ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม คนที่มี ‘ความสัมพันธ์กับต่างชาติ’ มักถูกจับตามองว่าเป็สายลับ แม้ว่ากรณีของเธอจะพิเศษเพราะได้ทุนพิเศษจากรัฐบาลโดยตรง (ซึ่งหมายความว่าเธอมี ‘ความชอบธรรม’ ในการไปเรียนที่ต่างประเทศก็ตาม) แต่เมื่อกลับประเทศจริง ๆ ก็ยากจะหลีกเลี่ยงสายตาสงสัยของผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะในสภาพสังคมที่ใช้การกล่าวหา ซึ่งบางครั้งการกล่าวหานั้นมีอำนาจมากกว่าหลักฐานเสียอีก
การส่งคนไปเรียนต่างประเทศจึงถือเป็เื่ที่อ่อนไหวมาก รัฐบาล้าส่งคนไปเรียนอย่างเงียบ ๆ เพื่อดึงความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ไม่้าให้ประชาชนทั่วไปเอะใจ
มีเพียง ‘รายชื่อปิด’ เก็บไว้ในสำนักงานกลางเท่านั้น ซึ่งทำให้เธอเหมือนเป็ ‘เ้าหน้าที่เงา’ ทางวิชาการ
หากถูกเปิดเผยออกไป อาจถูกฝ่ายตรงข้ามตีความว่า ‘รัฐบาลเลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ’ ได้
“ฉันเพิ่งกลับมานี่แหละ” เธอตอบเรียบ ๆ น้ำเสียงไม่สั่นไหว ไม่เปิดช่องให้เขาสงสัยเลยสักนิด
รถจี๊ปแล่นจนถึงทางแยกใหญ่ ก่อนที่เขาจะเบี่ยงเข้าข้างทาง
“รถเข้าไปต่อไม่ได้แล้ว ซอยแคบเกินไป ลงจากรถเถอะ เดี๋ยวฉันช่วยถือกระเป๋าไปส่ง” เซิ่งเหวินเจ๋อกล่าวพลางเปิดประตูให้
“ไอ้หยา ไม่เป็ไรหรอก แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว เดี๋ยวฉันไปเองก็ได้” หลิวอวิ๋นเหยากล่าวพลางก้าวเข้าไปหมายจะยกกระเป๋าใบใหญ่ลงจากรถ
จู่ ๆ กระเป๋าใบใหญ่ก็ลอยขึ้นทันทีเมื่อมีมืออีกคู่ชิงตัดหน้ายกลงมาก่อน เซิ่งเหวินเจ๋อหัวเราะเบา ๆ “เฮ้! ปล่อยให้ฉันช่วยเถอะ จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป”
หลิวอวิ๋นเหยาทำตาโต รีบสลัดมือ “นายนี่นะ”
เขายิ้มเ้าเล่ห์พลางเดินเคียงข้างเธอไป “แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็ไรเลย…สุภาพบุรุษย่อมต้องบริการสุภาพสตรีอยู่แล้ว”
“ฮ่าฮ่า” หลิวอวิ๋นเหยาหัวเราะออกมา พยักหน้าอย่างขอบคุณ ดวงตาฉายแววจริงใจ “ขอบใจมากนะ…ถ้าไม่ได้นาย วันนี้ฉันคงแย่”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังก้องไปกับเสียงฝีเท้า ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามซอยแคบ ๆ ราวกับวันวานยังไม่เคยห่างหาย
หลิวอวิ๋นเหยาเดินไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความคาดหวัง เธอคิดว่าหลังจากกลับจากต่างประเทศ จะได้เห็นบ้านที่อบอุ่น ได้เห็นหน้าพ่อแม่และพี่ชายน้องสาวที่คอยเธออยู่
เมื่อถึงประตูหน้าบ้าน เซิ่งเหวินเจ๋อก็จากไป ทว่าก่อนที่เธอจะก้าวเข้าบ้านกลับได้ยินเสียงร้องไห้แ่ ๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน ตามด้วยเสียงตวาดแหลมสูง
“อาสะใภ้อย่าเอาของของบ้านเราไปเลยค่ะ ฮือฮือ”
“นังเด็กบ้านี่ แกตัวคนเดียวจะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา เอามาให้ฉันนี่”
“ฮือ...อย่าเอาไปนะ”
“เอามานี่ นังตัวดี ไม่ปล่อยใช่ไหม” อาสะใภ้ง้างมือตบหน้าเด็กหญิงอย่างแรง
เสียงนั้นทำให้เืในกายของหลิวอวิ๋นเหยาเย็นวาบ เธอจำได้ชัดว่านี่เป็เสียงของอาสะใภ้และน้องสาวของเธอ
โดยไม่รอช้า เธอผลักประตูไม้เข้าไปทันที
ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอขาดห้วง หลิวอวิ๋นซี น้องสาววัยใสของเธอกำลังแย่งกล่องกับอาสะใภ้น้ำตาไหลอาบแก้ม แก้มขาว ๆ มีรอยฝ่ามือแดงช้ำ ขณะที่อาสะใภ้กำลังจะยกมือขึ้นฟาดอีกครั้ง
“หยุดนะ!” เสียงอวิ๋นเหยาดังก้องไปทั่ว
หลิวอวิ๋นเหยาทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงขึ้นทันที เธอไม่รอช้า พุ่งเข้าไปขวางตรงกลางระหว่างอาสะใภ้กับน้องสาว และดึงร่างเด็กน้อยมาชิดอก ก่อนที่ฝ่ามือของอาสะใภ้จะฟาดเธอเข้ามาเต็มแรง
หลิวอวิ๋นเหยาประคองน้องสาวถอยหลัง มืออีกข้างกระชากกล่องใบนั้นจากมืออาสะใภ้กลับมา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอาสะใภ้ต้องตีซีซีด้วยคะ!” หลิวอวิ๋นเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่หนักแน่นจนอาสะใภ้ชะงักไปอีกครั้ง เด็กน้อยั์ตาเศร้าหมอง เธอสะอื้นไห้เบา ๆ อยู่ในอ้อมกอดของพี่สาว
ความคาดหวังที่จะได้เห็นบ้านอบอุ่นพังทลายในพริบตา
อาสะใภ้ชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างทันทีที่ได้เห็นร่างเพียวบางในเสื้อเชิ้ตเรียบง่ายยืนอยู่ ความสง่างามของหญิงสาวผู้ที่เพิ่งกลับจากต่างแดนทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หลิวอวิ๋นซีกอดเอวพี่สาวไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “พี่เหยาเหยา! พี่กลับมาแล้วจริง ๆ!”
หลิวอวิ๋นเหยาก้มลงลูบผมน้องสาว แววตาอ่อนโยนแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอาสะใภ้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“นี่คือวิธีที่อาสะใภ้ดูแลหลานสาวเหรอคะ”
ห้องทั้งห้องเงียบงัน เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของหลิวอวิ๋นซีที่ซบอยู่ในอ้อมกอดของพี่สาว สายตาของป้าสะใภ้ที่เต็มไปด้วยความใปนไม่พอใจอย่างรุนแรง
แต่เพียงไม่นาน อีกฝ่ายก็เปลี่ยนมายิ้มประจบประแจงอย่างรวดเร็ว “โอ้…เหยาเหยากลับมาแล้วเหรอ? ก็พ่อของเธอน่ะสิ มาฝากซีซีไว้กับอา ตั้งนานแล้วยังไม่กลับมาสักที การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็ต้องใช้เงินใช่ไหมล่ะ อาก็ไม่ใช่คนมีเงินมากมายอะไร ก็เลยจะมาเอาเงินไปซื้ออาหารเสียหน่อย แต่น้องสาวของเธอนี่สิ ไม่ยอมให้เงิน อยากจะมากินดื่มฟรี ๆ ที่บ้านอา อาก็เลยเผลอสั่งสอนไปนิดหน่อยเอง”
