องค์ชายสิบสอง หมิงเฉินกง ตำแหน่งเป้ยจื่อหรือองค์ชายขั้นสี่แหวกผ้าบังช่องในรถม้าออกดูเมื่อองครักษ์ที่ควบม้าหน้ารถชะลอม้ามากราบทูลให้ทราบว่าข้างหน้ามีร้านอาหารน่าสนใจเพราะคนเต็มร้าน แถมยังมีคนยืนรอนั่งรออีกมาก
“เจ้าไปสอบถามดูสิ”
จินวั่งซูที่นั่งอยู่ในรถม้าด้วยมองออกไป “ท่านดู ผู้คนมากมายขนาดนี้ อาหารคงรสชาติดีมากทีเดียวเราน่าจะลองกันหน่อยนะ พะยะค่ะ”
“พี่วั่งซูเปิ่นหวางเห็นท่านแวะมาตลอดทางแล้วนะ”
ครู่เดียวองครักษ์กังก็กลับมาถวายรายงาน เมื่อได้ฟังข้อมูลร้านที่น่าสนใจแบบนี้คุณชายจินถึงกับตาโต “อืม อาหารก็เลิศรส เจ้าของร้านก็เลอโฉมหรอกหรือไม่แวะไม่ได้แล้ว เชิญเสด็จเถิดองค์ชาย” หมิงเฉินกงหัวเราะหึๆยอมเสด็จเข้าไปในร้าน
เถ้าแก่เหอกับเถ้าแก่เนี้ยออกมารับเสด็จด้วยตนเอง“หม่อมฉันเถ้าแก่เหอและภรรยาขอคารวะองค์ชายสิบสอง เชิญประทับด้านในเถิด พะยะค่ะ”
เหอเจียอีวางแผนต่อเติมห้องพิเศษด้านในที่เป็นสัดส่วนยิ่งขึ้นสำหรับเหล่าคหบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่นิยมออกจากเมืองมาจองโต๊ะที่นี่บ่อยขึ้นเมื่อได้ข่าวว่า องค์ชายสิบสองเสด็จจึงรีบร้อนออกจากห้องนั้น
จินวั่งซูเป็นลูกพี่ลูกน้องขององค์ชายหมิงเฉินกงฝั่งมารดาจึงเข้านอกออกในพระราชวังอยู่แต่เล็กแต่น้อยและรู้จักกับองค์ชายทั้งหลายรวมทั้งองค์ชายสี่ หมิงจิ้นเหอผู้มีตำแหน่งจวิ้นอ๋องด้วย เมื่อได้ยินว่าองค์ชายสิบสองจะเสด็จไปเยี่ยมจวิ้นอ๋องเขาจึงขอติดขบวนมาท่องเที่ยวเมืองนี้เพื่อมาชมความยิ่งใหญ่ของค่ายพยัคฆ์เหินที่คนทั่วแคว้นหมิงเล่าขานถึง
คุณชายกังกับคุณชายหวังนั่งเมียงมองอยู่โต๊ะด้านนอกใกล้จะได้เวลาปิดร้าน แม่นางเหอสองพี่น้องจะต้องออกมาพูดคุยขอบคุณแขกจินวั่งซูสังเกตเห็นชายทั้งสองแต่งกายดีคาดว่าจะเป็นบุตรชายตระกูลใหญ่ก็รู้สึกสนใจไม่นานนักก็เห็นเถ้าแก่เนี้ยเหอที่แต่งกายสวยงาม เดินนำหญิงงามสองคนมาเดินกล่าวขอบคุณลูกค้าแต่ละโต๊ะ
“องค์ชายดูนั่นลูกสาวเจ้าของร้านดูสวยสดงดงามทีเดียว” จินวั่งซูที่มองเห็นก่อนรีบบอก
องค์ชายสิบสองมองตามไปใบหน้างดงาม ผิวพรรณผุดผ่องกระจ่างตาของหญิงสาวที่เดินตามเถ้าแก่เนี้ยมานั้นดูราวกับนางเดินออกมาจากวังหลัง “สาวงามเช่นนี้มีอยู่หลังครัวด้วย”
