“ เจ้า...ทำ...อะ...ไร ” เมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามานั้น ชายหนุ่มด้วยความกล้าดั่งชายชาตรีพลันรีบส่งจิตตนเองกลับเข้าร่างกายของตนเองในทันที
< เจ้าคนไร้ยางอาย เจ้ายังกล้าเรียกตนเองว่า ลูกผู้ชายได้อีก ? ทำผิดแล้วไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้า !! > พอชายหนุ่มออกมาสู่โลกภายนอก ก็หอบหายใจเป็นการใหญ่ ‘ นางช่างอารมณ์ร้อนดีแท้ ไม่ให้โอกาสข้ากล่าวอะไรบ้างเลย ’
< เจ้าคนหน้าด้านหน้าทน ทำไมพ่อข้าถึงผูกจิตข้าไว้กับคนอย่างเจ้า เจ้ามัน.... > เสียงด่าก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่ม เรื่อย ๆ ไม่มีหมด ชายหนุ่มจึงตอบนางกลับว่า < ถ้อยวาจาแบบนี้ เจ้าคงไม่มีวันที่จะมีบุรุษชายใด..มาสู่ขอเจ้าเป็นแน่แท้ > พอตนเองปลอดภัย ชายหนุ่มพลันพูดจาหยอกเย้าหญิงสาวเหมือนเป็นเรื่องสนุก
< เจ้าคนxxxxxxxx > พอโดนชายหนุ่มยั่วยุ คำด่าจึงค่อย ๆ หยาบคายขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มคิดในใจ ‘ ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะเอาสบู่มาล้างปากเจ้าเป็นสิ่งแรก ’ เมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ชายหนุ่มจึงไม่ได้พูดตอบหญิงสาวต่อ พลันเอนหลังลงบนเตียงคิดเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ชายหนุ่มเริ่มคิดสิ่งต่าง ๆ และนำทุกอย่างของสองโลกมาผูกเข้าด้วยกัน ‘ ภพที่ข้าตายอายุ 32 ปี ภพนี้ข้าจะอายุ 18 ปี ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า รวมประสบการณ์ สองภพ ข้าก็จะอายุ 50 พอดี ’ ชายหนุ่มพลันถอนใจ ก่อนจะคิดต่อว่า ‘ ปีที่ข้าตาย เป็นปี xxx189 ภพนี้ที่ข้ามาอยู่เป็นปี xxx417 เท่ากับ ห่างกัน 228 ปี ห่างกันนานเหลือเกิน ตอนนี้สำนักข้าจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหนกันนะ ’
สำนักภพจันทรา เป็นสำนักอันดับหนึ่งของ อาณาจักรม่านนภา ที่อยู่ในทวีปรุ่งนภา อาณาจักรม่านนภานั้น มีสำนัก พรรค ตระกูล ที่มีชื่อเสียงมากมาย จึงมีนิยามว่า
1.จักรพรรดิ2.ขุนพล 3.เสาเมือง4.ตำหนัก 5.ตระกูล 6.สำนัก
6 สำนัก ที่มีสำนักชื่อดังอยู่ 6 สำนัก อันดับ 1 สำนักภพจันทรา อันดับ 2 หมู่บ้านวารี อันดับ 3 สำนักวายุคำราม อันดับ 4 คฤหาสน์โลกา อันดับ 5 สำนักเพลิงสวรรค์ อันดับ 6 สำนักอัสนีคลั่ง5 ตระกูล กอบด้วย 5 ตระกูล ตระกูลกระบี่ ตระกูลลู่ ตระกูลจิ้น ตระกูลฮุ่ย ตระกูลมี่4 ตำหนัก กอบด้วย 4 ตำหนัก ตำหนักอุดร ตำหนักบูรพา ตำหนักประจิม ตำหนักทักษิณ3 เสาเมือง คือ 3 เหล่าทัพ 2 ขุนพล คือขุนพลซ้ายขวาขององค์ราชา1 จักรพรรดิ ผู้ที่อยู่เหนือผู้คนทั้งหลาย วรยุทธขององค์ราชาสูงส่งเกินกว่าใครจะนึกฝัน และ ราชาทุกรุ่นต่างเป็นลูกศิษย์ของสำนักภพจันทราทั้งสิ้น
