ทว่าเมื่อเขากำลังจะกลับ จางเจียหมิงกลับเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังเดินมาทางนี้ เขารีบเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ
“เสี่ยวเหวิน ไหนเธอบอกว่าจะไม่มา?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกลอกตาใส่เขา “คิดว่าฉันอยากมาหรือ? หากไม่ใช่เพราะคุณอาต้ากั๋วมีบุญคุณกับพวกเรา ฉันก็ไม่อยากมาร่วมงานนักหรอก”
จางเจียหมิงพาเธอเข้าไปด้านใน บอกว่าพวกเราไปหาโต๊ะนั่งกันตามลำพังเถอะ ฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าใจ เธอเข้าใจดีที่สุดว่าคนในหมู่บ้านเป็นอย่างไร
โต๊ะจัดเลี้ยงแปดเก้าโต๊ะมีคนนั่งอยู่กระจัดกระจาย หลังจากคิดไปคิดมา พวกเขาจึงตัดสินใจนั่งโต๊ะเดียวกันกับจางอิ่นปิน ช่วยไม่ได้จริงๆ มีแค่โต๊ะนี้ที่มีเขานั่งอยู่คนเดียว
แต่แน่นอนว่าไม่นับโต๊ะของหลิวเยวี่ย
สามีของตัวเองจะแต่งงานกับคนอื่นหลิวเยวี่ยไม่มีทางยอมรับได้ ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะติดกับประตู
เธอวางมือทั้งสองข้างลงกับโต๊ะ นั่งตัวเอียงพร้อมกับชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง และเอาเท้าเหยียบเก้าอี้ ท่าทางดูเหมือนพวกอันธพาล
ตอนแรกมีพวกที่ไม่รู้จักดูสถานการณ์เดินเข้าไปหาเธอด้วยรอยยิ้ม แต่หลังจากถูกหลิวเยวี่ยด่าเปิงก็ไม่มีใครกล้าไปนั่งด้วยอีก
เธอไม่กินอะไรทั้งนั้น เอาแต่นั่งอย่างเดียวเหมือนหัวหน้าอันธพาลตามท้องถนนที่รอให้ ‘คู่อริ’ ปรากฏตัวมา
สายตาของเธอพลันเห็นจางต้ากั๋วกับจางหวากำลังเดินมาจากไกลๆ ทั้งสองจับมือกัน ตัวแทบจะแนบชิดติดกันอยู่แล้ว
หลิวเยวี่ยโมโหจนหน้าเขียว เธอเป็นสามีภรรยากับจางต้ากั๋วมาสิบปีแต่กลับไม่เคยเห็นเขาอบอุ่นกับเธอขนาดนี้
เมื่อก่อนหลิวเยวี่ยคอยส่องกระจกเป็นครั้งคราว รู้สึกว่าหน้าตาตัวเองก็ไม่แย่ เหตุใดเขาจึงเอาแต่ทำตัวให้ความเคารพเธออยู่ได้? ไม่มีความอบอุ่นแนบชิดเลยสักนิด
“นังจิ้งจอก” เธอแค่นเสียงเย็น ผู้ชายก็เป็นเช่นนี้กันหมด เห็นผู้หญิงสวยเป็นไม่ได้
จางหวามีอะไรดีกว่าเธอกัน? หลิวเยวี่ยมองว่านอกจากเรื่องหน้าตาแล้วเธอดีกว่าอีกฝ่ายทุกอย่าง จางหวาแบกน้ำสองถังจากบ่อน้ำกลับถึงบ้านด้วยตัวคนเดียวได้หรือไม่? แอบออกไปขโมยน้ำจากคลองมาปล่อยเข้านาตัวเองตอนกลางดึกได้หรือไม่?