เถ้าแก่เนี้ยเหอนำบุตรีทั้งสองมาคารวะองค์ชายกับคุณชายจินเมื่อเห็นหน้านางชัดๆ จินวั่งซูรู้สึกคุ้นหน้าแม่นางเหอยิ่งนัก จึงจ้องหน้านางนิ่งหมิงเฉินกงเห็นดังนั้นก็คิดว่า ญาติผู้พี่คงจะเกิดรักแรกพบกับเหอเจียอีเข้าให้แล้ว
จวิ้นอ๋องหมิงจิ้นเหอฝากการฝึกทหารไว้กับรองแม่ทัพทั้งสี่แล้วออกมาพบพระอนุชาที่รอนแรมมาจากเมืองหลวงการเดินทางมายังเมืองพยัคฆ์เหินต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวันในเมื่อน้องชายอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยือนย่อมต้องมีเรื่องด่วนแฝงมาด้วย องค์ชายสิบสองเมื่อได้พบหน้าจวิ้นอ๋องก็รีบซักไซ้เรื่องร้านเจียอีที่หน้าค่ายพยัคฆ์เหินแต่ยิ่งพูดอีกฝ่ายก็ยิ่งหน้าคล้ำลงเรื่อยๆ “จวิ้นอ๋อง ข้าแปลกใจจริงๆนางทั้งใบหน้าสวยงามน่ารัก แถมยังผิวพรรณผุดผ่องคล้ายพวกนางในวังหลังกริยาท่าทางดูเหมือนคุณหนูในตระกูลใหญ่ไม่น่าเชื่อว่านางจะเป็นเพียงแม่ครัวในร้านอาหารหน้าค่ายของท่าน”
ท่านอ๋องจิ้นหมิงเหอได้ยินน้องชายกล่าวชื่นชมหญิงคนรักเช่นนั้นก็ถึงกับจุกในอกกลัวองค์ชายสิบสองจะเกิดติดตาต้องใจนางเข้า “นางอาจจะมีคนจับจองแล้วก็ได้เจ้าจะไปสนใจทำไม หญิงงามเต็มวังอีกทั้งคุณหนูมากมายต่างทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้เจ้าเลือก”
น้ำเสียงสะบัดนั้นทำให้จินวั่งซูรู้สึกสะกิดใจ“อืม จวิ้นอ๋อง ข้าเห็นคุณชายแต่งกายหรูหราสองคนมานั่งเฝ้ารอนางอยู่คนละโต๊ะน่าจะเป็นหนึ่งในสองนี่กระมัง”
จวิ้นอ๋องตาขุ่นขวาง“ใครกัน?” เขานึกอยากจะลงโทษองครักษ์ฉินจางหย่งนักอุตส่าห์ให้ไปเฝ้าดูนางที่ร้านทุกวัน กลับไม่เคยรายงานเรื่องนี้สักครั้ง
จิ้นวั่งซูอธิบายรูปร่างหน้าตาของชายสองคนที่เขาเห็นในร้านอาหารอย่างละเอียด
“น่าจะเป็นบุตรคหบดีกังกับบุตรรองเจ้าเมือง”ใบหน้าบึ้งตึงนั้นทำให้จินวั่งซูที่เป็นคนช่างสังเกตตั้งใจพิจารณาอาการท่านอ๋องมากยิ่งขึ้น
“หม่อมฉันเองรู้สึกประทับใจในตัวนางยิ่งนักอยากจะทำความรู้จัก ท่านอ๋องว่า อย่างเกล้ากระหม่อมพอจะมีภาษีให้นางพิจารณาบ้างหรือไม่?”
ความอึมครึมบนใบหน้าของจวิ้นอ๋องทำให้จินวั่งซูต้องลอบหัวเราะในใจ‘ท่าทางจะหมายตาไว้เช่นกันสินะเหลือเชื่อจริงๆ ท่านอ๋องที่ช่างเลือกเช่นนี้กลับตกหลุมรักแม่ครัวร้านอาหาร’
เห็นเช่นนั้นจอมยุแยงอย่างจินวั่งซูไม่รอช้า เขาอยากเห็นจวิ้นอ๋องเดือดดาลสักครั้งจึงแสร้งกล่าวชมฝีมือการทำอาหารและรูปโฉมของนางไปอีกหลายประโยคองค์ชายสิบสองได้ยินจินวั่งซูชื่นชมนางอย่างมากจึงกล่าวล้อ
“หรือเปิ่นหวางจะรับนางเป็นสนมตัดหน้าท่านดีนะพี่วั่งซู ท่านชื่นชอบนางขนาดนี้ อย่าบอกนะว่า คิดจะรับนางไปเป็นภรรยา ตอนเจอนางในร้านข้าเห็นท่านตกตะลึงอยู่เป็นนานสองนาน”
จินวั่งซูหัวเราะเสียงดังทำเอาท่านอ๋องสาดรังสีอำมหิตมาให้ เขาเห็นสายตานั้นถึงกับเสียวสันหลังทีแรกก็แอบคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่เมื่อเห็นอาการหึงหวงเมื่อกล่าวถึงชื่อนางของจวิ้นอ๋องจินวั่งซูคิดว่า เขาควรเก็บชีวิตน้อยๆเอาไว้หยอกเย้าเหล่าคุณหนูในเมืองหลวงจะดีกว่า
“หญิงงามมักมาพร้อมศัตรูร้ายกาจนะพะยะค่ะ หรือองค์ชายแน่พระทัยว่าหากพระองค์จะรับนางไปเป็นสนมจะไม่มีคุณชายตระกูลใดแอบแค้นเคือง”
องค์ชายสิบสองคลี่ยิ้ม“ถ้าเป็นคุณชายแถวนี้ เปิ่นหวางคงไม่ต้องกลัว ยกเว้นนางจะถูกจวิ้นอ๋องหมายตาเปิ่นหวางถึงจะถอยเพราะกลัวจะรักษาศีรษะไว้ไม่ได้” หมิงเฉินกงไม่รู้ว่าคำเย้านั้นคล้ายดาบปักลงกลางใจองค์ชายผู้พี่อย่างแรง
จวิ้นอ๋องมีท่าทีฮึดฮัด“อย่างเจ้าคงรับสนมตามใจมิได้หรอก เพราะมารดาของเจ้าคงขาดใจตายเสียก่อน”
เมื่อพี่ชายเอ่ยถึงพระมารดาใบหน้าหมิงเฉินกงสลดลงเล็กน้อย “เปิ่นหวางเองก็เหมือนท่าน ท่านแม่ของเปิ่นหวางไปกราบทูลฮองไทเฮาให้เลือกเฟ้นคุณหนูในตระกูลที่เหมาะสมให้เปิ่นหวางแล้วเฮ้อ!”
“จริงสิจวิ้นอ๋อง หม่อมฉันได้ข่าวมาว่า ตระกูลฟ่านประกาศแล้วว่าจะไม่มีทางญาติดีกับท่านอีก” จินวั่งซูที่เป็นเพื่อนสนิทกับฟ่านหลี่เจี๋ยคุณชายใหญ่ตระกูลฟ่าน รีบเล่าเรื่องที่เพื่อนของเขาประกาศในงานเลี้ยงคราวก่อน
จวิ้นอ๋องเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย“เปิ่นหวางเองก็ไม่คิดจะสนใจไยดีตระกูลฟ่านอยู่แล้วยิ่งการแต่งงานกับคุณหนูฟ่านยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงข่าวที่เปิ่นหวางรู้มาเกี่ยวกับตัวนาง ไม่มีข้อใดน่าสนใจสักอย่างทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ แถมนางยังไม่รู้หนังสืออีก ท่านคิดว่า เปิ่นหวางอยากได้ชายาสมองหมูหรืออย่างไรกัน?”
เสียงกล่าวอันดังของจวิ้นอ๋องทำให้เหอเจียอีที่เดินมาใกล้ประตูห้องโถงถึงกับชะงักวันนี้นางไม่ได้เข้ามาหาท่านอ๋องก่อน เพราะพ่อบ้านเกาแจ้งนางเรื่องจวิ้นอ๋องมีแขกนางทำอาหารและอาบน้ำเสร็จแล้วจึงอาสามาเรียนเชิญท่านอ๋องและแขกไปที่โต๊ะเสวยเองกลับได้ยินสิ่งที่คนในห้องโถงพูดถึงนาง
“กระหม่อมเป็นเพื่อนกับฟ่านหลี่เจี๋ยมานานรู้ว่าเขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น พอเขาได้ยินว่าท่านพ่อไปพบท่านอ๋องหลายครั้งแต่ท่านหลบเลี่ยงก็โกรธมาก จึงบอกพวกเพื่อนพ้องว่าตระกูลฟ่านไม่ต้องการท่านเป็นเขยเช่นกัน”
จวิ้นอ๋องยิ้มมุมปาก“ฟ่านหลี่เจี๋ยช่างขวัญกล้ายิ่ง ก็ดี จะได้ไม่ต้องมาตื้อให้เปิ่นหวางรับนางเป็นชายาอีก”
----------------------------------------
ไรท์ขอแนะนำว่า....องค์ชาย 12 คือ พระเอกของภาค 2 นะคะ 