หญิงสาวคนหนึ่งถูกปลุกขึ้นในตอนดึกด้วยฝันร้ายที่น่ากลัว เหงื่อซึมออกมาตามรูขุมขนของเธอทำให้ตอนนี้เสื้อผ้าและเตียงนอนชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าอากาศในตอนนี้จะเย็นะเื แต่เหงื่อของเธอกลับไม่มีท่าทีว่าหยุดไหลออกมาเลยแม้แต่น้อยเธอพยายามข่มตาหลับอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่สำเร็จ
“ติ๋ง” เสียงปริศนาดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิด ทำให้หญิงสาวพยายามเงี่ยหูฟังว่าเสียงดังมาจากที่ไหน
“ติ๋ง” เสียงปริศนานั้นยังคงดังต่อไปจนทำให้หญิงสาวเกิดความรำคาญใจ จำเป็ต้องลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วเดินหาต้นตอของเสียงภายในห้องแต่ก็ไม่พบ
“แปลกแหะ” หญิงสาวพูดพึมพำขึ้นมาก่อนเสียงของเธอจะสะท้อนไปมาอยู่ภายในห้อง
“ติ๋ง” เสียงบางอย่างยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ จนหญิงสาวคิดในใจว่าเธออาจะลืมปิดก๊อกน้ำให้สนิทก็เป็ไปได้ เธอเดินบิดลูกบิดที่ประตูออกไปจากห้องแต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้หญิงสาวประหลาดใจปนกับความหวาดกลัว เพราะแทนที่ภาพตรงหน้าจะเป็ห้องนั่งเล่นที่บ้านของเธอกลับกลายเป็ทางเดินที่สองข้างทางเต็มไปด้วยประตูห้องมากมายคล้ายกับหอพักที่ตอนนี้มีผู้เข้าพักเต็มทุกห้อง
“ติ๋ง” เสียงนั้นยังคงดังอีกครั้งด้วยเหตุผลบางอย่างแม้จะแปลกใจและหวาดกลัวแต่เด็กสาวก็เลือกที่จะเดินไปตามทางเดินนั้นต่อไปเหมือนกับร่างกายเลือกที่จะเดินไปเองโดยไม่ฟังคำสั่งของเธอจนที่สุดร่ายกายที่ดื้อรั้นก็หยุดลงที่สุดทางเดินเธอเพ่งมองออกไปยังสุดทางเดินก็เห็นเป็เงาสีทำทมิฬขนาดใหญ่ยืนอยู่สุดทางเดินนั้น
หญิงสาวพยายามจะหันหลังวิ่งหนี แต่ก็ทำไม่ได้จะส่งเสียงะโก็ไม่สามารถทำได้ตอนนี้เธอถูกทำให้หยุดนิ่งราวกับว่าร่างกายของเธอโดยแช่แข็งไปทั่งตัวจนในตอนนี้ที่เธอจ้องมองไปที่เงาเบื้องหน้าอีกครั้ง กลุ่มเงาสีดำก็ค่อย ๆคืบคลานเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ จนให้ที่สุดเงานั้นก็คลุมตัวเธอทั้งตัวแล้วทุกอย่างก็กลายเป็ความมืดสีดำสนิท
ณ อาคารอิฐสีขาว ขนาดใหญ่ซึ่งข้างหน้าใจกลางทางเข้าตัวอาคารมีรูปปั้นชายรูปร่างกำยำ กำลังยืนถือดาบใหญ่เล่มหนึ่งด้วยมือทั้งสองอยู่อีกทั้งภายในเขตอาคารมีการตกแต่งทุกอย่างไว้อย่างประณีตสวยงาม ต้นไม้ทุกต้นั้แ่ทางเข้าเขตอาคารมาจนถึงทางเข้าภายในตัวอาคารถูกตัดแต่งให้เป็รูปของนกกริฟฟินซึ่งมีร่างกายเป็ครึ่งอินทรีย์ ครึ่งสิงโต และมีหางเป็งู โดยส่วนหัวนั้นเป็หัวของนกอินทรีย์มีปีกงอกจากกลางหลัง และมีขาคู่หน้าเป็ขาของนกอินทรีย์ส่วนล่างเป็รูปร่างกำยำแบบสิงโต มีขาหลังเป็ของสิงโตที่ดูกำยำและแข็งแรง และเพราะด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ที่นี้ถูกผู้คนภายในเมืองเรียกขานไว้ว่า‘อาคารกริฟฟิน’
ณ ห้องประชุมภายในอาคารกริฟฟิน ซึ่งมีโต๊ะรูปวงรีที่ตั้งอยู่ใจกลางของอาคารพร้อมด้วยเก้าอี้สิบสามตัวที่ตั้งประกอบไว้ และมีธงที่ติดตราสัญลักษณ์ของประเทศนี้ประดับห้อยลงมาจากเพดานซึ่งในยามปกติห้องนี้จะถูกใช้เพียงครั้ง หรือสองครั้งในรอบหนึ่งปี และมีเพียงกลุ่มคนที่ใช้ห้องนี้เพียงหกถึงเจ็ดคนเพียงเท่านั้นแต่บัดนี้ห้องประชุมแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศเข้ามาใช้ห้องประชุมนี้โดยเหล่าผู้ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ล้วนแต่เป็ผู้ปกครองในเขตที่ได้รับเลือกมาทั้งสิ้นทำให้ในตอนนี้เก้าอี้ทั้งสิบสามตัวกลับมาเต็มอีกครั้งหนึ่งซึ่งนับได้ว่าเป็ภาพที่หาได้ยากยิ่งที่จะได้เห็นเหล่าผู้นำมารวมตัวกัน
“ทุกคนฟัง” เสียงชายชราในชุดสูทสีขาว ซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะพูดขึ้น ทำให้เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของสมาชิกที่ประชุมอยู่ภายในห้องต่างเงียบลงแล้วหันไปสนใจฟังสิ่งที่ชายชราคนนั้นจะพูดต่อไป
“ตอนนี้ในแต่ละที่เริ่มมีเหตุการณ์คนหายกันมากขึ้น” ชายชราพูด ก่อนจะหยุด แล้วไอออกมาเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มพูดต่อ
“นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่เราจะมองข้ามไปได้ เพราะนับวันยิ่งมีคนหายตัวโดยไม่ทราบสาเหตุเยอะขึ้นเรื่อยๆดังนั้นในวันนี้ที่ผมได้เรียกทุกคนมาก็เพื่อให้ช่วยกันหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
“ในนี้มีใครมีความคิดดี ๆ ที่จะเสนอมาบ้างไหม” ชายชรากล่าวพลางเอามือมาลูบที่เคราสีขาวของตัวเอง
“ท่านแดเนียลครับ” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาล ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อน ๆยกมือขึ้นพูด
“มีความคิดอะไรดี ๆ เหรอบราวน์” แดเนียลหันไปถาม
“ตอนนี้ผมคิดว่าจะเพิ่มการรักษาการในแต่ละเขต โดยให้แต่ละหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ภายในเขตรับผิดชอบของแต่ละคนมีการเดินตรวจตราเพื่อป้องกันในเบื้องต้นก่อนครับเพราะในตอนนี้เราไม่รู้ว่าคนที่หายตัวไปเ่าั้ เขาหายออกไปได้ยังไง” บราวน์พูด
“ถ้ายังงั้นผมเองก็มีความคิดอีกความคิดมาเสนอครับ” ชายที่มีสายตาดุจเหยี่ยวในชุดสูทสีน้ำเงินพูดขึ้น
“ว่ามาเลยเซริว” แดเนียลพูด
“จากความคิดของบราวน์ ผมคิดว่าให้ผู้นำสมาคมผู้ใช้เวทย์ในแต่ละเขตกางม่านพลังป้องกันไว้ด้วยจะดีกว่าครับ เพราะถ้าเป็การลักพาตัวแบบปกติ ยังไงก็ต้องมีการทิ้งร่องรอยต่างๆ ไว้บ้าง แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วเป็การลักพาตัวด้วยการใช้เวทย์มนตร์เข้ามาเกี่ยวด้วยก็จะไม่ทิ้งร่องรอยทางกายภาพเอาไว้แต่จะทิ้งร่องรอยของการใช้เวทย์มนตร์เอาไว้แทนซึ่งนั้นจะทำให้เราสามารถป้องกันและสืบสวนต่อไปได้ครับ”เซริวเสนอ
“เป็ความคิดที่ดีทั้งคู่เลย ถ้ายังนั้นให้แต่ะละเขตจัดให้มีการเดินตรวจตราในแต่ละหมู่บ้านและให้มีการกางม่านพลังควบคู่ไปด้วยเลย” แดเนียลพูดขึ้นหลังจากได้ฟังความคิดเห็นของเซริวและบราวน์
“ท่านแดเนียลค่ะ” หญิงสาวผมยาวสีน้ำเงิน ดวงตาสีเขียวส่องประกาย เริ่มพูดขึ้นมาบ้าง
“เชอร์เบทมีอะไรเพิ่มเติมเหรอ” แดเนียลหันไปถาม
“ฉันมีความคิดเพิ่มเติม คือ อยากให้เน้นไปที่การเฝ้าระวังเด็กและพวกวัยรุ่นค่ะ เพราะเท่าที่ฉันได้อ่านรายงานมาทุกคนที่หายตัวไปทั้งหมดอยู่ในวัยนี้กันหมดเลยและในระหว่างนี้ก็ให้ทุกคนพยายามเก็บหลักฐานทุกอย่างมาจากที่เกิดเหตุให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ค่ะ เพื่อนำมาใช้ประกอบในการสืบสวนต่อไปเพราะในตอนนี้เราไม่รู้เลยว่าคนร้ายใช้วิธีไหนในการลักพาตัวและไม่รู้ด้วยว่าคนร้ายทำคนเดียวหรือทำเป็กลุ่มค่ะ” เชอร์เบทกล่าว
“แล้วตอนนี้เรารู้อะไรบ้าง” แดเนียลเอ่ยถามขึ้นมา
“เรารู้คดีใน่แรกเกิดที่เขตปกครองที่เก้าของผู้เฒ่ากิน” เชอร์เบทตอบ
“ทำให้เราคาดว่าคนร้ายอาจจะเป็คนที่เกิดและเติบโตในเขตปกครองที่เก้าค่ะและมีเป้าหมายในการลักพาตัวคือเด็กและวัยรุ่น ซึ่ง่เวลาที่ลงคือใน่ห้าทุ่มถึงตีสามในตอนเช้าตรู่ และอาจจะคิดได้ว่าหลัง ๆ มานี้คนร้ายอาจจะมีพรรคพวกเพิ่มมากขึ้นเพราะในการหายตัวบางครั้งก็มีการหายตัวไปใน่เวลาเดียวกันแต่คนละสถานที่กันค่ะ นั้นคือที่เรารู้ในตอนนี้” เชอร์เบทอธิบาย
“เยี่ยมมากเชอร์เบท ถ้ายังงั้นการสืบสวนหาตัวคนร้ายให้เริ่มกันที่เขตปกครองที่เก้าก่อนและระหว่างนี้ก็ให้คอยจัดกำลังตรวจตราพื้นที่ทุกจุดอย่างเข้มงวดและให้มีการกางม่านพลังป้องกันไว้ในแต่ละหมู่บ้านด้วย” แดเนียลพูดสรุป
“ครับ/ค่ะ” เหล่าผู้น้ำที่ประชุมอยู่ตอบพร้อมกัน
ใน่บ่ายของวันที่สุดเขตแดนของสมาคมผู้ใช้เวทย์
“สวัสดีเ้าหนู วันนี้มีธุระอะไร” ลูคัสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยที่พึ่งเจอไปเมื่อเร็วๆ นี้
“สวัสดีครับลูคัส” แจ็คกล่าวทักทายตอบ
“อาการเป็ไงบ้าง” ลูคัสถามขึ้น
“ตอนนี้หายดีแล้วครับ” แจ็คตอบ
“แล้วนายมาที่นี้ทำไมกัน” ลูคัสถามต่อ
“ผมมาเพื่อให้คุณช่วยสอนผมครับ” แจ็คตอบ พลางมองด้วยสายตาที่มุ่งมั่นไปยังลูคัส
“ฮ่า ๆ โดนฉันต่อยทีเดียวแล้วสลบเลยนี่ แม้แต่จะทำให้ฉันมีาแหรือรอยฟกช้ำซักเล็กน้อย นายยังทำไม่ได้เลย กลับไปซะไปฉันไม่มีอะไรจะสอนนายทั้งนั้นแหละ” ลูคัสพูดขึ้น
“ได้โปรดเถอะครับ ช่วยสอนผมด้วยผมอยากแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้” แจ็คพูดขึ้น
“แล้วทำไมนายถึงอยากแข็งแกร่งขึ้นขนาดนั้นละ” ลูคัสถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ความฝันของผม คือการได้เป็มหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ครับ” แจ็คตอบ
“โอ้โห้ ความฝันนายฟังดูยิ่งใหญ่ดีนะแต่ฉันไม่มีอะไรจะสอนนายหรอกกลับไปซะ” ลูคัสพูดก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้แจ็คยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกห่างแจ็คไป
ใน่เย็นของวัน แจ็คยังคงยืนคอยลูคัสที่เต็นท์แม้จะมีพาลาดินหลายคน บอกให้แจ็คกลับไป แต่ก็ไม่เป็ผลสำเร็จจนในที่สุดลูคัสก็กลับมาที่เต็นท์ หลังจากเดินลาดตะเวนเสร็จ
“อะไรกันนายยังอยู่อีกเหรอเนี่ย” ลูคัสพูดขึ้นเมื่อเห็นแจ็คยังคงยืนรอตนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน
“ได้โปรดสอนผมให้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ด้วยเถอะครับ” แจ็คพูดพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของลูคัส
“ทำไมต้องเป็ฉันด้วยละ” ลูคัสถาม
“เพราะคุณดูแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยครับ” แจ็คตอบออกไป
“ฮ่า ๆ เข้าใจพูดนี่เ้าหนูนี่ แต่ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็ต้องสอนนายเลยนะนายดูไม่มีวี่แววที่จะได้เป็มหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยซ้ำ” ลูคัสพูด ทำให้แจ็คได้แต่นิ่งเงียบไป
“กลับไปซะ พวกนายพาเ้าหนูนี่กลับไปส่งที่เต็นท์” ลูคัสพูดกับแจ็คอีกครั้งก่อนจะหันไปคุยกับพาลาดินสองนายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา
“ได้โปรดเถอะ” แจ็คอ้อนวอน ก่อนจะมีพาลาดินสองนายเข้ามาลากแจ็คไป ซึ่งแจ็คได้แต่ดิ้นรนให้หลุดแรงจับของพวกพาลาดินที่จับแขนของเขาไว้อยู่ซึ่งไม่ว่าจะสะบัดแรงแค่ไหนก็ดิ้นไม่หลุดแต่แล้วทุกคนก็ต้องหยุดนิ่งไปในทันทีเมื่อได้ยินเสียงคำรามดังขึ้นมาจากในป่าที่อยู่นอกเขตของสมาคม
“นั้นมันตัวอะไร” แจ็คถามขึ้น
“ไม่รู้สิ ปกติก็มีเสียงแบบนี้ทุกคืนอยู่แล้ว นายก็เลิกดื้อได้แล้วที่นี้ไม่ใช่ที่เด็กควรจะมาเล่นอยู่ตอนดึก ๆ แบบนี้นะ” พาลาดินนายตอบแจ็คออกไปก่อนจะลากแจ็คให้เดินออกห่างเต็นท์ไปเรื่อย ๆ
“เยือกแข็ง” แจ็คร่ายคาถาทันใดนั้นมือของพาลาดินทั้งสองคนที่จับแจ็คไว้อยู่ก็ถูกแช่แข็งในทันทีทำให้แจ็คดิ้นหลุดออกมาได้ แจ็ครีบวิ่งกลับไปหาลูคัสในทันที โดยมีพาลาดินทั้งสองคนที่วิ่งไล่ตามมาติด ๆ
“อะไรเนี่ย ทำไมยังไม่กลับไปอีก” ลูคัสที่กำลังจะกินข้าวเห็นแจ็คที่วิ่งกลับมาจึงถามขึ้น
“ขอโทษครับ พวกผมโดนเ้าเด็กนี่แช่แข็งฝ่ามือไว้แล้วเ้าเด็กนี่ก็เลยดิ้นหลุดกลับมาได้” พาลาดินที่รับหน้าที่พาแจ็คกลับไปส่งที่เต็นท์รายงาน
“ถึงคุณจะให้ผมกลับไปตอนนี้ได้ พรุ่งนี้ผมก็จะมาอีกถ้าพรุ่งนี้คุณไล่กลับไปอีก ผมก็จะมาอีกในวันมะรืนจนกว่าคุณจะยอมสอนผม” แจ็คะโขึ้นทำให้ลูคัสที่นั่งฟังถึงกับวางจานข้าวในมือแล้วเอากุมขมับก่อนจะเงยหน้าไปมองเด็กน้อยตรงหน้าเขาอีกทีนึง
“ให้ตายสิเ้าเด็กนี่ เออ สอนก็สอน แต่ถ้าทำตัวไม่ได้เื่ฉันจะไล่แกกลับไปแล้วแกก็ไม่ต้องกลับมาอีกเข้าใจไหมเ้าหนู” ลูคัสพูดขึ้น
“เข้าใจแล้วครับ” แจ็คตอบรับด้วยความยินดี