ประเทศใครประเทศมัน พวกแรงงานต่างด้าวพม่า กัมพูชา และลาวพากันเข้าแถวที่ด่านชายแดนเป็กิโลเพื่อกลับประเทศตัวเอง เพราะกลัวว่าจะกลับบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าหากว่าแต่ละประเทศสั่งปิดด่านพรมแดนห้ามผู้คนเข้าออกประเทศตัวเอง คนไทยในต่างแดนก็ต้องกลับเมืองไทยเช่นกัน ทำให้ภาระอันหนักหน่วงตกอยู่ที่คุณหมอ พยาบาล และระบบสาธารณสุขของประเทศที่ขึ้นมาเป็พระเอก ทำหน้าที่รักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย และรัฐบาลต้องนำเข้าวัคซีน จนถึงยารักษาโรคโควิด19โดยตรงเข้ามาให้ทันเวลาเร็วที่สุด และต้องระดมฉีดให้ได้เกินห้าสิบเปอร์เซนต์ของประชากรคนทั่วไป ก่อนที่คนตายจะยกระดับจากสิบเป็ร้อยเป็พันเป็หมื่นศพ
ไวรัสร้ายส่งผลต่อเศรษฐกิจตกต่ำ
ผลตามมาทางด้านเศรษฐกิจการเงินเห็นได้ชัดดังปรากฏเช่นที่กระดานหุ้นตกอย่างรวดเร็วแบบดิ่งเหว มหาเศรษฐีกลายเป็ยาจกแบบหน้ามือเป็หลังมือในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันเพราะถ้าขาดการสัญจร รถไม่ค่อยมีวิ่งตามท้องถนน บรรยากาศเงียบเหงาอย่างกับป่าช้า เครื่องบินไม่บินระหว่างประเทศ มีเฉพาะในประเทศซึ่งคนโดยสารน้อยลง เครื่องบินจอดกันเรียงเป็แถวที่สนามบิน มีตัวอย่างให้เห็นเพียงแต่บินไปประชุมที่ต่างประเทศ กลับมาก็ต้องป่วยตายเพราะเป็โรคโควิด อาจติดต่อกันในระหว่างโดยสารเครื่องบิน หรือในห้องประชุมที่ต่างประเทศ น้ำมันจึงเหลือบานตะไท ขนาดล้นในถังเก็บสต๊อกที่สั่งซี้อล่วงหน้ามหาศาล ยังต้องเสียค่าเช่าถังบรรจุน้ำมันวันต่อวันมหาศาลเก็บไว้เพราะล้นตลาด ทำให้เศรษฐีกลายเป็ยาจกเพราะล้มละลายแบบฉับพลัน มีหนี้สินล้นตัว ภาวะนี้แม้แต่มหาเศรษฐีชาวสิงคโปร์ที่ค้าน้ำมัน ล้มละลายในชั่วข้ามคืน เพราะค่าสต็อกเก็บน้ำมันที่ขายไม่ได้ก่อหนี้มหาศาล
โลกในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเพราะเ้าเชื้อโรคร้ายไวรัสโควิด19 เศรษฐกิจยํ่าแย่เลวร้ายที่สุดนับั้แ่าโลกครั้งที่สองที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ พากันเรย์ออฟปลดพนักงานออก คนตกงานมาก และจะหางานทำใหม่ยากมาก โรคระบาดโควิดทำเศรษฐกิจเลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ เลวร้ายแล้วยังมีเลวร้ายมากกว่าเดิม เพราะหุ้นน้ำมัน และธนาคารโดนเทขายหุ้นร่วงระนาว จนหุ้นร่วงลงเป็ร้อยๆ จุดบนกระดาน ร่วงลงต่ำสุดแบบมีระลอกสอง ระลอกสามตามมา ส่งผลร้ายให้นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่ยกเว้นใครหน้าไหน ต้องรีบขายหุ้นเอาตัวรอดเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าขายไม่ทันก็ยิ่งขาดทุน
วัคซีนคือคำตอบทางรอดของชีวิต ของเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องรอเพราะผลิตไม่ทันตามประชากรโลก
ทางออกคือต้องรอฉีดวัคซีนตัวใหม่ โดยเฉพาะวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ ที่วิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศอย่างเดียว ฉีดเข้าร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน แต่วัคซีนก็ผลิตไม่ทันต่อจำนวนประชากรของโลก แต่ละประเทศไม่สามารถมีวัคซีนฉีดได้ทันพร้อมกัน เห็นประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปที่ผลิตวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอเองได้ คนได้เข้าแถวรอคิวได้รับการฉีดวัคซีนก่อนประเทศอื่นๆ คนรวยมีฐานะสามารถบินไปรับการฉีดก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คนมีฐานะบ้างก็ต้องเสียเงินจองวัคซีนที่โรงพยาบาลเอกชนสั่งมา เพราะหวังว่าจะได้รับเร็วกว่าที่รัฐบาลสั่ง อาจไม่เชื่อฝีมือรัฐบาลว่าจะจัดหาได้รวดเร็ว แต่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อาจจะได้วัคซีนคุณภาพไม่ดี ทำให้คนจนหรือคนทั่วไปต้องพยายามรักษาชีวิตไว้อย่าติดเชื้อในขณะที่รอฉีดวัคซีนจากรัฐบาลอยู่ บ้างก็หาวิธีให้ได้ฉีดก่อน ทางรัฐบาลต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่งวัคซีนให้เข้ามาให้ประชาชนได้ฉีดเร็วที่สุด แต่วัคซีนเข้ามาทีละน้อย วัคซีนมีแบบทั้งเชื้อเป็และเชื้อตาย จีนสามารถผลิตวัคซีนเชื้อตาย ส่วนสหรัฐอเมริกาและฝรั่งชาติตะวันตกสามารถผลิตวัคซีนเชื้อเป็ได้ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ผลิตวัคซีน ดูแล้วช่างเหลื่อมล้ำกันเหลือเกิน อีกทั้งประชาชนยังสับสนว่าวัคซีนเชื้อเป็ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ หรือเชื้อตายอะไรดีกว่ากัน บ้างก็ว่าไม่ฉีดดีกว่าเพราะกลัวอาการแทรกซ้อน ทำให้เกิดความลังเล แต่เมื่อฉีดแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่ติดเชื้อโรคโควิดอีก เพียงว่าคนที่ได้รับการฉีดแล้ว เชื้อโรคไม่สามารถทะลุลงถึงปอดได้ หรือฉีดแค่กันตาย เมื่อป่วยอีกก็แค่มีอาการปวดหัว มีไข้ ไอ เจ็บคอเท่านั้น โอกาสป่วยตายน้อยลงมาก ทั้งนี้ต้องร่วมกันฉีดวัคซีนให้มากที่สุดจนในที่สุดเชื้อโรคจะกลายพันธุ์อ่อนแรงไปเอง
เ้าโรคระบาดร้ายทำลายตลาดหุ้นพังส่งผลให้ชีวิตเ้าเอกย่ำแย่