“อุ้ย นังจิ้งจอกมาแล้ว” หลิวเยวี่ยเดินไปตะโกนใส่พวกจางหวาที่หน้าประตู
ทุกคนพากันหันมองมา จางหวาตกใจ เธอคิดไม่ถึงว่าหลิวเยวี่ยจะอยู่ที่นี่ด้วย ต้องมาถูกเรียกว่านังจิ้งจอกต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เธอรู้สึกร้อนผะผ่าวที่ใบหน้า
หย่ากันแล้วหลิวเยวี่ยยังไม่ไปอีกหรือ? ช่างเถอะ ไว้ค่อยจัดการเรื่องนี้วันหลัง แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือดูจากท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว งานแต่งงานวันนี้คงไม่ราบรื่นแน่
ได้ยินหลิวเยวี่ยพูดเช่นนั้น จางต้ากั๋วรู้สึกเดือดดาลมาก
“หลิวเยวี่ย คุณอย่ามาหาเรื่อง ผมยินดีต้อนรับหากคุณมาร่วมดื่มสุรามงคล แต่ถ้ามาก่อความวุ่นวาย ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ”
หลิวเยวี่ยร้องเสียงประหลาด “ดูพูดเข้าสิ นี่ยังใช่จางต้ากั๋วคนเดิมหรือเปล่า ท่าทีเหมือนศพตายซากแบบเมื่อก่อนหายไปไหนแล้ว? นังจิ้งจอกคนนี้เก่งกาจไม่เบา สอนให้คุณรู้จักด่าคนเป็นด้วย”
จางต้ากั๋วรู้ดีว่าหลิวเยวี่ยอาจไม่เก่งเรื่องอื่น แต่ในเรื่องการด่าคนแล้วขึ้นชื่อมาก
“จางหวา พวกเราไปกันเถอะ”
จางต้ากั๋วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาพาจางหวาเดินเข้าไปด้านใน กลุ่มคนด้านหลังจึงรีบเดินตามไป
มีพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเล่าสถานการณ์ของครอบครัวจางต้ากั๋วให้จางลี่ฟังแล้ว ตัวเธอที่รับหน้าที่คนกลางไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร คิดในใจว่าหล่อนไม่ดูสารรูปตัวเองเสียบ้าง แค่สามียังคุมไม่อยู่ ตอนนี้ดีแต่เอะอะโวยวายมันมีประโยชน์อะไรกัน?
พ่อแม่ของจางต้ากั๋วเสียชีวิตตั้งแต่อายุห้าสิบต้นๆ เขาไม่มีญาติที่ใกล้ชิดเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเชิญมาแค่คุณลุงคุณป้าที่พอจะมีความเกี่ยวโยงทางสายเลือดอยู่บ้าง
เรื่องน่าอับอายขายหน้ามักดังไปไกลเป็นพันลี้เสมอ เรื่องของครอบครัวจางต้ากั๋วโด่งดังไปทั่วหมู่บ้านนานแล้ว
คุณลุงสองคนของเขายืนกรานว่าจะไม่มาร่วมงาน แต่พวกคุณป้าเจ็ดคุณน้าแปดกลับมากันหลายคน พวกเขาพากันนั่งเต็มสองโต๊ะ
เห็นจางต้ากั๋วกับจางหวาเดินเข้ามาพวกเขาก็รีบลุกขึ้นแสดงความยินดี อวยพรให้มีลูกโดยไว ครองคู่กันจนแก่เฒ่า
จางหวารู้สึกมีความสุขขึ้น เธอกล่าวขอบคุณทุกคน เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่จะอวยพรให้เธอ มีญาติๆ อวยพรให้ในงานแต่งงานเช่นนี้จึงจะดูเหมือนงานแต่งขึ้นมาหน่อย
หลิวเยวี่ยมีหรือจะยอม เธอเดินถือชามใบหนึ่งเข้ามาขว้างใส่ท้ายทอยของจางหวา แต่เธอเล็งไม่แม่นเอาเสียเลย นอกจากจะขว้างไม่โดนจางหวาแล้วกลับขว้างถูกผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างหล่อนแทน
ชายคนนั้นร้อง ‘โอ๊ย’ เขาแค่อยากจะเข้ามาดูจางหวาใกล้ๆ ผู้หญิงสวยขนาดนี้เห็นแค่จากไกลๆ ยังไม่จุใจพอ นึกไม่ถึงว่าจะถูกหลิวเยวี่ยขว้างของใส่
เฮ้อ นารีเป็นเหตุแท้ๆ
ชายคนนั้นมึนงง เขาหันมามองหลิวเยวี่ยที่หน้าตาซีดขาวก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกุมศีรษะเดินไปที่สถานีอนามัย
ในเมื่อเรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้ หลิวเยวี่ยจึงไม่สนใจอะไรอีกต่อไป เธอพุ่งตัวเข้าหาจางหวาด้วยความรวดเร็ว คิดในใจว่าอย่างมากก็แค่ตายเท่านั้น
จางหวาที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบดึงจางลี่วิ่งเข้าบ้าน จางต้ากั๋วเห็นหลิวเยวี่ยวิ่งเข้ามาเหมือนเป็นบ้าก็หลบตัวเข้าห้องและลงกลอนอย่างรวดเร็ว
“หลบไป” หลิวเยวี่ยผลักคนบนเก้าอี้ตัวหนึ่งให้พ้นทาง คนอื่นเห็นแบบนี้ก็ไม่กล้าขัดขืน พากันหลีกทางให้แต่โดยดีพร้อมกับบ่นพึมพำ
หลิวเยวี่ยยกเก้าอี้ฟาดประตู ปากพลางด่าไม่หยุด “สุนัขชายหญิง เก่งแต่หลบหรือ? แน่จริงก็อย่าทำเรื่องไร้ยางอายสิ”
ประตูถูกฟาดเป็นรอยเยอะมาก หลิวเยวี่ยรู้สึกเหนื่อยแล้วเช่นกัน นั่งลงร้องไห้บนพื้น ก่นด่าเสียงยาว
‘แกร๊ก’
ทุกคนตาเป็นประกาย ประตูเปิดออกแล้วแต่คนที่เดินออกมากลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
คนที่เดินออกมาคือจางลี่นั่นเอง เธอมองเหยียดไปที่จางหวา “ร้องไห้ไว้อาลัยหรือไร? วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่สาวฉัน ช่วยกลับไปร้องไห้ไว้อาลัยที่บ้านตัวเองได้หรือไม่?”
ผู้หญิงฝีปากร้ายสองคนมาเจอกัน ทุกคนตาลุกวาวคิดในใจว่ารีบตบกันเลย มันต้องสนุกมากแน่
“จางต้ากั๋ว แกนี่มันใจกล้าไม่น้อย”
มีเสียงเย็นยะเยียบดังขึ้นด้านหลัง ทุกคนหันไปมองด้วยความสงสัย เห็นชายหญิงสิบกว่าคนเดินมาทางนี้ ในมือยังถือไม้คานหรือไม่ก็จอบมาด้วย
นี่มันเริ่มน่ากลัวแล้ว ชาวบ้านไม่เหลืออารมณ์ดูเรื่องสนุก พวกเขารีบหลีกทางให้ ไม่มีใครอยากโดนลูกหลงไปด้วย
ชาวบ้านที่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์รีบพากันไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนคนอื่นๆ คอยมองอยู่ไกลๆ หากเกิดอะไรขึ้นจริงจะได้ช่วยห้ามปราม ถึงอย่างไรชีวิตคนก็สำคัญ
คราวนี้จางลี่รู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว เธอรีบวิ่งกลับเข้าห้อง แต่ใครจะไปคิดว่าหลิวเยวี่ยจะชิงวิ่งเข้าไปก่อนแล้ว เธอยืนตัวตรงขวางทางเข้าเอาไว้
ญาติฝ่ายแม่ของหลิวเยวี่ยทยอยกันเข้ามาในบ้าน พวกเขาไม่ได้ใจกล้าถึงขั้นฆ่าคน แต่ก็กล้าทำลายข้าวของในบ้านได้อยู่ แม้แต่ผ้าห่มที่ซื้อมาใหม่ยังถูกพวกเขาใช้จอบเฉาะจนขาดรุ่งริ่ง
จางต้ากั๋วจับมือจางหวาเอาไว้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ข้าวของถูกทำลายก็ไม่เป็นไร ขอแค่พวกเขาไม่ทำร้ายร่างกายก็พอ
หลิวเยวี่ยเดินไปหาหญิงชราคนหนึ่งในสภาพน้ำตานองหน้า ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง เสื้อผ้าสกปรกเป็นพิเศษ เธอเดินโซซัดโซเซเข้าไปหา สภาพดูจนตรอกมาก
ทว่าเสียงพูดกลับมีพลัง ยังไม่ทันเดินไปถึงตัวหญิงชราก็ร้องแล้วว่า “แม่ ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”
หญิงชราบ่นว่า “นังลูกคนนี้นี่จะร้องไห้ทำไม ถ้าเขากล้าแต่งงานกับนังสำส่อนนั่น ฉันจะฆ่าเขาเสีย”
จังหวะนี้เองชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาประหนึ่งสายลม ปากตะโกนว่า “คุณแม่ยาย หลิวเยวี่ยดีขนาดนี้ ในเมื่อจางต้ากั๋วไม่รู้จักเห็นคุณค่า ผมยินดีแต่งงานกับเธอเองครับ”