ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 167 อาวุธพิฆาตชิ้นสุดท้าย

            สถานการณ์ของฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณตอนนี้มันชวนให้พวกของยินว่านเสียรู้สึกสิ้นหวังสุดขีด

            การต่อสู้บนท้องฟ้าระหว่างหลินหยางและเมี่ยชางเซิงนั้นเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรง

            “โล่มหาตะวัน ยิง!”

            เกิดลำแสงขนาดมหึมาที่ส่องสว่างไปทั่วหล้าขึ้นราวกับเทพเจ้ากำลังจี้ดัชนีสยบมารออกไปพุ่งตรงเข้าใส่อสูรเฒ่าเมี่ยชางเซิงอย่างแม่นยำไม่บิดพลิ้ว

            โล่มหาตะวันของหลินหยางนั้นได้หลอมรวมทั้งพลังที่เกิดจากทักษะสลักอักษรระดับสองและพลังของเพลิงอัสนีม่วงเอาไว้อีกทั้งยังได้บรรจุพลังของผลึกไฟหลีหั่วลงไปจำนวนหนึ่งด้วยอานุภาพของมันนั้นสามารถสังหารซากศพระดับโพ่ไห่ขั้นต้นได้เลยทีเดียวต่อให้เป้าหมายจะเป็นเมี่ยชางเซิงที่มีพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลางมันก็ยังมีอำนาจในการสะกดพลังอย่างแข็งแกร่งอยู่ดี

            แต่เมี่ยชางเซิงก็ไม่ได้กระจอกเช่นกัน ดาบกระดูกขาวในมือของเขาได้สร้างภาพลวงตาที่คล้ายกับเทพปีศาจตนหนึ่งที่สวมใส่ชุดเกราะสงครามพร้อมกับที่ในมือของมันก็ได้ถือดาบกระดูกขาวเล่มหนึ่งจากนั้นมันก็ได้พุ่งออกไปต้านรับการโจมตีด้วยโล่มหาตะวันของหลินหยางเอาไว้

            ตูมม!

            หลังจากเทพปีศาจและลำแสงทำลายล้างเข้าปะทะกัน ก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ

            ภูเขาเล็กใหญ่หลายลูกที่อยู่ในเทือกเขาเมฆมรกตแห่งนี้หลังจากที่ถูกแสงสว่างนั่นห่อหุ้มเอาไว้ก็พลันสลายหายไปจนกลายเป็นพื้นราบทันที คลื่นทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างการโจมตีระดับโพ่ไห่ขั้นกลางสองสายนั้นมันรุนแรงในระดับที่ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งได้จริงๆ

            ทั้งเมี่ยชางเซิงและหลินหยางนั้นล้วนถูกแรงอัดกระแทกขนาดมหึมานี่ซัดจนกระเด็นกลับหลังไปคนหนึ่งกระแทกลงพื้น คนหนึ่งลอยขึ้นฟ้า

            เมี่ยชางเซิงผู้ยิ่งใหญ่ อสูรร้ายที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่าบัดนี้มันกลับมีสภาพเหมือนแมลงวันที่บินอยู่บนฟ้าตัวหนึ่งถูกตบทิ้งอย่างรุนแรงจนกระเด็นกลับมากระแทกพื้นของลานชมฟ้าจนทะลุลงไปในหุบเหวลึกนับร้อยเมตร

            ท่านอาจารย์!!