นักลงทุนในตลาดหุ้นหน้าใหม่อย่างนายเอก ซึ่งเป็หนุ่มวัยกลางคน ก่อนหน้านี้เคยทำงานในโรงงานประกอบรถยนต์ได้เกือบสิบปี แต่รู้สึกเบื่องานโรงงานเต็มทีที่ต้องตื่นแต่เช้าตี5 ออกจากบ้านไปทำงานในโรงงานชานเมืองแถวสมุทรปราการ งานในโรงงานเป็งานออกแบบเครื่องมือจักรกลในการผลิต พอเริ่มงานแปดโมงเช้า สมองจะต้องหมุนติ๋วกับปัญหาในโรงงานที่ส่งมากับใบRequestion Sheet หรือใบปัญหาการทำงานในไลน์ผลิตที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งจะต้องถูกแก้ไขปัญหาด้วยเครื่องมือที่ออกแบบพิเศษ เพื่อให้ได้เวลาการผลิตได้ตามเป้าหมาย ในแต่ละวันหรือแต่ละโปรเจกต์ มีปัญหาต่างๆ ถูกถกในที่ประชุมฝ่ายระหว่างผู้จัดการด้านวิศวกรรมกับฝ่ายผลิตว่าเป็ความผิดของฝ่ายใด มันเป็เื่ศักดิ์ศรีและเป็ผลงานระหว่างฝ่ายวิศวกรรมกับฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตก็จะว่าฝ่ายวิศวกรรมจัดหาเครื่องจักรไม่ได้สเปคตามความ้าที่ไลน์การผลิตกำหนด เครื่องมือออกแบบแล้วคนงานใช้ไม่ถนัด หรือทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หมายถึงเครื่องมือออกแบบมาใช้ไม่ได้ผล นับวันจะทำให้จิตใจจะเกิดความเครียดสะสม มีสีหน้าเคร่งขรึม หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา เครียดจนลิ้นชา ถ้าอยู่ต่อไปคงบ้าแน่ เ้าเอกจึงคิดลาออกมาหางานในตัวเมืองทำเพื่อเปลี่ยนสไตล์การทำงาน หรืออีกอย่างในใจคิดอยากจะได้มีแฟนกับเขาบ้างเสียที บางทีได้เปลี่ยนงานในเมือง พอมีหวังได้มองเห็นสาวสวยปราดเปรียวไฉไล พอดีวันหนึ่งเจอเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจบดีกรีดอกเตอร์มาจากเมืองนอก
“เบื่อจริง งานในโรงงานเจอแต่ปัญหากลัวว่าวันหนึ่งจะเป็โรคประสาทแน่”
“ลาออกมาเลยมาทำงานบริษัทกู รับแน่นอน บริษัทกูรับมึงอย่างแน่นอน” เพื่อนที่เป็ดอกเตอร์ว่า
“รับแน่นะ กูลองยื่นใบลาออกแล้ว เขายังเสนอให้เปลี่ยนแผนกอื่นให้ถ้าไม่ชอบแผนกเดิม” เ้าเอกถามย้ำ เพราะที่ทำงานเดิมยังให้โอกาสตัดสินใจใหม่
“รับแน่นอน เชื่อกูสิ ลาออกมาเลย” เพื่อนพูดอย่างกับสามารถคุยกับผู้ใหญ่บริษัทได้ ดีกรีดอกเตอร์สงสัยมีตำแหน่งสูงในบริษัท ทำให้เ้าเอกเชื่อเพื่อนที่ร่วมกันทำโปรเจกต์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จึงลาออกมาสมัครงานใหม่ที่บริษัทเพื่อนดอกเตอร์
“มึงมาสัมภาษณ์งานที่บริษัทเลยนะ” เพื่อนดอกเตอร์นัดแนะ แต่เมื่อสัมภาษณ์เรียบร้อย คำตอบจากบริษัทกลับกลายเป็ว่า
“ผมไม่สามารถรับคุณเป็พนักงานได้” ทำให้เ้าเอกถึงกับเคว้งค้าง
“กูขอโทษด้วยเพื่อน” คำตอบเดียวของเพื่อนดอกเตอร์
ตอนนี้ตกงานเ้าเอกจะทำอย่างไร มีบ้างที่เพื่อนหรือคนรู้จักจ้างไปออกแบบเครื่องจักรวางไลน์ประกอบในโรงงาน แต่สุดท้ายก็โดนหักหลังหักคออย่างน่าเ็ปเลวร้ายที่สุุด คำตอบสุดท้ายก่อนเบี้ยวค่าจ้างคือ” เอ็งเอาแค่ค่าแท็กซี่ไปก็แล้วกัน” ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้มาก “ไม่อยากเป็ลูกจ้างลูกน้องต่อไปอีกเลย” เ้าเอกคิดในใจ เสี่ยงไปสมัครเรียนเข้าคอร์สเรียนเป็ผู้ประกอบการกับเขาหมายเป็เถ้าแก่น้อยร้อยล้านดีกว่า ไม่รับเงินเดือนค่าจ้างอีกแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที พอดีบ้านอยู่ใกล้ตลาดเลยเปิดร้านขายของชิ้นละยี่สิบบาทจากเมืองจีนไปก่อน แต่ก็เป็เพียงไปรับของมาจากสำเพ็งเท่านั้น ยังไม่มีทุนรอนจะไปเหมาของจากเมืองจีนมาขายได้ คิดเสียว่าอยู่ใน่ดวงตก ระหว่างนี้พอมีเวลาศึกษาเื่หุ้นจึงเสี่ยงโชคด้วยการเล่นหุ้นแทน “เปลี่ยนอาชีพเป็นักเล่นหุ้นดีกว่า” เ้าเอกคิดรวยทางลัด ก็ตลาดหุ้นมันยียวนใจ เขาว่าหลายคนเป็เศรษฐีพลิกชะตาตัวเอง แค่มีเงินทุนเป็หลักแสนก็กลายเป็หลักสิบล้านร้อยล้านได้ ภาวะตกงานจะมีอะไรดีกว่าการนำเงินที่เก็บอยู่ทั้งหมดเอามาเล่นหุ้นในแบบคนชอบเสี่ยงโชค หวังว่าจะเป็เศรษฐีกับเขาบ้าง ใครๆ ก็คิดโลภกันทั้งนั้น แต่อะไรจะบังเอิญเช่นนั้นลงทุนไปไม่นานก็เกิดโรคระบาดไวรัสร้ายโควิด19 หุ้นตก100จุด ยังตกลงไปอีก100จุด เงินที่เอกทุ่มลงไปเป็แสนกลับกลายเป็หลักหมื่นในพริบตา เหมือนขาดทุนย่อยยับ มีสองอย่างที่ต้องทำกับหุ้นที่มีอยู่คือ เทขายไปก่อนแต่ขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าไม่ขายก็ค้างรอจนกว่าราคาหุ้นขึ้น ภาษานักลงทุนเขาเรียกว่า” ติดดาว” ถือว่าไม่ขายก็ไม่ขาดทุน หรือขาดทุนทางบัญชี ตอนนี้ใจวูบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทำอย่างไรดี
"เป็ไงบ้างพี่เอก เห็นพักนี้ซึมไป" มุกน้องสาวคนเล็กเอ่ยถาม เมื่อเห็นผิดสังเกตุในความกังวลบนใบหน้าพี่ชาย หน้าซีดเซียว จึงอดถามไม่ได้
"ก็เ้าหุ้นธนาคารที่ซื้อมามันดันตกดิ่งยันเหวเลย" เอกพี่ชายคนโตตอบแบบหน้าละห้อยใจดีสู้เสือ
"บอกแล้วอย่าเล่น ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวมันก็ขึ้นเอง รออีกหน่อย ใจเย็นๆ"น้องเล็กปลอบใจ
"ของพี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่เงินของแม่ที่ฝากซื้อกองทุนหกล้านมันขาดทุนตั้งสองแสน ได้ยินแม่บ่นทีไรยิ่งไม่สบายใจ" เอกบอกสาเหตุที่แท้จริง เพราะนอกจากเงินของตัวเองแล้วยังมีเงินของแม่อีกที่ให้เป็ตัวแทนไปซื้อหุ้นกู้ของธนาคารเพื่อหวังดอกเบี้ยสูง ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมไปอีก
"มิน่าเล่าได้ยินแม่บ่นแต่เช้า บอกแต่แรกแล้วไงกำไรนิดหน่อยก็รีบขายไป นี่มันยิ่งดิ่งลึกไปอีก"น้องชายอีกคนพูดขึ้นเสียงอย่างกระฟัดกระเฟียดอารมณ์ฉุนเฉียวแล้วเดินจากไป