“พี่เหยาเหยาอย่าไปเชื่อนะคะ ก่อนที่พี่ชายจะไป ก็ให้เงินอาสะใภ้ไปตั้งมากแล้ว นี่เป็เงินฉุกเฉินของพวกเรา อาสะใภ้ก็ยังจะมาขโมย” หลิวอวิ๋นซีเอ่ยด้วยตัวสั่นเทา
หลิวอวิ๋นเหยาพยายามจับใจความ ที่กำลังทะลักเข้ามาในหัว เหตุผลชัดเจนแล้ว นี่ไม่ใช่ความก้าวร้าวเพียงชั่ววูบ แต่เป็การคิดจะใช้โอกาสยามที่พ่อแม่และพี่ชายไม่อยู่มาลักทรัพย์และทำร้ายน้องสาว
“การสั่งสอนเด็กไม่ใช่ใช้แต่กำลังนะคะ” หลิวอวิ๋นเหยากล่าวชัดถ้อยชัดคำ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้องสาวของฉัน ถ้ามีปัญหาอะไรก็ควรคุยกันดี ๆ สิคะ ไม่ใช่มาทำร้ายซีซีแบบนี้ อีกอย่างกล่องนี้เป็ของครอบครัวฉัน” หลิวอวิ๋นเหยาเอ่ยเสียงเย็น “คุณพ่อคุณแม่เก็บสำรองเอาไว้ใช้ยามจำเป็ อาสะใภ้จะเอาไปไม่ได้ ถ้าอาสะใภ้ทำอีก ฉันจะไปแจ้งตำรวจและทหารที่รู้จักกับคุณพ่อให้หมดเลย”
อาสะใภ้หน้าซีด แต่ความโลภยังขับเคลื่อนให้เธอกรอกเสียง “พวกเธอคิดว่าจะมีใครเชื่อ? พ่อกับแม่หายไปแบบนี้ ใครยังจะมาสนใจอีก...”
หลิวอวิ๋นเหยาไม่ปล่อยให้อาสะใภ้พูดจบ เธอก้าวไปยืนใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบแต่เต็มไปด้วยพลัง “ฉันเตือนแล้วนะคะ ถ้าฉันเห็นอาสะใภ้พยายามแตะต้องสิ่งของในบ้านอีก ฉันจะทำให้อาสะใภ้ต้องเสียมากกว่าได้ ถ้าขโมยหรือทำร้ายซีซีอีก ฉันจะไม่ปล่อยไปเฉย ๆ แน่”
ดวงตาของอาสะใภ้สั่นไหว เธอไม่คิดว่าหลิวอวิ๋นเหยาจะกลับมาและกล้าต่อกรกับเธอแบบนี้
“อาสะใภ้กลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันจะดูแลซีซีเอง”
บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดขึ้นมาทันตา หลิวอวิ๋นซีมองพี่สาวด้วยแววตาชื่นชมและปลอดภัย ขณะที่อาสะใภ้กัดฟันกรอด สีหน้ากึ่งอับอายกึ่งโกรธแค้น
“หึ! ทำเป็สูงส่งอะไร งั้นก็รอดูกันไปยาว ๆ เถอะว่าพวกเธอยังจะอยู่รอดได้ไหม” อาสะใภ้สะบัดหน้าก่อนจะหันหลังเดินออกไป
หลิวอวิ๋นเหยาลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”
หลิวอวิ๋นเหยาหันกลับไปตรวจสอบประตูบ้านอีกครั้ง ก่อนบิดกุญแจล็อกอย่างแ่า ความเงียบปกคลุมทันที คล้าย้าตัดขาดจากโลกภายนอกออกไป
หลิวอวิ๋นเหยากดน้องสาวให้นั่งลงบนโซฟา พลางดึงแขนเสื้อขึ้นตรวจร่างกายด้วยความร้อนรน สายตากวาดผ่านทุกซอกมุมของผิวเนื้อ
โชคดีที่มีเพียงรอยฟกช้ำและรอยแดงจากการถูกตีเท่านั้น ยังไม่ได้มีาแรุนแรงกว่านี้
หลิวอวิ๋นเหยาผ่อนลมหายใจยาว ๆ ลูบผมของซีซีเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าทุกที
“ดีที่ไม่ได้อะไรมาก ครั้งหน้าต้องหลบก่อนนะรู้ไหม”
หลิวอวิ๋นซีพยักหน้าช้า ๆ ทว่าแววตาแฝงไปด้วยความหวาดกลัว หลิวอวิ๋นเหยารู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่าแภายนอก แต่มันยังฝากรอยแผลลึกไว้ในใจของน้องสาวด้วย
รอยแดงที่แขนสามารถจางหายไปได้ภายในไม่กี่วัน แต่ร่องรอยความหวาดกลัวนั้น… ใครจะเยียวยาได้ง่าย ๆ ล่ะ?