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณตะโกนออกมาอย่างสิ้นหวัง

            ทันทีที่เมี่ยชางเซิงสิ้นท่าชีวิตของพวกมันเองก็จะถึงคราวจบสิ้นด้วยทันที

            ส่วนหลินหยางที่ลอยขึ้นฟ้าไปนั้นก็มีสภาพที่ย่ำแย่สุดขีดเช่นกัน

            เขาไม่รู้ว่าตัวเองลอยขึ้นไปสูงแค่ไหนแล้วแต่ผืนแผ่นดินเบื้องล่างในสายตาของเขานั้นตอนนี้มีขนาดแค่ประมาณเค้กชิ้นหนึ่งเท่านั้น

            โล่มหาตะวันในมือของเขาตอนนี้ถึงขั้นมีเศษชิ้นส่วนที่เกิดจากความเสียหายอย่างรุนแรงหลุดลอกออกมาแล้วทั้งชุดเกราะราชันเงินขาวและดาบเฟิ่งหวู่เองก็มีร่องรอยความเสียหายเกิดขึ้นเต็มไปหมดจนพวกมันอยู่ในจุดที่ใกล้พังทลายลงเต็มทีแล้ว

            การปะทะกันครั้งนี้มันรุนแรงมากเหลือเกิน

            ดาบเฟิ่งหวู่ที่เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นต้นและชุดเกราะราชันเงินขาวที่เป็นขั้นกลางนั้นตอนนี้มันไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้ต่อสู้อย่างดุเดือดแบบนี้ได้อีกแล้วหากไม่ใช่เพราะหลินหยางได้ใช้พลัง “ลักษณ์แห่งเต่าดำ”เพิ่มพลังป้องกันให้ตัวเองอย่างมหาศาลเสริมด้วยละก็ เกรงว่าร่างกายของเขาคงจะแหลกละเอียดไปนานแล้ว

            แต่ถึงอย่างนั้นหลินหยางตอนนี้ก็ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี

            เลือดบริสุทธิ์อันล้ำค่าของร่างสถิตภูตอัคคีนั้นทะลักออกมาจากปากเขาไม่หยุดสาดกระจายไปทั่วผืนฟ้าที่สุดแล้วความแตกต่างด้านพลังของเขากับพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลางก็ยังมากเกินไปอยู่ดีถ้าหากเขาไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเอาไว้มากขนาดนี้ละก็เกรงว่าดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้คงถึงคราวล่มสลายในวันนี้แล้ว

            หลินหยางพยายามกระตุ้นพลังเพลิงอัสนีม่วงในร่างกายขึ้นเพื่อให้ร่างกายของเขาที่ใกล้จะพังทลายเต็มทีแล้วมีแรงพอจะขยับตัวได้บ้างเล็กน้อยขณะเดียวกันเขาก็ได้ล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบเอาขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมา

            มันก็คือขวดยาที่ได้รับมาจากเวินชิงชิงเมื่อคืนนั้นนั่นเองซึ่งภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยเลือดบริสุทธิ์ของร่างสถิตธาตุไม้ของเซียวเซียง

            หลินหยางเริ่มตกลงพื้นตามแรงโน้มถ่วงแล้ว

            เขาปล่อยให้ร่างกายตัวเองผ่อนคลายลงแล้วไหลไปตามแรงลมที่พัดผ่าน

            อึกอึกอึก

            จากนั้นก็ดื่มของเหลวสีเขียวในขวดจิ๋วนั่นเข้าไปอึกใหญ่พลังสุดมหัศจรรย์สายหนึ่งก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา

            ในที่สุด...

            ก็จะถึงเวลาเผด็จศึกแล้ว

            เมี่ยชางเซิง ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะยังมีไพ่ตายอะไรเก็บเอาไว้...

            แต่เรื่องทั้งหมด กำลังจะถึงจุดจบแล้ว!