"ก็อยากเงินได้มากๆ ใครจะไปรู้ว่าโควิดมันร้ายแรงอย่างงี้" เ้าเอกกล่าวอย่างสำนึกผิดที่ทำให้แม่รู้สึกใจเสียกับเงินที่คิดว่าต้องขาดทุนกับเงินที่ลงไปในกองทุนของธนาคาร ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับแม่ยังไง ซ้ำยังโดนน้องชายกล่าวโทษว่าตัวเองเป็ต้นตอของปัญหา
เจอเพื่อนเก่าครั้งเรียนมหาวิทยาลัยแนะอาชีพใหม่ทำโปรเจกต์” BLOOD BRAIN WAVE”
วันหนึ่งมีเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมฯเจอกันที่ซุปเปอร์มาเก็ตห้างสรรพสินค้าโดยบังเอิญ บอกให้เข้าไลน์กลุ่มเพื่อนเรียนสมัยชั้นมัธยม หลังจากที่ได้เข้าไลน์กลุ่มเพื่อนเก่ามัธยมแล้ว ได้เปิดดูสมาชิกแต่ละคน เพื่อทวนความจำความหลังตอนเรียนมัธยม ได้เจอเพื่อนสุดซี้ชั้นมัธยมเป็สมาชิกในไลน์ จำได้ว่าครั้งแรกเจอกันเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนมัธยมต้นด้วยกัน เ้าเพื่อนคนนี้เป็หนอนหนังสือเอาแต่เรียน อ่านหนังสือเรียนราวกับอ่านหนังสือนิยายขายดี ส่วนเ้าเอกเป็คนชอบเล่นกีฬา จะเอาจริงจังอ่านหนังสือเมื่อตอนใกล้สอบ เ้าเพื่อนคนนี้ครองที่หนึ่งในชั้นตลอด ผิดกับเ้าเอกสอบครั้งแรกเทอมต้นได้อันดับสิบก่อน แล้วมาทำตัวขยันเรียนทีหลังตอนเทอมปลาย แต่ถึงอย่างไรสอบปลายปีเทอมสองก็ได้ที่สองตามก้นเ้าเพื่อนคนนี้มาติดๆ แบบต่อท้ายที่หนึ่งกับที่สองเลยทีเดียว แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถแซงเ้าเพื่อนหนอนหนังสือเป็ที่หนึ่งได้เลยตลอดที่เรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย เ้าเพื่อนคนแก่เรียนนี้เป็เด็กเรียนเก่งแต่ไม่ยอมเล่นกีฬา ครั้งหนึ่งจึงชวนมาเตะบอลรูหนูด้วยกันสำเร็จ จึงชวนกันเตะบอลที่สนามหน้าตึกเรียนประจำ ั้แ่นั้นจึงเป็เพื่อนซี้กันตลอดเรียนชั้นมัธยมจนถึงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แต่เพื่อนซี้ก็หนีตีจากกันไปด้วยการสอบต่อเรียนแพทย์ ส่วนเอกก็ศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็ยังเจอกันบางครั้งบางคราว แต่เมื่อเรียนจบแล้ว มีอาชีพต่างกันจึงแยกย้ายกันไปทำงาน ไม่เจอหน้ากันนาน นี่ยังดีว่าอยู่ในไลน์กลุ่มศิษย์เก่าชั้นมัธยมด้วยกันอีกครั้ง จึงเข้าไปทักไลน์โทรพูดคุยกัน
"เฮ้ยว่าไง เพื่อนวุฒิสบายดีหรือ กูไอ้เอกไง ไม่ได้เจอกันนาน"เอกเป็ฝ่ายทักก่อน
"สบายดีเพื่อน แต่ยุ่งมากตามอาชีพหมอ แล้วเอ็งล่ะ"วุฒิตอบกลับ ทั้งคู่คุยกันทางไลน์
"แย่เลยเพื่อนตอนนี้อยากเปลี่ยนงานใหม่แต่ตกงานอยู่ เลยแย่หน่อย โควิดมีแต่บริษัทเรย์ออฟปลดพนักงานออกงานหายากตายห่า"
"ไงเอ็งก็ใช้เงินเก่าเก็บไปก่อนสิ เผื่อสถานการณ์ดีขึ้นค่อยหางานใหม่" หมอวุฒิปลอบใจ
"เงินเก็บเก่านะหรือ เอาไปลงหุ้นหมด มันติดดอยอยู่ ไม่ยากเชื่อเลย โควิดทำให้มันดิ่งเหวสองชั้น นี่ยังไม่รู้ว่าอีกกี่ปีเ้าโรคร้ายจะหายไป เศรษฐกิจถึงจะดีขึ้น"เอกพูดเสียงสลด ถอนหายใจยาว
"งั้นลองโทรหาเพื่อนๆ คนอื่นสิ เผื่อมันมีธุรกิจมีโรงงานเข้าไปช่วยมันบริหารก่อน"หมอวุฒิเพื่อนสนิทช่วยออกความเห็นหาทางให้
"เพื่อนนะหรือมันเคยชวนไปทำงานเป็ธุรกิจครอบครัว มันบอกว่าจะสร้างโรงงานใหม่ พอออกแบบไลน์ประกอบให้มันเสร็จ มันบอกเฉยเลยว่า” มึงเอาแค่ค่าแท็กซี่กลับไปก็แล้วกัน” ยังมีอีก มีคนมาจ้างออกแบบไลน์ประกอบรถยนต์ พองานเสร็จมันพูดแบบเดียวกันเลย ทั้งที่ตอนแรกบอกจะให้เงินหลายหมื่นบาท เจอแสบๆ แบบนี้โคตรงงเลย ทำอะไรมันไม่ได้ เลยไม่รู้จะทำอะไรดี มาตกงานใหม่อีก"เอกพูดแบบถอดใจ
"หักหลังหน้าตาเฉยเลยนะ ชีวิตเอ็งช่างเจอแต่คนหักหลัง เขาคงเห็นเอ็งเป็คนซื่อๆ หลอกได้หลอกดี"หมอวุฒิพูดแบบเห็นใจ
"ช่างมันเถอะเลยคิดอยากเป็ผู้ประกอบการเองดีกว่า ตอนนี้เปิดร้านขายของชิ้นละ20บาทที่เขาฮิตเปิดกันเป็ของจากจีน เป็ของเล่นและอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือน ขายปลีกบ้างขายส่งบ้าง ฝึกเป็พ่อค้า ดีที่มีบ้านอยู่ติดถนนในตลาด "เอกพูดปลอบใจตัวเอง
"เอ็งเป็ถึงวิศกรนะ แล้วไปรับของจากไหนขาย ไม่เห็นตรงสเป็คที่เรียนมา"
"ก็ไปเอาของจากสำเพ็งมาขายนั่นแหละ แต่ตอนนี้โควิดระบาดแย่หวะ ขายของไม่ค่อยได้ ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นว่าจะไปเหมาของจากเมืองจีนโดยตรงมาขาย คงได้กำไรดีๆ แต่ตอนนี้ยังหาทางออกไม่เจอ"เอกตอบเสียงเศร้า
"แล้วไงมานี่เจอเพื่อนๆ คนอื่นหรือยัง เผื่อเขามีโปรเจกใหม่ๆ อาจให้ไปช่วย"
"ไม่มีเลย ตอนนี้เอ็งก็เห็นอยู่ เขาให้อยู่บ้านไม่ใช่หรือ ไม่ให้พบปะสังสรรค์กัน ไปไหนมาไหนก็ลำบาก กลัวจะติดต่อโรคกัน เอาเชื้อโรคเข้าบ้าน ทำให้คนแก่ติดโรคตายเปล่าๆ"
หมอวัฒน์หมดหนทางแนะนำ แต่นึกถึงโปรเจกต์ตัวเองที่กำลังทำและขาดคนอยู่"เอาอย่างงี้ไหมละเพื่อน ข้ากำลังทำโปรเจกต์ใหม่ของต่างประเทศชื่อBLOOD BRAIN WAVE ขาดคนช่วยอยู่ เผื่อเอ็งสนใจเข้าร่วม"หมอวัฒน์เพื่อนสนิทสมัยเรียนมํธยมบอก
"มันคืออะไรหรือ"เ้าเอกงง
"เอ็งเคยได้ยินที่เขาใส่แว่นตาวีอา แล้วเข้าไปท่องโลกเสมือนจริง เข้าไปท่องเที่ยวตามวัดเก่าในอดีตที่สวยงาม ทั้งที่ตอนนี้ทรุดโทรมเหลือแต่เจดีย์เก่าๆ มีแต่ซากปรักหักพัง ไม่สวยงามเหมือนเก่าแล้ว โดยที่เราอยู่ในโลกปัจจุบันสามารถไปเดินอยู่ที่วัดสมัยเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว ได้พบเจอแต่บรรยากาศแวดล้อมเก่าๆ สวยงาม หรือเล่นเกมส์ฟันดาบต่อสู้กันกับคนอื่น หรือเตะฟุตบอลกับสโมสรดังต่างประเทศได้ ให้เราเป็เสมือนผู้เล่นจริงๆ สามารถเตะบอลไปหน้าประตูให้ผู้เล่นในหน้าจอโหม่งเข้าประตู เสมือนว่าเราเป็นักเตะจริงในสนามไหนในโลกก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องไปสนามฟุตบอลแดนไกล"หมอวุฒิอธิบาย
