เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลงเมิ่งฝานก็เผยสายตาวาวโรจน์ในทันใดก่อนจะหันไปมองที่ด้านหลัง
พลันเห็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันเดินออกมาจากในป่าจำนวนหนึ่งผู้ที่เดินนำหน้ากลับมีร่างกายคล้ายผู้ใหญ่ที่โตเต็มวัย ผิวสีคล้ำ ร่างกายบึกบึนภายใต้เสื้อคลุมสีดำมีกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง
“เหลยเทา!”
เมิ่งฝานเอ่ยออกมาสองคำ ดวงตาทั้งคู่จ้องเหลยเทาไม่ละสายตาั์ตาของเขาปรากฏความโกรธแค้นขึ้นเล็กน้อยความโกรธในคราก่อนไม่เพียงเพราะเหลยเทาทำร้ายเขาเพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็เพราะอีกฝ่ายบอกว่าเมิ่งฝานเป็เด็กไม่มีบิดาอีกด้วย
คิดไม่ถึงว่าต้องมาเจอกันที่นี่!
เมิ่งฝานกัดฟันพร้อมกับกำมือแน่น เขาลอบกระตุกยิ้มอยู่ในใจหากเหลยเทาคิดว่าเขายังเป็เมิ่งฝานคนเดิมที่รังแกง่ายนับว่าเป็ความคิดที่ผิดมหันต์พอดีกับที่ยามนี้เมิ่งฝานก็อยากใช้เหลยเทาเป็เครื่องพิสูจน์เช่นกันว่าตนเองที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับสี่ยามนี้ต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร
ทว่าเมิ่งฝานยังไม่ทันได้พูดอันใดกู่ซินเอ๋อร์ก็เดินขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่งร่างบางยืนบังอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ “เหลยเทา เ้าคิดจะทำอันใด?”
เมื่อเห็นกู่ซินเอ๋อร์แววตาของเด็กหนุ่มที่ด้านหลังเหลยเทาพลันเต็มไปด้วยความรักและความหลงใหลครู่หนึ่งก็ถูกความโกรธเข้ามาแทนที่แล้วจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังกู่ซินเอ๋อร์ด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรเลยแม้แต่น้อย
ครู่หนึ่งเหลยเทาจึงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “หึ นับวันเ้ายิ่งเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสินะเมิ่งฝานตอนนี้รู้จักหลบอยู่หลังสตรีแล้วอย่างนั้นหรือ เ้ามันช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!”
เมื่อสิ้นเสียงเสียงหัวเราะเยาะจากกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของเหลยเทาก็ดังขึ้นพร้อมถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความไม่พอใจ
คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็ผู้เยาว์จากหลายตระกูลในอูเจิ้นส่วนกู่ซินเอ๋อร์ก็เป็สตรีที่เหลยเทาและคนเหล่านี้ชอบพอแต่นางมักไปไหนมาไหนเพียงลำพังมาโดยตลอดต่อให้เป็คนหนุ่มที่เลิศล้ำกว่าคนเหล่านี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้กู่ซินเอ๋อร์และนั่นจึงทำให้เมิ่งฝานกลายเป็หนามตำตาของพวกเขาในยามนี้
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะกู่ซินเอ๋อร์ก็กัดฟันแน่นฝ่ามือเล็กจับเมิ่งฝานเอาไว้เป็สัญญาณไม่ให้เด็กหนุ่มใจร้อนขณะเดียวกันกู่ซินเอ๋อร์ก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เหลยเทา เ้าอย่าให้มันมากไปหน่อยเลย ท่านพ่อบอกให้ข้ามาที่นี่และเมิ่งฝานก็มาช่วยข้า ถ้าหากพวกเ้าเข้ามาขวางก็อย่าหาว่าท่านพ่อของข้าไม่เตือน!”
เมื่อได้ยินกู่ซินเอ๋อร์พูดถึงกู่หยวนก็ทำให้สีหน้าของเหลยเทาและพวกเปลี่ยนไปั์ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงเพราะกู่หยวนที่เป็ผู้นำหมู่บ้านมีอิทธิพลไม่ใช่น้อยและต่อให้เป็บิดาของพวกเขาเองก็ยังไม่กล้าขัดคำสั่งของกู่หยวน
สายตาของเหลยเทาพลันเปลี่ยนไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัย “ในเมื่อมีคุณหนูกู่อยู่ตรงนี้ข้าก็จะปล่อยเ้าคนไร้ประโยชน์อย่างเมิ่งฝานไปสักครั้ง เมิ่งฝาน...ข้าจะไม่ทำร้ายเ้าแต่เ้าจะต้องหมอบลงแล้วทำท่าเหมือนสุนัขที่กำลังกินมูลเสียก่อนพวกข้าถึงจะไปฮ่าฮ่าฮ่า...”
เมื่อได้ยินเหลยเทาพูดเช่นนั้นเหล่าเด็กหนุ่มที่เหลือต่างพากันหัวเราะเยาะเสียงดังมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์และเย้ยหยันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้รังแกเมิ่งฝานเพียงครั้งสองครั้ง
สีหน้าของกู่ซินเอ๋อร์ซีดเผือดลงในทันใดพลางกัดฟันแน่นแม้ตนเองจะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้าเช่นกันแต่กู่ซินเอ๋อร์ก็รู้ดีว่าเหลยเทากับพวกเป็กลุ่มที่ทำตัวอันธพาลในหมู่บ้านอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
แม้ว่าวิชายุทธ์ที่กู่หยวนมอบให้จะล้ำเลิศจนไม่อาจอธิบายแต่ยามนี้กู่ซินเอ๋อร์ยังไม่อาจแสดงอานุภาพของมันออกมาได้แม้แต่น้อยฉะนั้นแล้วนอกจากร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นเล็กน้อยแล้วกู่ซินเอ๋อร์ก็ไม่มีวิชาการป้องกันตัวเลยสักอย่าง
ฝ่ามือเล็กจับมือของเมิ่งฝานเอาไว้ กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูกของเด็กหนุ่มกู่ซินเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา “พี่เมิ่งฝานอย่าเพิ่งใจร้อนซินเอ๋อร์จะจัดการพวกนี้เอง ท่านรีบไปก่อนเลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นอยู่กับพลังหากเขาไร้ซึ่งพลังก็จะต้องหลบอยู่ด้านหลังแล้วให้สตรีคอยปกป้องทว่าวันนี้....ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
หลังจากหัวเราะเสียงเบาเมิ่งฝานก็เอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ยังจำที่ข้าเคยบอกเ้าได้หรือไม่ มีข้าอยู่ทั้งคน!”
เมื่อเห็นท่าทีที่สนิทสนมของเมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์ยิ่งทำให้เหลยเทาโกรธจนกัดฟันแน่นก่อนตวาดออกมาเสียงดัง “นี่ เมิ่งฝาน เ้าคิดดีหรือยังว่าจะหมอบลงไปเองหรือให้เหล่าจื่อ[1]เป็คนซัดเ้าจนหมอบ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยกยิ้มอย่างเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยปากบอกไปอย่างใจเย็น “เหลยเทา ร่างกายของเ้าเหมือนกับหมีควายไม่มีผิดข้าเองก็อยากจะเห็นเ้าล้มหน้าคะมำเหมือนสุนัขกินมูลอยู่เช่นกันข้าว่ามันคงไม่เลว!”
เสียงพูดไม่ดังแต่เมื่อเมิ่งฝานพูดจบกลับทำให้ทั้งผืนป่าตกอยู่ในความเงียบสงัดทุกคนต่างมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าประหลาดใจจนนิ่งไปชั่วขณะ
ใบหน้าของเหลยเทาดุดันขึ้นมาทันทีเขาจ้องมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมิ่งฝาน เ้าคงจะคันไปทั้งตัวแล้วสินะถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนี้? ไหนเ้าลองพูดอีกสักครั้งสิ!”
แม้ต้องเผชิญกับการข่มขู่ของเหลยเทาแต่เมิ่งฝานกลับหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะกอดอกแล้วพูดออกไปด้วยท่าทีที่เหมือนไม่ใส่ใจนัก “ได้ยินไม่ชัดอย่างนั้นหรือ? เ้าคนที่มีร่างกายเหมือนหมีควายอย่างเ้ามีความสามารถเท่าใดก็แสดงออกมาให้หมดเลยจะดีกว่าแล้วพวกเราจะได้รู้กันไปว่าวันนี้ใครจะล้มหน้าคะมำเหมือนสุนัขกินมูล!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างเผยสีหน้าที่ตกตะลึงรวมทั้งกู่ซินเอ๋อร์ด้วย
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหลยเทากับเมิ่งฝานแตกต่างกันเพียงใดและที่ยิ่งไปกว่านั้นไม่กี่วันก่อนเมิ่งฝานเพิ่งถูกเหลยเทาทำร้ายมาแม้ว่าเื่นี้จะไม่มีผลกระทบร้ายแรงแต่ก็พิสูจน์แล้วว่าเมิ่งฝานไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหลยเทาทว่าเมิ่งฝานกลับกล้าท้าทายเหลยเทาอย่างไม่ยำเกรงจึงทำให้ทุกคนล้วนแต่ประหลาดใจไปตามๆ กัน
.............
[1] เหล่าจื่อ : มีความหมายเดียวกับคำว่า ‘กู’ ในภาษาไทย