            รอบตัวของหลินหยางพลันลุกโชนไปด้วยเพลิงอัสนีม่วงอันร้อนแรงอย่างรวดเร็ว

            พลังต่อสู้ของเขาฟื้นฟูกลับคืนมาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อและถึงขั้นเพิ่มสูงขึ้นจนทะลุขีดจำกัดไปเลยทีเดียว

            ทั่วทั้งสนามรบตอนนี้พลันหยุดชะงักลงเพราะการโจมตีอันยิ่งใหญ่อลังการนั่น

            แต่ไม่นาน ทุกคนก็กลับเข้าสู่การต่อสู้ตรงหน้าอีกครั้ง

            ขอแค่สังหารศัตรูจรงหน้าได้ถึงจะเป็นผลดีต่อสงครามครั้งนี้มากที่สุดส่วนการต่อสู้กันระหว่างหลินหยางและเมี่ยชางเซิงเอง ในที่สุดก็ได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว

            ผู้คนได้ยินเสียงคำรามอันกึกก้องของเมี่ยชางเซิงที่ระเบิดดังขึ้นจากในหุบเขาว่า

            “หลินหยาง!! เจ้าคิดว่าแค่นั้นก็สามารถเอาชนะข้าได้แล้วอย่างนั้นรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า ฝันไปเถอะ! ข้าได้ฝึกฝนสุดยอดวิชาที่ทำให้ร่างกายไม่มีวันถูกทำลายและไม่มีวันตายไว้แล้วคิดจะโค่นข้าหรือ? อย่าหวังเลย!!”

            ตูมม

            ทั่งหุบเขานั้นถูกเมี่ยชางเซิงระเบิดทิ้งทันทีเงาร่างของอสูรคลั่งที่เผยร่างกายท่อนบนออกมาก็พลันดีดตัวขึ้นฟ้าสูงไปอีกครั้ง

            เมี่ยชางเซิงดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ

            แต่ว่าวินาทีต่อมาที่หลินหยางปรากฏตัวขึ้นนั้น

            เมี่ยชางเซิงก็ตกใจจนคำพูดจุกปากทันที

            เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้าเขานั้น เมื่อครูนี้มันเพิ่งได้รับบาดเจ็บที่สาหัสเหมือนกันกับเขาไปแท้ๆแต่สภาพของมันตอนนี้กลับดูแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเสียอย่างนั้น

            แถมเมี่ยชางเซิงยังรู้สึกว่าพลังของอีกฝ่ายมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้อยู่หลายส่วนด้วย

            นี่มันบ้าบอเกินไปแล้ว!!

            เมี่ยชางเซิงมันมีร่างกายไม่มีวันตายจริงเสียที่ไหนมันก็แค่ใช้ศาสตร์ลับต้องห้ามในการฝืนกระตุ้นพลังชีวิตให้เกิดการรักษาบาดแผลอย่างรวดเร็วเท่านั้นทำให้เขาดูเหมือนมีร่างกายที่ยืนยงคงกระพันเฉยๆ

            แต่ไอ้หลินหยางที่อยู่ตรงหน้าเขานั้น...หรือว่ามันจะมีร่างกายที่คงกระพันจริงๆ!!

            แม่มันเถอะ

            ขณะเดียวกันเมี่ยชางเซิงก็เห็นว่ากองทัพของลัทธิหมื่นวิญญาณของเขาค่อยๆ ถูกกลืนกินไปเรื่อยๆส่วนซากศพทั้งแปดของเขานั้นก็ใกล้จะหมดพลังแล้วด้วยเช่นกัน

            ความตั้งใจที่จะมาฆ่าล้างผลาญเพื่อแก้แค้นนั้นพังพินาศย่อยยับไปแล้วแม้แต่ตัวเขาเองยังถูกซัดน่วมเป็นหมาตัวหนึ่งเลย ตอนนี้มันใกล้จะพ่ายแพ้เต็มทีแล้ว

            ถึงเวลาต้องใช้ไพ่ตายจบการต่อสู้ครั้งนี้ให้ได้ในทันทีแล้ว

            “หลินหยาง เจ้าเป็นคนบีบข้าเองนะ... ต่อให้มันจะผิดกฎเหล็กต้องห้ามของภพภูมินี้ก็ตามแต่วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าทิ้งให้ได้!!” เมี่ยชางเซิงคำรามเสียงต่ำออกมา