"เคยได้ยินอยู่ แล้วBLOOD BRAIN WAVEที่ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง"
"การเอาข้อมูลซอฟต์แวร์แปรเป็รหัสเข้ากระแสเืต่อไปสู่สมองร่างกายของคนเรา สามารถทำให้เราท่องโลกในอดีตเหมือนอยู่ในความฝัน ตามที่ซอฟต์แวร์บันทึกไว้ว่าอยู่ในยุคใด หรือผจญภัยเข้าไปในเื่ราวประวัติศาสตร์ในอดีต เข้าไปท่องเที่ยว มีชีวิตอยู่ในเหตุการณ์ยุคนั้น หารายละเอียดหาเื่ราวที่ยังไม่รู้ที่ไม่มีบันทึก หรือขาดตอนในพงศาวดาร แต่มันสามารถต่อให้เป็เื่ราวในซอฟต์แวร์ แต่จะไปในทิศทางไหนขึ้นอยู่กับการตอบโต้ตัวบุคคลนั้น"หมอวุฒิอธิบาย
"เหมือนกับโดราเอมอนพาโนบิตะนั่งไทม์แมชชีนไปท่องเวลาในวัยเด็กของโนบิตะหรือ แล้วมันทำงานยังไงละ"เ้าเอกตอบเสริม
"นายเคยได้ยินตัวเพาเวอร์ไลน์ไวฟายไหม มันสามารถส่งอินเตอร์เน็ตไปตามสายไฟฟ้า จากตัวเร้าเตอร์ไวฟายมีตัวแม่เสียบเต้าปลักไฟ สัญญาณอินเตอร์เน็ตมันส่งไปตามสายไฟฟ้าไปยังตัวลูกที่เสียบกับเต้าไฟที่อื่นๆ ในบ้านได้ คล้ายๆ กันมันจะส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าทางหลอดเืไปยังสมองคนเรา โดยเื่ราวตามประวัติศาสตร์เป็ซอฟต์แวร์ในเครื่องจะส่งเป็คลื่นดิจิตอลผ่านหลอดเืไปยังสมองคน ให้คนนั้นท่องโลกเหมือนจริงในประวัติศาสตร์ได้เป็เื่เป็ราว อิงตามพงศาวดารที่มี"หมอวุฒิอธิบายเหมือนหนังสารคดีวิทยาศาสตร์
"แล้วคนต้องใส่แว่นตาวีอีไหม แล้วนี่จะต้องเจาะหลอดเืใส่ขั้วปลั๊กกันเลยหรือ"เ้าเอกงงปนความรู้สึกน่ากลัว
"ไม่ถึงขนาดนั้น แค่มีปุ่มแบนประมาณเหรียญบาทแนบติดกับหลอดเืขมับซ้ายขวาของหัว แล้วให้จ้องไปจอภาพข้างหน้า ตอนแรกจะเห็นภาพในจอ แล้วจะเคลิ้มหลับไปเหมือนฝันว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ตามเื่ราวตามซอฟต์แวร์ที่ส่งไปยังสมองคน"
"มันเป็ไปได้หรือ"เ้าเอกข้องใจ
"นายก็รู้ สมัยนี้วิทยาการไปไกลมาก ตอนนี้เราสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลจากตัวแม่ต่อไปยังสมองคน เพียงแค่เหลือบลูกตาให้ขึ้นลงไปซ้ายไปขวา ก็สามารถบังคับโดรนให้บินขึ้นลงซ้ายขวาไปตามลูกตาที่เหลือบเคลื่อนไปมาได้ หรือทำให้คนไปปรากฎตามในที่ประชุมที่อื่นได้แบบสามมิติ เหมือนหายตัวที่บ้านไปอยู่ที่ห้องประชุมได้ในทันทีเหมือนผี หรือการเห็นภาพมิติเสมือนจริงของภูมิประเทศจากประเทศไกลโพ้นทะเล มาให้เราผจญภัยที่บ้าน หรือเป็บ้านของมหาเศรษฐีมายังเราที่นั่งดูอยู่บ้านเราเองก็ได้ โดยที่เราจับต้องของในบ้านมหาเศรษฐีได้ นายได้เห็นในข่าวสารคดีเทคโนโลยี่ห้าจีตอนนี้แล้ว"
"ก็จริงเคยดูเแล้วที่เขาเรียกเออาร์ ถ้าข้าเข้าร่วมโครงการจะไปทำอะไรหรือ"เ้าเอกงง
"ตอนนี้เรายังไม่สามารถหาคนมาโต้ตอบกับซอฟต์แวร์ตัวนี้ได้ นายจะต้องไปหาคนมาทดสอบให้แมทเข้ากับเครื่องได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้กับเครื่องได้ เป็คุณสมบัติเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ และปูมหลังที่สะสมมาหรือแม้กระทั่งถ่ายทอดกันทางสายเื ต้องนำมาทดสอบคลื่นสมองที่ไวต่อเื่ราวในประวัติศาสตร์ตามยุคที่เครื่องโปรแกรมไว้ได้ก่อน รวมทั้งตัวนายด้วย ถ้าได้คลื่นสมองตรงกับโปรแกรมเครื่อง จะยอมใช้ทดสอบกับเครื่องเ้าที่ว่าก็ได้"
"แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรกับเ้าโปรเจกต์นี้นะ แล้วจะทดสอบยังไง"เอกสงสัย แต่หมอวัฒน์อธิบายต่อ
"ขั้นแรกเราจะวัดจังหวะการเต้นของหัวใจและการหายใจ รวมถึงระบบประสาทของคนที่ท่องในโลกอดีต ซึ่งจะบ่งชี้ถึงสุขภาพ การตอบสนองทางอารมณ์ ความสุขในแต่ละ่ที่ซอฟต์แวร์ป้อนให้ ซึ่งจะนำไปรักษาผู้ป่วยคนซึมเศร้า หรือแม้แต่การสร้างความสุขให้คนปกติธรรมดาเพื่อปลดปล่อยความเครียด แต่จะศึกษาการตอบสนองการโต้ตอบของระบบจิตประสาทของคนต่อซอฟต์แวร์ที่ป้อนให้ เหมือนเขาฝันเกิดเื่ราวต่างๆ ขึ้น เื่ราวที่เขาฝันจะถูกบันทึกไว้โดยหน่วยความจำของเครื่อง "หมอวุฒิตอบข้อสงสัย
"ฟังดูซับซ้อนน่ากลัวจัง นายหมายถึงให้ซอฟแวร์เข้าไปกล่อมประสาทของคนให้ระลึกชาติได้นะหรือ ถ้าเคลิ้มหลับไปไม่ตื่นจะทำยังไงวะ ขอคิดดูก่อนนะ"เ้าเอกพูดเชิงถอย เพราะรู้สึกกลัวปนกับไม่แน่ใจ
"นายก็รู้ว่าฉันเป็หมอ ไม่ปล่อยให้ใครตายหรอก เอาไปคิดตัดสินใจก่อนก็ได้นะ ถือว่าคุยกันสนุกๆ ยังไงฉันฝากเบอร์โทรฉันไว้ให้กับแกไว้ กลับไปขายของยี่บาทแล้วกันนะเพื่อน ขอให้โชคดี" หมอวุฒิพูดเชิงเยาะเย้ยนิดๆ พร้อมตบบ่าทำนองล้อเล่น หลังจากทั้งสองคุยเจรจากันสองต่อสองทั้งคู่จึงแยกย้ายจากกัน
ขอกลับไปคิด แต่โชคร้ายบังเอิญเกิดอุบัติเหตุแม่หกล้ม ้าเงินมารักษาแม่
กิจวัตรประจำคือหลังจากเก็บร้านเ้าเอกจะไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้บ้านพลบคํ่าเกือบทุ่มหนึ่ง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ในยามว่างงานเช่นนี้อาจจะเพิ่มเป็สองครั้งต่ออาทิตย์ ก็ได้สวนสาธารณะในนกรุงเทพฯส่วนมากจะเป็พื้นที่ว่างเก่าแก่แต่ครั้งโบราณั้แ่สมัยรัชกาลที่5 ที่นี่ก็เช่นกัน เป็ที่เป็ที่ของหลวงพระราชทานให้ นำมาปรับปรุงเป็สวนสาธารณะแต่ก็ยังคงมีต้นไม้ที่ปลูกั้แ่อายุร้อยปีขึ้นไป ที่เห็นเด่นชัดคือต้นปีหรือกาสะลองไม้ยืนต้นรอบนอกกำแพงริมสวนห่างกันเป็ระยะ ส่วนในสวนจะมีต้นไม้หลากหลายเต็มไปหมด เนื้อที่เกือบสามสิบไร่ แต่คงความเก่าแก่ของตึกกำแพงแสดงความขลังของสถานที่ไว้