สำนักภพจันทรานั้นเปรียบดังกำแพงหนาของ อาณาจักรม่านนภา เหล่าผู้มีฝีมือส่วนใหญ่ของอาณาจักร ต่างเป็นผลผลิตของสำนักภพจันทราทั้งสิ้น บางตำนานกล่าวว่า ที่อาณาจักรม่านนภาก่อตั้งขึ้นมาได้ เป็นเพราะมีสำนักภพจันทราเกินขึ้นในปีเดียวกันกับที่อาณาจักรก่อตั้งขึ้น
เสียงของหญิงสาวได้เงียบลงไป เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจตนเอง
‘ ตอนนี้นั้นใครคือองค์จักรพรรดิกันนะ แล้วอันดับของสำนักจะเหมือนกับที่ข้าจำได้รึเปล่านะ ’ ด้วยความที่เมืองที่ตนอยู่ตอนนี้ เป็นเมืองเล็ก ๆ แถวชนบท จึงไม่อาจทราบข่าวคราวภายนอกมากนัก
ข่าวต่าง ๆ ก็มาจากพ่อค้าเร่เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถยืนยันความจริงเท็จ ได้แต่ฟังหูไว้หู
‘ แต่สำนักของข้าคงจะรักษาอันดับ 1 ไว้ยาก หลังจากการหายไปของ *ศิลาเงาจันทรา* พวกศิษย์รุ่นหลังคงจะฝึกได้แค่ ข้างแรมที่ 8 ’
สำนักภพจันทรานั้น ฝึกวิชาที่มีชื่อว่า *เคล็ดวิชาจันทราดับสวรรค์* แบ่งเป็น 15 ขั้น เรียกแตกละขั้นของวิชาว่า ข้างแรม และพอฝึกไปถึง ข้างแรมที่ 8 จำเป็นไปนั่งสมาธิอาบพลังของ ศิลาจันทรา เป็นเวลา 1 เดือนถึงจะ เลื่อนไปฝึกแรมที่ 9 ต่อได้
‘ ถ้าฝึกไม่ครบก็ไม่อาจแสดงพลังที่แท้จริงของคัมภีร์จันทราดับสวรรค์ได้ ’ ชายหนุ่มคิดพลันทอดถอนใจ ‘ นี่คงเป็นเวรกรรมของพวกเจ้าทุกผู้แล้วล่ะ ที่รุมประณามข้า ’เมื่อภพก่อนชายหนุ่มฝึกได้ถึง แรมที่ 9 ด้วยอายุ 30 ปี ระดับฝีมือของชายหนุ่มคือ ผสานโลกา ขั้น 2 ด้วยวัยเท่านี้ ถือว่าเป็นเต่าน้อยตัวนึงเท่านั้นที่ไม่มีพรสวรรค์ แต่ด้วยความเป็นศิษย์รักของเจ้าสำนัก จึงไม่มีผู้ใดกล้ารังแกชายหนุ่ม มีแต่คนสวมหน้ากากเข้าหา..บ้างเพื่อประจบชายหนุ่มหวังให้ชายหนุ่มคอยหนุนหลังตนเองต่อเจ้าสำนัก หรือบางคนหวังแค่หยอกล้อซีว่างเหมือนเป็นของเล่นแก่เบื่อ..แต่ซีว่างมิใช่คนโง่ เพียงแต่คบหาแบบผิวเผินเท่านั้น
วิชาแต่ละขั้นของวิชาไม่มีทางลัด จะฝึกสำเร็จต้องเข้าใจในแต่ละบทของ แต่ละแรมก่อน แต่ซีว่างนั้นเข้าใจในทุกอย่าง แต่การจะข้ามแต่ละบท เหมือนมีอะไรมากีดขวางตัวชายหนุ่ม จึงยากต่อการพัฒนาฝีมือของตน
เวลาผ่านมาเนินนั้นคิดไปต่าง ๆ นานา ‘ ฮว่าเอ๋อร์..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากข้า..จากมา ’ พอเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วนั้น ก็ทำให้ชายหนุ่มหลับใหลไปอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มคราวนี้ก็ฝันอีกครั้งหนึ่ง แต่ในฝันก็ได้พบกับนักพรตเฒ่า เครายาวอีกครั้ง
นักพรตเฒ่ายิ้มเมื่อเห็น ซีว่าง พลันกล่าวกับชายหนุ่ม “ เป็นอย่างไร ชีวิตที่สองของเจ้า มีความสุขหรือไม่ ? ” ชายหนุ่มมองตาแข็งไปที่นักพรตเฒ่า “ ลูกสาวท่า..เป็นตัวอันใด เอะอะว่า..เอะอะใช้กำลัง..เอะอะไล่ข้า ตอนเด็กท่านคงตามใจนางจนเคยตัว จึงไม่เห็นใจผู้อื่นเช่นนี้ ”