            “ไอ้คำพูดแบบนั้น วันนี้เจ้าพูดมาเยอะมากแล้วนะแต่ข้าก็ยังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยไม่ใช่รึอย่างไร จะฆ่าก็รีบมาฆ่า ก่อนที่เจ้าจะไม่มีโอกาสได้ทำอีก”คำพูดหลินหยางก็ยังคงน่าโมโหจนแทบคลั่งอยู่เหมือนเดิม

            “หนอยแน่เจ้า!!” ในที่สุดเมี่ยชางเซิงก็ตัดสินใจจะใช้ยอดสมบัติของลัทธิอสูรชิ้นนั้นที่ห้ามใช้เด็ดขาดถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆแล้ว

            “ตายซะเถอะ! หลินหยาง!!”เมี่ยชางเซิงตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด จากนั้นมันก็ยกดาบกระดูกขาวในมือขึ้นแทงเข้าใส่หัวใจของตัวเองจนเลือดสดๆทะลักออกมา

            ขณะเดียวกัน มันก็ได้อ้าปากสำรอกเอาสมบัติชิ้นหนึ่งออกมา

            มันคือนาฬิกาเรือนหนึ่งที่มีขนาดประมาณกำปั้นคนทั้งเรือนมีสีดำล้วน ด้านบนมีโครงกระดูกรูปร่างมนุษย์ที่ถูกจัดวางด้วยท่าไม้กางเขนติดอยู่

            ทันทีที่นาฬิกาจิ๋วเรือนนี้ปรากฏตัวขึ้นมันก็ทำการดูดเลือดของเมี่ยชางเซิงเข้าไปอย่างบ้าคลั่งราวกับเด็กน้อยที่กำลังหิวโหยยิ่งมันดูดเลือดเข้าไปมากเท่าไร ขนาดของมันก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นมากเท่านั้นผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็กลายเป็นนาฬิกายักษ์ที่มีขนาดเท่ากับคนสองคนที่ต่อตัวกันแล้ว

            คุคุคุคุ

            พลันเกิดเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายของภูตผีดังก้องไปทั่วฟ้าดิน

            นาฬิกายักษ์สีดำที่ดูดกินเลือดสดๆ เข้าไปจนเต็มอิ่มแล้วโครงกระดูกมนุษย์ที่ติดอยู่ด้านบนก็พลันมีชีวิตขึ้นมาบริเวณดวงตาที่กลวงโบ๋คู่นั้นของมันก็ปรากฎเป็นลูกไฟวิญญาณอันมืดมนขึ้นราวกับว่ามันได้ถูกปลดพันธนาการออกมาจานาฬิกาแล้วก็ไม่ปาน

            พลังชั่วร้ายสีดำมืดอันมหาศาลราวกับไร้ก้นบึ้งก็ถูกปลดปล่อยออกมาโดยมีนาฬิกาเป็นจุดศูนย์กลาง มันแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางจนปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้าและปฐพีนี้ไว้

            พลังชั่วร้ายสีดำนี้สำหรับพวกลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรสายฝนอันชุ่มชื้นในฤดูใบไม้ผลิคนของลัทธิทุกคนที่ต่อให้ตอนนั้นจะมีลมหายใจที่รวยรินแล้วก็ตามรวมไปถึงเหล่าซากศพที่ยังเหลือรอดอยู่นั้นก็ราวกับว่าได้รับยาบำรุงกำลังชั้นยอดเข้าไปพวกมันแต่ละคนล้วนสามารถระเบิดพลังต่อสู้อันน่าตกใจออกมาได้อีกครั้ง

            ส่วนฝ่ายธรรมะนั้นก็ราวกับกำลังถูกจอมมารร้อยบีบจับเส้นเลือดและหัวใจเอาไว้ก็ไม่ปานรู้สึกว่าพลังฟ้าดินในร่างกายไม่สามารถไหลผ่านหมุนเวียนได้เต็มที่พลังต่อสู้ลดลงอย่างน่าใจหาย

            สวรรค์!