"วิ่งกี่รอบแล้วพี่เอก"เสียงของหนุ่มน้อยทักมา
"รอบที่ห้าแล้ว เดี๋ยวหกแล้วจะกลับแล้ว"เสียงทักทายกันเพื่อนร่วมวิ่ง
"ผมจะยี่สิบรอบแล้ว"
"โอ่โห มีเวลาอีกเยอะเก็บไว้วันหลังวิ่งบ้างก็ได้นะ"เอกตอบกลับไป ธรรมดาของคนหนุ่มกำลังดีค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ ได้หลายรอบ แต่เ้าเอกชอบวิ่งเร็วเกือบเต็มสปีดตัวเอง ชอบวิ่งให้มีเสียงหอบแรงๆ พร้อมท่องคำสร้างจังหวะทำสมาธิในการวิ่งเช่นหายใจเข้าออก แล้วค่อยผ่อนวิ่งเหยาะๆ บ้าง ใช้เวลายี่สิบนาทีในสวนแค่หกรอบก็พอแล้ว แต่จากบ้านถึงสวนวิ่งเดินไปกลับไม่เกินยี่สิบนาที รีบวิ่งั้แ่ปากซอยอย่างน้อยจะได้รีบกลับบ้านไปอยู่เป็เพื่อนแม่ไวๆ เพราะแม่อายุมากแล้วไม่ชอบอยู่คนเดียว แต่ขากลับจะไม่ลืมเก็บดอกปีบกลับไปวางบนหิ้งพระ หรือบนโต๊ะให้กลิ่นหอม ทำประจำทุกครั้ง
ตอนที่เจอดอกปีบครั้งแรกเห็นมันตกอยู่บนพื้นเป็ช่อเรียงดอกกันเหมือนก้างปลาที่มีปลายยาวสวยงามมากหลังฝนตกหยุดไม่นาน จำได้ว่าวันนั้นฝนตกบ่ายแก่ๆ เกือบเย็น ตอนพลบคํ่าไปวิ่งออกกำลังกายก่อนเข้าสวนเห็นดอกปีบเรียงเกาะกันเป็ช่อวางเรียงต่อกันเป็ศิลปสวยงามอยู่บนพื้น แต่ละดอกยังติดอยู่บนก้านช่อๆ ละหลายสิบดอกสวยงาม มันยังคงไม่ถึงเวลาสลัดหลุดจากช่อ แต่ถูกลมฝนกระหน่ำพัดหักทั้งก้านช่อ เลยอยากเก็บกลับบ้านเป็ช่อ แต่เมื่อหยิบขี้นมาก็หลุดเป็ดอก ั้แ่นั้นมาเก็บกลับบ้านทุกครั้งแต่เป็ดอกๆ เต็มกำใช้นิ้วหนีบก้านดอก ไล่เก็บทีละดอกใช้นิ้วจับก้านรวบไว้ได้เป็กำ เมื่อถึงบ้านก็ใส่ชวดแก้วปากกว้างที่บรรจุน้ำไว้ชูดอกขึ้นกลิ่นหอมฟุ้งได้ตลอดทั้งวัน ถ้าตอนหน้าฝนหลังฝนตกใหม่ๆ จะมีดอกปีบอยู่เกลื่อนเต็มพื้น แต่ตอนหน้าร้อนจะมีน้อย ยิ่งอากาศร้อนจัดจะไม่มีเลย แต่ตอนนี้พอมีบ้างเก็บไปพลางท่ามกลางแสงโคมไฟริมถนน แต่เมื่อถูกกิ่งก้านต้นไม้บังทำให้มีแค่แสงไฟสลัวๆ บนทางเดิน ใจหวิวๆ เหมือนกันไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน พลางเหลือบมองไปที่ที่ต้นไม้ จิตมโนเหมือนมีนางไม้ยืนคอยเรา และบอก"เก็บไปเยอะๆ เลยนะพี่ เอาไปฝากแม่เรานะ"เป็เสียงเศร้าสร้อยช้าๆ เย็นๆ พาให้ขนลุกรีบเก็บอย่างเร็วรีบกลับบ้านด้วยใจเป็ห่วงทิ้งแม่ไว้คนเดียว เพราะแม่อายุ90แล้วอายุยิ่งมาก เดินไม่คล่องอาจสะดุดล้มที่ห้องนํ้า หรือตอนขึ้นบันไดก็ได้ และแม่มักบอกว่า” แม่กลัวการอยู่อยู่คนเดียวที่สุด” ก่อนออกมาวิ่งต้องขออนุญาติแม่แบบอ้อนๆ หน่อย
"แม่อยู่ชั้นล่างนะนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์ เดี๋ยวไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็กลับแล้ว"เอกกำชับไว้ แม่พยักหน้าหงึกๆ เพราะรู้ว่าเอกอยู่กับแม่สองคนตลอดเวลาแทบติดกันเป็แตงเม จะไปไหนไปงานเลี้ยงรุ่นไปโรงพยาบาลต้องเรียกให้น้องสาวคนสุดท้องมาอยู่เป็เพื่อนแม่ กิจวัตรประจำวันคือเช้าเปิดร้าน เย็นปิดร้าน ใช้เวลาจัดของหน่อยก็พาแม่ขึ้นไปอาบน้ำ กินข้าว ดูโทรทัศน์หน่อย แม่ง่วงหลับก็พาขึ้นชั้นสามนอน ต้องนอนเป็เพื่อนแม่นะเพราะแม่ก็กลัวผีเหมือนกัน พอเห็นแม่ชอบละเมอร้องดังๆ พูดดุๆ ต่อว่าคนในฝัน จับมือแม่ให้ตื่น แม่กลับสลัดมือฟาดใส่ พอแม่ตื่นรู้สึกตัวแม่บอกว่า” ทำไมฝันเห็นเพื่อนที่ตายไปแล้วบ่อยๆ คนไม่ถูกกัน คนแก่ไม่รู้จักมาชวนทะเลาะ” อุปนิสัยที่เด่นของแม่คือเป็คนขยันั้แ่เด็ก แม่เล่าว่าสมัยเด็กๆ ไปรับจ้างทุบหัวตะปู อยู่โรงงานทำโรงเท้าตัดเย็บหนัง สมัยแม่แต่งงานกับพ่อยากจนมาก ต้องรับจ้างซักเสื้อ รีดเสื้อ แม้กระทั่งพับถุงกระดาษขาย นิสัยกระเหม็ดกระแหม่ จึงติดนิสัยมาั้แ่เยาว์วัย จนบัดนี้ถึงจะพอมีกิน แต่ชอบเก็บขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้วเครื่องดื่มชูกำลัง กล่องกระดาษที่ทิ้งจากร้านค้าตามถนนหน้าบ้าน โดยเฉพาะขวดเบียร์ยิ่งชอบเพราะได้ราคาดีมาขาย เพราะบ้านอยู่ไม่ห่างจากตลาดนัก ยิ่งตอนนี้เอกตกงานด้วย อย่างน้อยเก็บขวดขายก็มีเงินนิดหน่อยซื้อกับข้าวก็ยังดี แต่แม่ก็ยังพอมีดอกเบี้ยจากธนาคารใช้อยู่ ถึงแม้เอกจะห้ามปรามไม่ให้เข้าใกล้ขยะ กลัวติดเชื้อโรคโควิดที่สุด อีกทั้งอาจโดนมอเตอร์ไซด์เฉี่ยวล้มาเ็ได้ ถ้ายิ่งเจ๊หงส์พี่สาวคนโตรู้ จะโมโหใหญ่ ลูกใครๆ ก็รักแม่ เจ๊หงส์เป็พี่สาวคนโตที่แสนดี ยอมเสียสละตัวเองเรียนแค่มัธยมต้นจบก็ยอมไม่เรียนหนังสือต่อ อุตส่าห์ออกไปทำงานเป็ลูกจ้างทำงานในห้างสรรพสินค้าหาเลี้ยงครอบครัว เพราะตอนที่แม่แต่งงานกับพ่อใหม่ๆ ครอบครัวยังยากจนอยู่ จำได้ว่าตอนที่เ้าเอกยังเด็กอยู่แบบปากกัดตีนถีบ ถึงแม้เจ๊หงส์มีสามีมีครอบครัวแล้วก็ใช่จะมีฐานะดี
"แม่ห้ามออกไปเก็บขวด เก็บกระดาษนะ รถมอเตอร์ไซด์ชอบขับรถวิ่งลัดเข้ามาในซอย พวกเด็กวัยรุ่นวัยคะนองขับซิ่งไม่ระวังคน ถ้าโดนชนจะไม่คุ้ม ไม่เจ็บก็ไม่รู้นะแม่ ทรมานนะ"เอกกำชับ พูดแกมขู่ เพราะพูดหลายครั้งแล้วไม่เคยได้ผลซักที ชอบหาทีเผลอตอนเก็บของเข้าร้าน หนีออกไปเดินเก็บของ
"เดี๋ยวไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ ให้ไปอยู่กับเจ๊หงส์นะ"ขู่อย่างนี้ก็เคย สารพัดจะขู่
"แค่ออกไปเดินออกกำลังกาย ถ้าไม่ให้แม่ออกไปเดินขาก็ไม่มีแรง" แม่มักจะอ้างเสมอ
"อึม" เอกได้แต่มองหน้าแม่ทำหน้าละเหี่ย เพราะสุขภาพแม่สำคัญ แม่มักจะเป็ลมก้าวขาไม่ออก แต่ถ้าเห็นแม่เดินออกจะตามไปดูห่างๆ แต่แม่มักจะหาจังหวะที่เอกกำลังยุ่งกับการเก็บของ แล้ววันหนึ่งก็มีเื่จนได้ มีเจัาหนุ่มที่ตั้งวงกินเบียร์หลังเลิกงาน วิ่งกระหืดกระหอบมาบอก
"พี่ๆ แม่พี่ล้มอยู่นะ"เสียงนี้ทำให้เ้าเอกถึงกับสะดุ้ง ของเก็บหน้าร้านยังไม่หมดเลย รีบวิ่งตามเ้าเด็กหนุ่มไปฝั่งตรงข้ามสักสี่ห้าห้องแถว
"อยู่ไหนนะ"เอกใมาก เมื่อกี้ยังนั่งอยู่เลย สงสัยหาทีเผลอเดินผ่านอ้อมหลังเราไป รีบเดินตามเ้าหนุ่มไปอย่างรีบเร่ง พอเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงแม่ร้อง
"โอ้ยๆ สงสัยหักแน่เลย"เ้าหนุ่มอีกคนกำลังประคองแม่ขึ้นมา ได้ยินเสียงแม่ร้อง เลยรีบบอกเ้าหนุ่ม
"ขอเก้าอี้ให้แม่นั่งก่อน" เพราะรู้ว่าอาการขนาดนี้คงประคองกลับถึงบ้านไม่ได้แน่ เ้าหนุ่มวงเหล้ารีบเอาเก้าอี้ที่นั่งตั้งวงกินเบียร์กันอยู่มาให้แม่นั่ง เ้าเอกจึงรีบวิ่งกลับบ้านเอารถเข็นที่เตรียมสำรองที่บ้านให้แม่นั่ง ดีที่น้องสาวเอาเก้าอี้เข็นมาเผื่อให้แม่ไปเที่ยวห้างใกล้บ้าน เ้าเอกช่วยกันกับเ้าหนุ่มกินเบียร์ประคองแม่นั่งบนรถเข็นเรียบร้อย “ขอบใจนะ” เ้าเอกไม่ลืมบอกขอบใจ และรีบเข็นพาแม่กลับบ้าน เมื่อจอดรถหน้าบ้านเรียบร้อยถามอาการแม่
"แม่จะก้าวเดินหน้า แต่กลับถอยหลัง เลยหกล้มทับขาซ้าย สงสัยขาซ้ายหักแน่เลย ขยับขาไม่ได้ และเจ็บที่ต้นขา"แม่คงเดาอาการออก
หลังจากดูสภาพแล้วรู้เลยว่าต้องนำแม่ส่งโรงพยาบาลแน่นอน เลยรีบโทรเรียกน้องสาวคนเล็กขับรถมาพาแม่ไปส่งโรงพยาบาลประจำ
"หมอเอ็กซเรย์แล้ว กระดูกสะโพกซ้ายหัก ต้องนอนโรงพยาบาลผ่าตัดนะพี่"น้องสาวโทรมาบอกหลังจากเ้าเอกเก็บร้านเรียบร้อยแล้ว
"งานใหญ่แน่เลย พรุ่งนี้จะไปเยี่ยมนะ"เ้าเอกกังวลอย่างยิ่งตอนแรกภาวนาให้แค่ขาเคล็ดขัดยอก
หลังจากทั้งครอบครัวพากันมาเยี่ยมพร้อมหน้า มาตั้งวงสนทนากัน
"ก็แม่ชอบบอกว่าขอออกไปนอกบ้านเดินออกกำลังขา แต่เดินไปแถววงเบียร์เผื่อเก็บกระป๋องมาขาย ซึ่งหนุ่มวงเบียร์มักรู้ว่าแม่ชอบเก็บกระป๋อง เลยชอบยื่นกระป๋องเบียร์ ขวดเบียร์ที่ดื่มหมดแล้วยื่นให้คนชรา โดยเฉพาะคนรู้จักคุ้นกัน เพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่บางคนก็บอกว่า
"ยาย รวยแล้วมาเก็บกระป๋องเศษกระดาษขายทำไป "แม่มักยิ้มๆ ในใจแค่อยากบอกว่าพอมีกิน แต่แม่ทำไปเพราะความขยันทำมาหากินมากกว่า บางคนนึกว่าแม่จนมาก ยื่นเงินให้ยี่สิบบาท อาจเป็เพราะสงสารคนแก่ แม่บอกไม่เอาๆ แม่ทำเพราะความเคยชิน ตามภาษาคนขยันทำมาหากิน เห็นเงินทองอยู่ตรงหน้า เพียงแต่เป็ขวดน้ำพลาสติก กระป๋องเบียร์สามารถแปรรูปเป็เงินทองได้ แต่มีอีกอย่างที่ไม่สามารถให้แม่เลิกทำได้คือชอบเล่นหวย นิสัยชอบเสี่ยงโชคเป็สิ่งที่ให้กำลังใจแม่ั้แ่เป็สาวๆ แต่ฐานะไม่ดี มีครั้งหนึ่งที่แม่ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่สอง เงินรางวัลสองแสนบาทเมื่อสี่สิบห้าปีที่แล้ว ใช้หนี้หมด แถมยังมีเงินเหลือพอต่อเติมส่วนหลังบ้านให้เป็สามชั้นให้ลูกๆ ได้นอนชั้นสองชั้นสาม พี่สาวไม่ต้องมานอนรวมชั้นล่างที่อากาศร้อนอบเพราะไม่มีหน้าต่าง พ่อกับแม่ปรึกษาให้ความเห็นตรงกัน ตอนนั้นครอบครัวยากจนมาก ั้แ่นั้นมาแม่เชื่อเื่โชครางที่บรรพบุรุษที่เสียไปแล้วมาช่วย
“งวดนี่อาม้าลืมกลับหวยสองตัว” ”แม่ชอบบ่นให้ฟังตอนโดนหวยกิน แม่ชอบแทงหวยทุกงวด แม่ก็เหมือนคนไทยชอบแทงหวยซื้อล็อตเตอรี่หวังโชค เหมือนเป็สิ่งที่ให้กำลังใจ ให้ความตื่นเต้นในชีวิต แต่หลายครั้งหลังจากฟังผลการออกสลากกินแบ่ง แล้วไม่ถูกรางวัล ก็เห็นแม่ตั้งหน้าตั้งตาออกไปเดินเก็บกระดาษ ขวดเบียร์ กระป๋องเบียร์มาสะสมไว้ที่หลังบ้าน แม่เป็นักค้นหาขวดเบียร์ตัวยงจริงๆ มักจะจ้องขวดเบียร์ที่คนงานหน้าร้านขายของ ไม่พลาดเลยคอยว่าเขาจะเลิกกินกลับบ้านเมื่อไร ก็ไปเก็บ คนงานวงเหล้าเห็นคนแก่ก็ยินดีให้ ส่วนเ้าเอกมีหน้าที่ขนของทั้งหมดไปรถรับซื้อของเก่า รถรับซื้อจะมารับทุกวันอังคาร
“แม่คงเสียดายเงินที่แทงหวยไม่ถูกมากกว่า เก็บขวดเบียร์หากล่องกระดาษมาขายของเก่าได้เงินมาชดเชยหน่อยก็ยังดี แม่คงสบายใจขึ้น” เ้าเอกคิดว่า ขนของที่แม่เก็บมาไปขายเหนื่อยนิดหน่อยก็ยอม คิดว่าออกกำลังกายไปในตัว
"ไม่รู้ว่าแม่คิดมากเื่ที่พี่ซื้อกองทุนให้แล้วขาดทุนสองแสนหรือเปล่าเลยเดินหกล้มลงไป บอกให้แล้วใช่ไหมกองทุนมันเสี่ยง อย่าซื้อๆ"น้องชายเ้าหมูบอกอย่างฉุนเฉียวแล้วเดินจากไป
"ก็เคยบอกแม่แล้วไปไหนให้บอก จะได้เดินตามไประวังไม่ให้ล้ม" เื่กองทุนไม่อยากเอ่ยถึง เพราะซื้อไปเกือบครบสามปี เมื่อครบถึงสามปีถึงจะถอนได้ นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์โควิดมาทำให้กองทุนขาดทุน หรือแม่คิดมากนะ ทำให้แม่ล้มลง
ต้องหาค่ารักษาเจ็ดแสน ้าเงินอย่างแรง กลับไปทบทวนทำโปรเจกต์หาเงิน
"หมอบอกว่าค่ารักษาครั้งนี้ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแสนบาท เอาหย่างงี้แล้วกันแม่รักษาตัวเสร็จ ไหนจะต้องกายภาพหัดเดินหลายเดือน ให้แม่มาอยู่กับพี่เลยแล้วกัน"พี่สาวเจ๊หงส์
"เจ็ดแสนเลยรึ ผ่าตัดเสร็จไปอยู่กับเจ๊ก่อนก็ดีเหมือนกัน" ก่อนนี้ต้องไปอยู่บ้านพี่สาวเจ๊หงส์ทีหนึ่งแล้ว แม่เคยป่วยตัวร้อนต้องรักษาปอดให้ใสเมื่อก่อนโควิดระบาด ในใจเ้าเอกคิดว่าทุกคนคงโทษว่าเ้าเอกเอาแม่มาลำบาก เพราะแม่เป็ห่วงเ้าเอกเป็โสดตัวคนเดียว ก็แม่เคยบอกว่าทำไมไม่มีลูกเรียนเภสัชเหมือนข้างบ้านจะได้เปิดร้าขายยาแม่จะได้ค้าขาย เพราะแม่ชอบขายของ ไม่ชอบอยู่ตัวคนเดียว อีกอย่างเพราะแม่มีปัญหาเื่ปอดมัวๆ แต่ยังโชคดีที่ไม่ใช่เชื้อไวรัส รักษาตัวครั้งนี้ให้ไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนก็เข้าใจได้อยู่เพราะลูกทุกคนก็รักแม่ ้าให้แม่ได้รับการรักษาบริการดีที่สุด อยู่ห้องเดี่ยว ถ้าอยู่ห้องรวมกลัวว่าแม่จะได้รับเชื้อไวรัสอันตรายกับผู้สุงอายุ เสียเงินเจ็ดแสนก็ยอม
"ให้แม่นั่งดูโทรทัศน์กับมองหน้าสาวคนรับใช้ ให้อยู่บ้านใหญ่โตแค่ไหนมันเหงาไม่เอาเด็ดขาด"แม่เคยบอก และคงชินกับอยู่ตึกแถวมีเพื่อนบ้านคุยแก้เหงา เมื่อมีร้านขายของแม่จึงชอบ บางทีลูกค้ามาเห็นก็ชมว่าแม่แข็งแรงดี แม่ก็ชอบอยู่
แต่เื่เอาเงินของแม่หกล้านบาทไปเข้ากองทุนแล้วขาดทุนสองแสนนี้สิ เป็ฉมวกติดหลังดิ้นไม่ออก ทำให้รู้สึกผิดเสียใจอย่างแรง แทบไม่อยากทำอะไรเลย ไหนค่ารักษาผ่าตัดคราวนี้เปลี่ยนกระดูกเทียมข้อต่อใหม่แทนต้องเสียเงินหลายแสนทีเดียว เจ๊หงส์รับไปคนเดียวไม่เอ่ยปากเอาเงินให้พี่น้องช่วยกัน เ้าเอกก็ยังสงสัยว่าพี่สาวจะไปเอามาจากไหน ถ้าไปกู้ก็เป็ภาระพี่สาวอีก และไม่นึกอยากไปเอาเงินของแม่มาแบ่งรักษาเพราะขาดทุนไปสองแสน เป็เงินส่วนตัวแม่ เข้าธนาคารให้แม่แล้ว สมุดธนาคารอยู่กับแม่ ถ้าแม่รู้ว่าไปถอนคงไม่สบายใจ
" ไหนๆ แม่ก็ไม่ได้อาศัยอยู่กับเราแล้วน่าจะลองไปทำอย่างอื่นดีกว่านะ เผื่อจะได้เงินมาช่วยค่ารักษาผ่าตัดสะโพกแม่"เอกนึกในใจ พลันนึกถึงโปรเจกของเพื่อนหมอวิวัฒน์ จึงโทรไปบอกว่าสนใจจะร่วมโปรเจกต์ เพราะภาวะโควิดจะไปทำงาน คงไม่มีงานทำหรอก
"ตกลงมาเจอกันอีกสองวันนะเพื่อน"หมอวิวัฒน์ว่า
หลังจากโทรคุยกับหมอวิวัฒน์แล้ว จึงบอกน้องสาวเกี่ยวกับที่จะเลิกขายของหน้าร้านที่บ้านแล้ว แต่จะไปทำงานกับเพื่อน เพราะอย่างไรกว่าแม่จะพักพื้นกลับมาเดินเหมือนเดิมก็อีกหลายเดือน จะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
“หมอเขาบอกว่าต้องใช้เวลาหัดเดินหลายเดือนกว่าจะเดินได้เหมือนเดิม” น้องสาวบอก
“เห็นเถ้าแก่ร้านขายของที่สำเพ็งอายุเท่าแม่ ผ่าตัดที่สะโพกเหมือนกัน ตอนนี้ปีกว่าแล้วยังเดินไม่คล่องเวลาเดินยังต้องใช้วอคเกอร์ค้ำยันอยู่เลย มีคนช่วยดูแลตลอด ไม่รู้ว่าแม่จะกลับมาเดินคล่องเหมือนเดิมได้หรือเปล่า” เอกบอก
“คงเป็ภาระเจ๊ใหญ่มากเลยทั้งค่ารักษา ไหนจะต้องจ้างคนมาช่วยดูแลอีก หมอว่าถ้าตกอีกช่วยไม่ได้แล้วนะคราวนี้ต้องนอนติดเตียงแน่ๆ” น้องเล็กบอก
“พี่ว่าจะไปทำงานกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดนานหลายเดือน ต้องฝากแม่ไว้กับเจ๊เขา เผื่อว่างานโปรเจกต์สำเร็จจะได้กลับมาดูแลแม่อย่างเดิมพอดี” เอกบอก
"จะดีหรือพี่เอก"น้องสาวคนเล็กถามยํ้า
"ไม่เป็ไร อาจจะทดลองงานหนึ่งเดือน ถ้าไม่ดีจะกลับมาขายของเหมือนเดิม"
“แล้วถ้าแม่เป็ห่วงล่ะ”
“ถึงอย่างไรจะส่งข่าวมาบอกนะ บอกแม่ว่าไม่ต้องเป็ห่วงก็แล้วกัน”
ตัดสินใจสู่โปรเจกต์โลกเสมือนจริงท่องอดีต
ต่อมาสองวันเอกกับหมอวิวัฒน์ทั้งคู่พบกันเพื่อคุยรายละเอียด
"ตอนนี้เราต้องหาคนที่จะเข้าทดสอบกับเ้าเครื่องท่องโลกอดีตเสมือนจริงนี้ก่อนหามาตั้งนานแล้วยังไม่ได้คลื่นสมองตามที่้าเลย คลื่นสมองอาจจะต้องได้ทางกรรมพันธุ์สั่งสมจากบรรพบุรุษ"หมอวิวัฒน์ว่า
"แล้วยังไงทำไมหายากจังวะ"เพื่อนหนุ่มสงสัย
"คลื่นสมองที่ว่าจะต้องเข้ากับเื่ราวในอดีตที่เราจะเข้าไปท่องเที่ยว คนที่มีคลื่นสมองต่างกัน เครื่องย้อนอดีตสามารถแปลงคลื่นสมองให้เราเห็นเป็คลื่นเชือกแถบผ้ายาวมีสีสันสวยงามหรือสีดำขึ้นลงที่ปลิวไสยไปตามแรงลม ขึ้นอยู่กับอารมณ์การจินตนาการ เ้าคลื่นแถบผ้าจะมีข้อมูลของคนที่ถูกทดสอบ แล้วจะแปลงเป็สัญญาณไฟฟ้าไปยังเครื่อง เมื่อแมชกับเครื่องได้แล้ว เครื่องจะส่งอินเตอร์เน็ตที่มีซอฟแวร์เป็เื่ราวกลับไปยังสมองคนเพื่อท่องเที่ยวไปในอดีต “หมอวิวัฒน์อธิบายซับซ้อน
"แล้วเื่ราวในอดีตมันเกี่ยวกับอะไรล่ะ"
"เป็เื่ราวเกี่ยวกับพระทองคำวัดไตรมิตรนี่แหละ เพราะเื่ราวที่มาของพระทองคำยังไม่สมบูรณ์ ยังขาดเนื้อหาที่ยังไม่มีจดบันทึกและยังน่าสงสัยอยู่ เช่นพระทองคำสันนิฐานว่าอยู่ในวัดพระธาตุที่กรุงสุโขทัย แต่มาโผล่ที่กรุงเทพฯวัดพระยาไกรได้อย่างไรเคลื่อนย้ายมาในรัชกาลที่หนึ่งหรือที่สามยังไม่แน่ชัด แล้วทำไมต้องโบกปูนทับเพราะกลัวข้าศึกเห็นจะเผาสำรอกทองไปหรือเปล่า หรือขุนนางผู้ใหญ่จะอัญเชิญองค์พระไปทั้งองค์ไปไว้ที่วัดตนเองก็ไม่รู้ พวกฝรั่งมาเยี่ยมชมให้ความสนใจในประวัติศาสตร์นี้มาก จึงให้ทุนมาทำ โปรเจกนี้ ลงทุนทำเครื่องมือรวมทั้งซอฟแวร์ให้ เราเพียงแต่หาคนเข้าเครื่องทดสอบนี้เอง แต่ยังไงก็ยังหาคนไม่ได้ แต่ตัวซอฟแวร์บอกว่าน่าจะเป็คนที่มีบรรพบุรุษจีนสืบทอดมาสักสามทอดหรือประมาณสองร้อยถึงสามร้อยปี หรือมีปู่ทวดเป็คนจีน จึงหายาก
"เชื้อสายข้าก็มีจีนนะ เพราะรุ่นปู่ทวดเคยมาทำโรงสีที่อยุธยา แต่คนสมัยโน้นพอแก่ตัวก็เลือกที่จะกลับไปตายที่เมืองจีนบ้านเกิด"เอกเล่าเื่บรรพบุรุษตัวเอง
"ถ้างั้นเอ็งก็ต้องเข้าทดสอบเครื่องด้วย เผื่อว่าใช่ก็ไม่ต้องไปหาคนให้เปลืองเวลา"
"อะไรนะงั้นข้าต้องไปเป็หนูทดลองนะสิ"เอกชักหวั่นกลัวนิดๆ
"เออมันไม่อันตรายหรอก ไม่ได้จับเข้าห้องผ่าตัด แต่เหมือนแค่เล่นเกมส์เอง"หมอวัฒน์บอกให้ใจชื้น
แล้วนายจะเริ่มต้นงานเมื่อไรนะ"หมอถาม
“แล้วข้าจะได้รับค่าตอบแทนเท่าไรล่ะ” นี่คือสิ่งที่เ้าเอกอยากรู้ที่สุด
“มันอยู่ที่เอ็งจะได้เข้าเครื่องทดสอบหรือเปล่า ถ้าได้เข้าเครื่องทดสอบข้าว่าเอ็งคงได้เป็แสนหรือหลายแสนเลย” หมอวัฒน์รู้ว่างานนี้เสี่ยงถึงขั้นชีวิต ถ้าหากหลังทดสอบเกมส์โอเวอร์แล้วอาจไม่มีสติฟื้นกลับคืนมา
"อีกสองวันเจอกันนะ เอาไว้เดี๋ยวจะบอกกล่าวงานนี้กับน้องสาวก่อน"เงินแสนช่างล่อใจ เ้าเอกตอบตกลงแบบคนหน้ามืด เหมือนคนไร้ที่พี่ง หมดหนทางที่จะหาเงินทางอื่น
“ตามใจเอ็งนะ เื่เข้างานทดสอบตัดสินใจเองอย่าว่ากัน งานนี้จะว่าเสี่ยงก็เสี่ยงอยู่ แต่ผลตอบแทนสูงคุ้มค่าก็แล้วกัน” หมอวัฒน์พูด
หลังจากบอกข่าวสารกับครอบครัว
"น้องเล็ก พี่จะไปทำงานต่างจังหวัดนะที่เชียงใหม่นะ ไปสักสองสามเดือน หรือเป็ปีก็เป็ได้ ขึ้นอยู่กับว่างานติดตั้งจะเสร็จหรือเปล่า เผื่อได้เงินมาสักก้อนทำทุน อย่าห่วงนะ ถ้าแม่ไม่ถาม อย่าบอกแม่นะเดี๋ยวแม่เป็ห่วง ส่วนบ้านถ้ามีคนเช่า ก็ปล่อยเช่าไปเลย เก็บเงินไว้รักษาแม่ก็ดีเหมือนกัน"โดยกำชับน้องสาวไว้
“แล้วจะติดต่อกับพี่ได้อย่างไร ถามสารทุกข์สุขดิบนะ”
“แล้วอย่างไรพี่ติดต่อกลับมาเอง ไปทำงานกี่เดือนยังไม่รู้แน่ เราติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็แล้วกันนะ”
อีกอย่างถ้าโปรเจกต์สำเร็จภายในสองสามเดือนพอดีแม่รักษาตัวที่บ้านเจ๊หงส์กลับมาอยู่ด้วยกันพอดี หรือไปทำงานกับหมอวัฒน์จนกว่าสถานการณ์โควิดบรรเทาหุ้นอาจจะดีขึ้น ระหว่างนี้ไม่ต้องรับรู้เื่แย่ๆ รอสถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้ดีกว่า เอกคิดในแง่ดีให้สบายใจ
เริ่มต้นโปรเจกต์
"ก่อนอื่นนายต้องวัดคลื่นสมองก่อนว่าเข้ากับเื่ราวที่ซอฟต์แวร์ที่ป้อนให้"หมออธิบายพร้อมกับเดินไปหาเครื่องที่ว่าเป็เหมือนอุโมงค์ใช้สแกนสมอง
"นายจะต้องนอนราบนะ เดี๋ยวเครื่องจะเลื่อนตัวนายเข้าอุโมงค์ แล้วจะสแกนเฉพาะหัวนาย แล้วเราจะมาดูผลกัน"หมออธิบาย เ้าเอกก็นอนลงทำตามเ้าเครื่องอุโมงค์ที่เหมือนในโรงพยาบาลเลย สักครู่หลังจากเข้าเครื่องแล้วหมอวัฒน์ดูกราฟในจอภาพประเมินผล
"โอโหไม่น่าเชื่อเลย คลื่นสมองนายสมบูรณ์แบบมาก สามารถแมชเข้ากับเครื่องได้ ใช้ได้เลยทีเดียว"
"โอเค ต้องเริ่มต้นกันอย่างไงหรือ"เอกมองดูอย่างงงกับเ้าเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด มีจอโค้งเกือบร้อยแปดสิบองศาอยู่หน้าที่นั่ง มีห่วงครอบรัดรอบศีรษะเหมือนห่วงมงคลที่รัดอยู่บนหัวเห้งเจีย ที่พระถังซัมจั๋งสวดมนต์ส่งคลื่นให้เห้งเจียเกิดความเ็ป สังเกตุมีปุ่มสองปุ่มติดอยู่ที่สายรัดศีรษะแล้วมีสายโยงไปเข้าเครื่องย้อนอดีต แถมยังมีกำไลข้อมือมีแผ่นดูดติดิับริเวณหลอดเืมีสายต่อไปยังเครื่องจอมอนิเตอร์ทางการแพทย์ มีเส้นกราฟขึ้นลงบอกจังหวะการเต้นของชีพจร และการทำงานของหัวใจ และมีเส้นสีแดงสีเขียวสีดำเยอะแยะเป็เส้นกราฟในจอมอนิเตอร์
"แล้วแบบนี้มันจะมหัศจรรย์เหมือนท่องโลกเสมือนจริงที่เขามีอยู่ยังไง"
"อันนี้เหมือนระลึกชาติที่เราสามารถท่องโลกในอดีตเหมือนเราฝันไป แต่ความคิดเราจะเป็ปัจจุบันตอบโต้ด้วยสติปัญญาปัจจุบัน แบบนอนหลับเหมือนฝันเลย"
"แล้วจะท่องโลกอดีตนานเท่าไหร่ละ"
"นานเท่าไหร่ตอบยากขึ้นอยู่กับปฏิกริยาของคลื่นสมองจะโต้ตอบกับซอฟแวร์ อาจเป็วัน หรือหลายวันหรือเป็เดือนก็ได้ "
"แล้วถ้าเป็เดือนข้าไม่อดข้าวอดน้ำเฉาตายไปเลยรึ"
"ไม่ต้องห่วง ขนาดคนโดนรถชนหลับไปเป็เดือนเขายังฟื้นขึ้นมาได้เลย เพราะหมอจะฉีดสารอาหารเข้าทางเส้นเืเลี้ยงชีวิตไม่ให้หัวใจหยุดเต้น ให้ออกซิเจนทางหน้ากากยังได้เลย"
"แล้วยังงี้ถ้าข้าเข้าเครื่องก็อันตรายนะสิ"
"ไม่อันตรายหรอกก็เหมือนกับนอนหลับฝันเอง เชื่อฝีมือหมอเพื่อนแกสิ ตื่นขึ้นมาก็รับเงินเหนอะๆ หนึ่งแสนบาทไม่เอารึ"
"ถ้าข้าตายไปจะมาหลอกเอ็งคนแรกเลย""
"ตกลงใส่ห่วงครอบหัวกล้องวีอาให้เลยก็แล้วกันนะ"เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผู้ช่วยหมอก็เซตเครื่องมือเป็กล้องวีอา รวมทั้งแขนรัดข้อมือให้เอก
“กล้องวีอาทำไมไม่เหมือนในสารคดีที่เป็แว่นตาดำน้ำเลย นี่มันห่วงกลมเหมือนห่วงที่พระถังซัมจั๋งครอบลงบนหัวเห้งเจีย แล้วพระถังซัมจั๋งสวดมนต์ ทำให้เห้งเจียปวดหัวแทบะเิ” เ้าเอกสงสัย
“คล้ายกันเลย เ้าห่วงครอบศีรษะนี่แหละจะเป็ตัวกลางรับสัญญาณดิจิตอลจากเครื่องย้อนอดีตส่งเข้าสู่ร่างกาย ขณะเดียวกันก็รับสัญญาณการตอบสนองของคนทดสอบฟีดแบคออกจากเส้นประสาทแล้วไปปรากฏภาพที่กล้องวีอาร์หรือจอโทรทัศน์” หมอวิวัฒน์อธิบายต่อ
เมื่อครอบหัวเสร็จ จึงมองเข้าไปในจอของกล้องวีอา
“จ้องมองอย่างมีสมาธิ ลองสังเกตเครื่องแต่งกายแล้วจ้องไปที่ดวงตาของภาพขุนนางาุโ” เสียงของคุณหมอสั่ง ภาพที่เอกมองเห็นเป็รูปคนจีนสูงอายุแก่ๆ คนหนึ่งสวมเครื่องแบบมีตำแหน่งขุนนางสมัยแมนจู หมวกเหมือนทรงูเาคลุมถึงใบหู เสื้อสวมชุดฮ่องเต้จีนโบราณ เสื้อตรงกลางหน้าอกมีรูปสี่เหลี่ยมมีรูปนกเป็ดน้ำอยู่ นั่งอยู่เก้าอี้มองตาเขม็งจ้องมาที่เ้าเอก เ้าเอกก็จ้องตาสู้
“ท่านเป็คนจีนเป็ข้าราชการชั้นสูงในสมัยรัชกาลที่สาม” เสียงก้องดังแทรกเข้ามา ต่อมาก็ปรากฎภาพคลื่นโค้งสูงต่ำเป็แถบผ้าที่มีสีสรรต่างๆ บนจอมอนิเตอร์ เคลื่อนที่ไปมาจากซ้ายไปขวา สักครู่เ้าเอกวูบหลับตาลงทันที เหมือนนอนจมอยู่ในความฝัน....เกิดเื่ราวในหัวสมองแทน