“ เจ้าอย่าถือโทษโกรธนางเลยหนุ่มน้อย จะโกรธก็โกรธข้าเถิด..ที่ไม่มีเวลาใส่ใจนางเหมือนพ่อบ้านอื่นเขา ” เมื่อพูดจบหน้าของชายชราก็ไม่ปรากฏรอยยิ้มอีกแล้ว “ นางเหลือข้าเป็นบิดาแค่คนเดียว ภรรยาข้าเสียไปตั้งแต่นางเกิด นางจึงไม่เคยได้รับความรักจากมารดาตนเองเหมือนใครเขา ” ชายชราพูดพลันทำหน้าเศร้า ดวงตาที่ปิดอยู่นั้นเหมือนพร้อมที่จะมีน้ำตาไหลออกมาทุกเมื่อ
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือน ชายที่เล่นการพนันจนหมดตัวแล้วเอาแต่ชี้นิ้วว่าฟ้าดินเพื่อพลักความผิดออกจากตนอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นกริยาขอชายหนุ่ม เฒ่าชราจึงพูดกลับชายหนุ่มว่า “ ข้อขอร้องเจ้า...ช่วยใจเย็นกับนางสักหน่อยได้หรือไม่.. นางยังเล็กนักจึงยังไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ เท่าที่ควร , คอยสอนนางกับสิ่งต่าง ๆ รอบกายเจ้า มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ช่วยนางได้ ”
เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันคิดในใจ ‘ ข้าน่ะใจเย็นกับนางอยู่หลอก แต่นางเอะอะจะทำร้ายข้าลูกเดียว , ข้าเกรงว่าเมื่อนางถอดเกราะนางออกมาข้างในคงจะมีแต่มัดกล้ามเป็นลูก ๆ เป็นแน่แท้ ’ ชายหนุ่มพลันกอดอกแล้วมองตอบนักพรตเฒ่า ‘ ข้าเองก็เป็นคนพิการไร้วรยุทธ จะไปสู้อะไรนางได้ ’
ชายชราพอได้ยินความคิดของชายหนุ่มพลันคิ้วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะกล่าวไปว่า “ ถึงตอนนี้เจ้าจะไรวรยุทธ แต่หลังจากเจ้าตื่น เจ้าลองฝึกเดินลมปราณใหม่ตั้งแต่ต้น วิญญาณเจ้าตอนนี้ยังมีระดับฝีมือของภพก่อนอยู่ เจ้าจึงไม่ใช่เด็กน้อยขี้โรคเช่นเดิมหรอกหนา ”
“ ข้าสามารถฝึกยุทธได้ ? ข้าไม่ใช่คนพิการแล้ว ? ” เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มพลันตาโต จ้องมองไปที่นักพรตเฒ่าอย่างคาดหวัง
“ ใช่แล้วเจ้าไม่ใช่คนพิการ..เช่นคนเมื่อวาน ตอนนี้เจ้าสามารถฝึกวิชาได้ดั่งคนปกติ ร่างกายเจ้าไม่ได้...อ่อนแอเฉกเช่นกาลก่อน ” ชายชรายิ้มขณะที่พูดกับชายหนุ่ม
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น จึงกำมือแล้วชกขึ้นฟ้า เป็นดังผู้ชนะเหรียญทอง ชายหนุ่มยิ้มกว้าง..กล่าวคำร้องดีใจไม่หยุด “ ข้าไม่ใช้คนพิการ..ข้าสามารถเป็นจอมยุทธ์ได้ ” ขณะที่ชายหนุ่มดีใจอยู่นั้น นักพรตเฒ่าพลันปรากฏตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะพูดว่า “ ตื่นได้แล้ว ” ก่อนที่จะใช้มือผลักอกของชายหนุ่มเข้าเต็มแรง
ความรู้สึกของชายหนุ่ม..เหมือนมีคนกำลังกระชากคอเสื้อของตนเอง แล้วถีบหัวของตนเองกลับไปหนุนหมอนอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมต้าขึ้นมาจากเตียง ก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งอยู่ภายในห้องของมัน
“ พี่ใหญ่ จะหลับไปถึงไหน แดดเผาก้นพี่แล้วรู้ไหม ? ” เสียที่ปลุกเป็นเสียงของผู้เป็นน้อง ที่กำลังเขย่าตัวชายหนุ่มอยู่ เมื่อสติเริ่มกลับมากระจ่างชัด ชายหนุ่มจึงกล่าวตอบด้วยความรำคาญว่า “ ตื่นแล้ว ข้าตื่นแล้ว ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กน้อยจึงถอยห่างก่อนจะกล่าวกับผู้เป็นพี่ว่า “ รีบไปกินข้าวได้แล้ว วันนี้พ่อจะพาเราไป ‘สำนักการค้าตระกูลจิ้น’ ถ้าท่านไม่รีบแล้วไปไม่ทัน อย่าโทษว่าข้าไม่ปลุกท่านนะ ”เมื่อพูดจบเด็กน้อยจึงรีบวิ่งออกไป ปล่อยให้ชายหนุ่ม นั่งเมาขี้ตาไว้คนเดียว
‘ สำนักการค้าตระกูลจิ้น ? ’ ชายหนุ่มค้นในความคิดของตนเอง ‘ สำนักการค้าตระกูลจิ้น ( จิ้น = ซื่อสัตย์ ) ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ตระกลูนี้ก็ยังมั่นคงอยู่เช่นเดิม ’
ตระกูลจิ้นเป็นตระกูลที่ ยึดมั่นในความถูกต้องและซื่อสัตย์ทำให้ สำนักการค้าตระกูลเป็นที่เชื่อถือต่อคนทั้งทวีป มีสาขาอยู่มากมาย ตามเมืองต่าง ๆ
‘ ไปหาซื้อเสื้อผ้าให้นาง ท่าจะไม่เลว แต่สิ่งของต่าง ๆ จะนำเข้าไปในนั้นได้รึเปล่านะ , แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ ’ เมื่อคิดได้เช่นนั้น ตนจึงรีบลุกจากเตียง หยิบถุงมิติตรวจสอบจำนวนศิลาธาตุ ก่อนจะนำถุงมิติคาดไว้ข้างเอวแล้วเดินออกจากห้องไป
*ถุงมิติคือถุงที่ใช่เก็บของต่าง ๆ มากมาย ข้างในเหมือนถุงไร้ก้น ที่มีความจุ มากมาย ความจุจะมากขึ้น ตามราคาที่จ่ายไป** ค่าเงินของทวีปนี้คือ หินธาตุต่าง ๆ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 3 กลุ่ม หินหนึ่งธาตุ มี 4 ชนิด ดิน น้ำ ลม และ ไฟ หินสองธาตุ มี 4 ชนิด พิษ สายฟ้า พฤกษา (ไม้) และ อัคนี (ลาวา) หินธาตุทอง คือหินที่มีทุกธาตุผสมอยู่หินธาตุทอง 1 ก้อน = 1,000 หินสองธาตุ / หินสองธาตุ 1 ก้อน = 1,000 หินหนึ่งธาตุ หินธาตุนั้นนอกจาก จะใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถ นำมาเสริมพลังธาตุของตนได้อีกด้วย
เมื่อทานข้าวกันเสร็จ ผู้เป็นบิดาก็ได้พาเหล่าบุตรชายไปที่ สำนักการค้าจิ้น ผู้ที่มาต้อนรับคือ จิ้น สิง หัวหน้าตระกูล จิ้นสาขาเมืองรุ่งตะวัน หลังจากเข้าไปข้างใน บิดาตนจึงแยกไปคุยธุระกับ จิ้นสิง ปล่อยให้บุตรชายเดินดูภายในสำนัก
ภายในสำนักการค้า ตระกูลจิ้น มีของขายมากมาย อาวุธ เครื่องประดับ สมุนไพร ฯลฯ
ซีว่างพลันเดินแยกมาจากผู้เป็นน้อง ดูของไปเรื่อยเปื่อยตลอดทางก็มีพนักงานชายคอยเดินตามชายหนุ่มตลอดทาง สืบเนื่องจากตระกูลจี้ถือว่าเป็นเศรษฐี ตระกูลหนึ่งของเมืองจึงกระเป๋าหนักใช้ได้ เลยต้องมีบ่าวคอยเดินบอกสรรพคุณสิ่งของต่าง ๆ เพื่อเสนอการขายต่อคนที่หูเบา..แต่ซีว่างมิใช่
ชายหนุ่มจึงมาหยุดตรง เสื้อผ้าสตรี ก็ได้เลือกซื้อ ชุดของหญิง สาว 14 ชุด แบ่งเป็นชุดธรรมดา 7 ชุด ชุดนอน 7 ชุด ซื้อเครื่องสำอางและเครื่องอาบน้ำอีกอย่างละชุด ก็ได้ยื่นศิลาธาตุให้ชายคนรับใช้ไป แล้วจึงเก็บสิ่งของเข้าไปในถุงมิติของตน
เมื่อรอคนรับใช้ นำศิลาที่เป็นเงินทอนมาอยู่นั่น หางตาของหนุ่มพลันมองไปเห็น ยันต์สื่อสาร กับ หยกสื่อสาร ชายหนุ่มจึงหยิบมาดูแล้ว จึงซื้อศิลาสื่อสาร 1 อัน กับยันสื่อสาร 5 แผ่น
ยันสื่อสาร กับ หยกสื่อสารนั้น เป็นเครื่องมือใช้สื่อสาร แตกต่างกันตรงที่ หยกสื่อสาร สามารถใช้ได้เรื่อย ๆ แต่ระยะที่ใช้ ใช้ได้แค่ 500 ลี้ แต่ยันสื่อสารนั้นสามารถ ใช้ได้ไกลถึง 100,000 ลี้ แต่ใช้แล้ว ยันจะหายไป เป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้งแตกต่างกับศิลาสื่อสาร ที่สามารถใช้ได้เรื่อย ๆ
เมื่อซื้อของที่ ต้องการเสร็จชายหนุ่ม จึงเดินเล่นภายใน สำนักการค้าตระกูลจิ้นเพื่อฆ่าเวลา รอบิดาตนคุยธุระ
เมื่อบิดาตนคุยธุระเสร็จ ก็พาเด็กหนุ่มกลับบ้านของตนเอง จี้เฟิงผู้เป็นน้องมือขวาถือ ขนมมือซ้าย ถือเครื่องดื่ม กินทุกอย่างปราณดูดลงหลุมดำไร้ก้น ด้วยความเป็นห่วงจึงกล่าวต่อน้องชายตนเองว่า “ เจ้ากินทุกอย่างหลังจาก พึ่งกินข้าวเช้ากันมา ไม่กลัวปวดท้องหรอกหรือ ? ”
เมื่อได้ยินพี่ชายตนเองพูด เด็กหนุ่มพึ่งพูดตอบไปว่าขณะที่ขนมเต็มปากว่า “ อินเออะ ๆ อะไอ้อีแองเอ่นอั้งอัน ” เมื่อเห็นน้องชายตนพูดไม่รู้เรื่อง จึงตอบกลับด้วยความหงุดหงิดว่า “ รอให้ไม่มีอาหารในปาก..ค่อยพูดไม่ได้หรือเจ้า ข้าฟังไม่รู้เรื่อง ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มจึงรีบกลืนโดยไม่มีการเคี้ยวแม้แต่ครั้งเดียวแล้วพูดว่า “ กินเยอะ ๆ จะได้มีแรงเล่นทั้งวัน ” เมื่อเห็นกริยาของน้องชายตนเอง ชายหนุ่มจึงส่ายหน้าแล้วคิดในใจว่า ‘ เดี๋ยวเจ้าได้ปวดท้องแน่ ข้าพนันได้เลย ’
เมื่อกลับมาถึงบ้านชายหนุ่มรีบกลับเข้าห้องนอนตนเอง ปิดประตู หน้าต่าง แล้วจึงทำสมาธิ ฝึกลมปราณของตนเอง เริ่มได้ไม่เท่าไหร่ ชายหนุ่มพลันรู้สึก ถึงพลังที่คุ้นเคยไหลเวียนไปทั่วร่าง พลังปราณค่อย ๆ เพิ่มพูนมากขึ้น ในฉับพลันพลังปราณของชายหนุ่มเลื่อนระดับจาก ผู้ฝึกยุทธฝึกหัดเป็น จอมยุทธระดับ กำเนิดโลกาขั้นที่ 1
‘ เร็วมาก ทำไมเร็วเช่นนี้ ’ ชายหนุ่มสงสัยในการเลื่อนระดับของตนเอง เมื่อภพก่อนของตน ชายหนุ่มใช้เวลา 1 ปีในการเลื่อนระดับ จากผู้ฝึกยุทธฝึกหัดเป็น ระดับกำเนิดโลกาขั้นที่ 1
หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงเริ่มเดินลมปราณของตนเองต่อไป เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีสัญญาณการเลื่อนระดับอีกครั้ง กำเนิดโลกาขั้นที่ 2
ชายหนุ่มตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ‘ นี่มันเกินไปแล้ว ต่อให้ข้าเคยทำแบบนี้มาแล้วเมื่อภพก่อน แต่ข้าไม่เคยเห็นผู้ใด...ที่เลื่อนระดับ 2 ขั้นในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วยามมาก่อน ’ จากที่งงสงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้กลายเป็นความประหลาดใจ ‘ อย่าบอกนะเจ้าพิการนี้ความจริงเป็นอัจฉริยะ แต่โง่ไม่เข้าใจในการฝึกยุทธ ’ เมื่อชายหนุ่มคิดได้ดังนั้น พลันได้ใจรีบฝึกลมปราณต่อ
เวลาผ่านไปไม่ทราบนานเท่าใด หลังจากความพยายามของชายหนุ่มนั้นตอนนี้ ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มอยู่ที่ กำเนิดโลกาขั้น 4 ชายหนุ่มพลันยิ้มแกล้มปริ พลันคิดในใจ ‘ ถ้าเฟิงอวิ๋นคืออัจฉริยะร้อยปีมีผู้หนึ่ง แล้วตอนนี้ข้าเป็นตัวเช่นไร ’ ชายหนุ่มเปิดหน้าต่างเพื่อสูดอากาศ ก็เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว อีกไม่นานคงได้เวลาอาหารเย็น
ชายหนุ่มจึงรีบส่งจิตเข้าไปใน โลกวิญญาณ ก็เห็นหญิงสาวนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินมองมาที่ตน เหมือนนางรู้ว่าตนจะมา สายตาของนางยังมีความโกรธชายหนุ่มอยู่ แต่ก็ไม่ได้เดินเข้ามาเอาเรื่องชายหนุ่มแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มพลันโล่งใจ ก่อนจะพูดไปว่า “ เป็นอย่างไรบ้าง แม่นางหยางน่า หายโกรธข้าแล้วใช่หรือไม่ ” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกเย้าหญิงสาว ‘ ทำอย่างไรได้ ตั้งแต่ข้าเกิดใหม่นอกจากนางแล้ว ข้าก็ยังไม่ได้พบกับหญิงสาวผู้ใดอีกเลย ’
หญิงสาวไม่ได้ตอบชายหนุ่ม แต่สายตานาง เริ่มแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ
เห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงรีบพูดกลับไปว่า “ อย่าพึ่งโกรธข้าเลย ข้าไม่ได้จะมาแกล้งเจ้าหรอกนะ ข้าเอาของมาให้ ” เมื่อพูดจบก็มีถุงมิติอยู่ข้างเอวตนจริง ๆ ชายหนุ่มคิดในใจต่อว่า ‘ สามารถนำมาได้จริงด้วย งั้นเท่ากับข้าก็เป็นถุงมิติเคลื่อนที่งั้นสิ ไม่ต้องกังวลใครจะมาขโมยถุงมิติด้วย สะดวกอะไรเช่นนี้ ’
หลังจากนำถุงมิติที่ ใส่ของต่าง ๆ วางไว้บนโต๊ะนั้น ชายหนุ่มก็ไม่เห็นหญิงสาวมีกริยาต่อต้าน จึงไม่ได้พูดอะไร ชายหนุ่มพลันกล่าวลาก่อนจะออกจากโลกวิญญาณของตนเอง
เมื่อออกมาจากโลกวิญญาณแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบไปห้องอาหาร เมื่อไปถึงก็เห็นทุกคนพร้อมหน้ากันอยู่ก่อนแล้ว เด็กหนุ่มพลันคิดในใจ ‘ นี่ข้ามาถึง เป็นคนสุดท้ายอีกแล้ว ? ’ ชายหนุ่มรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร
นั่งก้นยังไม่ติดเก้าอี้ ก็เห็นสายตาของน้องชายตนเองจ้องมาด้วย ความสงสัย เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงกล่าวถามว่า “ เจ้ามองข้า ด้วยเรื่องอันใด ? ” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย พลันหย่อนก้นติดเก้าอี้ของตนเอง
เด็กน้อยจึงกล่าวตอบ “ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงมีพลังปราณ ? ” เมื่อกล่าวจบบิดา มารดาตนจึงหันมามองทางชายหนุ่มด้วยความ ตะลึง