            นั่นมันอาวุธบ้าอะไรกันแน่

            ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำงานอะไรเลยก็เหมือนจะสามารถพลิกสถานการณ์การต่อสู้ครั้งนี้ได้แล้ว

            “หลินหยาง...เจ้าคอยดูให้ดีเถอะนี่ต่างหากพลังอำนาจของจริง!”

            แปะ

            เมี่ยชางเซิงแค่ยื่นนิ้วๆ หนึ่งออกไปแตะที่นาฬิกานั่นเบาๆ แค่ทีเดียวเท่านั้นทั่วทั้งบริเวณนั้นก็ถูกเสียงของนาฬิกาอันชั่วร้ายครอบคลุมเอาไว้ทันที

            พวกของเซวี่ยเทียนก็พลันรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายเกิดอาการสั่นกลัวขึ้นมาแวบหนึ่งมือที่ถืออาวุธอยู่เองก็คลายลงไปครู่หนึ่งจนเกือบปล่อยตกลงพื้น

            เป็นเสียงของปีศาจที่โคตรน่าขนลุกเลย!

            พอเสียงนาฬิกาดังขึ้นราวกับเสียงคำรามของปีศาจร้ายพลังปีศาจแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางไร้ขอบเขต ปกคลุมทั่วหล้าฟ้าดิน

            นอกจากยอดฝีมือที่มีระดับอวิ้นหลิงขึ้นไปแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนถูกเสียงนาฬิกานี่ทำเอาหวาดกลัวจนตัวสั่นราวกับวิญญาณพวกเขาแทบจะหลุดออกจากร่างไปแล้วซึ่งนี่เป็นเพียงแค่การโหมโรงเล็กๆ เท่านั้น

            “เห็นรึยังหลินหยาง? ข้าจะทำให้วิญญาณของพวกเจ้าทั้งหมดแตกสลายไปด้วย‘นาฬิกาสลายวิญญาณ’ เรือนนี้ซะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

            เมี่ยชางเซิงคลุ้มคลั่งไปแล้วในหัวของมันตอนนี้คิดแต่เรื่องการฆ่าเท่านั้น

            มันใส่ทั้งพลังฟ้าดินชั่วร้ายและเลือดสดๆ ของมันลงไปในนาฬิกาสลายวิญญาณนั่นอย่างบ้าคลั่งเพื่อเร่งพลังชั่วร้ายของยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิอันน่าสะพรึงกลัวชิ้นนี้ให้ถึงขีดสุด

            “ซวย ซวยแล้ว...”

            “รีบถอยเร็ว!!”

            ฝ่ายธรรมะเริ่มถอยหนีกันทันที

            แค่บทโหมโรงเมื่อครู่นี้ก็ทำเอาพวกเขารู้สึกได้ถึงลางร้ายอันแสนน่ากลัวแล้วถ้าหากรอให้นาฬิกานั่นปล่อยพลังที่สะสมไว้จนถึงขีดสุดออกมาละก็ไม่แน่ว่ามันอาจจะถึงขั้นสามารถฆ่าพวกเขาทุกคนทิ้งได้ในพริบตาเลยก็เป็นได้

            ยังดีที่พวกลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นล้วนไม่เหลือแรงไปไล่ตามใครที่ไหนอีกแล้วจึงได้แต่ยืนมองศัตรูถอยหนีกลับไปแต่สีหน้าของพวกมันนั้นกลับดูบ้าคลั่งและดูมั่นใจมากๆ มั่นใจว่าจะไม่มีใครสามารถหนีพ้น

            “หนี? พวกเจ้าจะหนีไปไหนได้?หึ วันนี้พวกเจ้าทุกคนต้องตายด้วยน้ำมือของลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหมดฮ่าฮ่าฮ่า!!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน