ฟางเสียนจือก็พอจะรู้จักนิสัยแม่ของตัวเองดี เธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบยึดติด คงไม่มีทางจงใจแกล้งจิ่งเยี่ยนกุยให้ลำบาก ตอนนี้เขาจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดของเจียงอี่โหลวไปก่อน
แต่ในสองวันต่อมา เขากลับพบว่าจิ่งเยี่ยนกุยเหมือนจะพยายามหลบหน้า ถ้าพูดว่าหลบหน้าก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเวลาเขาไปหาเธอที่บ้านเก่าตระกูลจิ่ง เธอก็มักจะไปเก็บสมุนไพรบนเขา หรือไม่ก็ยุ่งอยู่กับการปรุงยา จะว่าเย็นชาก็ไม่ใช่หรือเป็นอย่างอื่นก็พูดไม่ถูก ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมเลย
พอเข้าวันที่สาม เขาตัดสินใจว่าจะไปบ้านเก่าตระกูลจิ่งเพื่อเอายาจากจิ่งเยี่ยนกุย จู่ๆ รถคันหนึ่งก็ขับมาจอดอยู่ข้างๆ เขา คนขับในรถเป็นชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาวัยยี่สิบกว่าๆ เขาลดกระจกลงแล้วถามว่า “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณรู้หรือเปล่าว่าจิ่งเยี่ยนกุยพักอยู่ที่ไหน?”
ฟางเสียนจือเหลือบมองมาด้วยสายตาเฉยเมย ซูไป่ชิงจึงได้เห็นหน้าค่าตาของเขาชัดๆ และถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย อาจเป็นเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอชายหนุ่มหน้าตาดีและบุคลิกดีขนาดนี้ในหมู่บ้านอิ๋นซานอันแสนทุรกันดาร
ซูไป่ชิงถามอีกครั้ง ฟางเสียนจือจึงตอบเสียงเรียบ “จิ่งเยี่ยนกุยเป็นคู่หมั้นของผม คุณมีธุระอะไรกับเธอ?”
ก่อนหน้านี้ซูไป่ชิงเคยได้ยินหมอประจำร้านขายยาพูดถึงเรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยมาหาเขา และยังพูดถึงฟางเสียนจือด้วยเช่นกัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูไป่ชิงจึงดูเด่นชัดมากขึ้น “บังเอิญจังเลยนะครับ ผมตั้งใจมาขอบคุณเธอ แล้วก็ถือโอกาสนี้พูดคุยเรื่องฝากขายยาด้วยน่ะครับ”
วันนี้เขาผ่านทางมาทำธุระแถวนี้พอดี และนึกถึงเรื่องที่หมอประจำร้านเคยบอกว่าเธอมาหาที่ร้านขึ้นมาได้ เขาก็เลยแวะมาสักหน่อย
ฟางเสียนจือพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “ผมกำลังจะไปหาเธอพอดี ไปด้วยกันเถอะครับ”
ทั้งสองคนถือเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และต่างคนต่างก็ไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีถึงขั้นสนิทกันได้ในเวลาไม่กี่นาที เมื่อไปด้วยกันแบบนี้จึงไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศก็ค่อนข้างแปลกประหลาด
ถึงแม้ว่าซูไป่ชิงจะไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นศัตรูจากฟางเสียนจือ แต่ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างพิจารณา อีกทั้งฟางเสียนจือยังเป็นคนที่ดูน่าเกรงขาม แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เหมือนแผ่แรงกดดันออกมาได้
ในฐานะที่ซูไป่ชิงเป็นเจ้าของร้านขายยา พบปะผู้คนมาก็มาก ถึงแม้จะเพิ่งเคยเจอคนอย่างฟางเสียนจือเป็นครั้งแรก แต่เขาก็ยังคงสุขุมใจเย็น เพียงแต่ในใจก็อดที่จะนึกสงสัยไม่ได้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยมีคู่หมั้นเป็นคนแบบไหนกัน
ถือว่าวันนี้ทั้งสองคนยังโชคดี เมื่อพวกเขามาถึงบ้านเก่าตระกูลจิ่ง จิ่งเยี่ยนกุยกำลังช่วยหยางหว่านซิ่วให้อาหารไก่พอดี เมื่อเธอเห็นพวกเขาสองคนมาด้วยกันก็คิดว่าตัวเองตาฝาด เลยยกมือขึ้นมาขยี้ตา แต่พอเห็นว่าทั้งสองคนมาด้วยกันจริงๆ เธอจึงถามด้วยความฉงนว่า “ทำไมพวกคุณถึงมาด้วยกันได้ล่ะคะ?”
ฟางเสียนจือตอบ “เมื่อกี้ที่ปากทางหน้าหมู่บ้าน เขามาถามทางฉันน่ะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบวางข้าวฟ่างลง แล้วเชิญทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน
ซูไป่ชิงที่เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกมองสำรวจรอบๆ บ้านด้วยความสนใจ ถึงแม้บ้านเก่าตระกูลจิ่งจะยังไม่ถึงกับเป็นบ้านที่ผุพัง แต่ก็ดูเก่าและทรุดโทรมมาก
ภายในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ สักชิ้น แต่ก็สะอาดสะอ้านดี
ตอนนี้หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้ก็อยู่ในบ้านด้วย จิ่งเยี่ยนกุยแนะนำให้พวกเขารู้จักแล้ว ทุกคนก็ทักทายกันอย่างสุภาพ
ซูไป่ชิงไม่ค่อยรู้เรื่องราวของจิ่งเยี่ยนกุยมากนัก เมื่อเห็นว่าเธอพักอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ แบบนี้ และในบ้านมีคนอยู่ด้วยแค่สองคน เขาก็เลยคิดว่าพ่อแม่ของเธอคงเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ จึงไม่ได้ถามเรื่องครอบครัวของเธอ
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว ซูไป่ชิงก็บอกถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ ถึงแม้ว่าครั้งก่อนเขาจะคืนเงินค่ารักษาของคุณปู่ซูไปแล้ว แต่ครั้งนี้ก็ยังคงนำของขวัญมาด้วยมากมาย หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้เพิ่งรู้ว่าก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยเคยช่วยชีวิตคนไว้ จึงทักทายอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อทักทายกันอย่างเป็นทางการเสร็จแล้ว ซูไป่ชิงจึงพูดขึ้นว่า “น้องสาวตระกูลจิ่ง ครั้งก่อนลุงเฉินบอกว่าคุณมียาอยากจะฝากขายที่สถานพยาบาลของเรา ไม่ทราบว่าเป็นยาอะไรเหรอครับ?”
เมื่อรู้เรื่องที่ว่าจิ่งเยี่ยนกุยเคยช่วยคุณปู่ซูมาก่อนแล้ว คราวนี้หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ณ ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ จิ่งเยี่ยนกุยก็ช่วยดูแลสุขภาพให้พวกเขาทั้งสองอยู่บ่อยๆ สภาพร่างกายของพวกเขาต่างก็ดีขึ้นมาก อีกอย่างเธอยังปรุงยาอยู่ที่บ้านทุกวัน พวกเขาเลยเข้าใจกันเองว่าจิ่งเยี่ยนกุยมีความรู้เรื่องแพทย์อยู่บ้าง
จิ่งเยี่ยนกุยถือขวดยาออกมาให้ซูไป่ชิง “ยาตัวนี้ใช้รักษาแผลภายนอกค่ะ คุณลองดูสิคะ”
ซูไป่ชิงเป็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อรับขวดยามาก็ยกขึ้นดม แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาในทันที “ซานชี พิมเสน เสวี่ยเจี๋ย [1] ...แล้วก็ยังมีกลิ่นยาอีกสองสามอย่างที่ผมแยกไม่ออก ดมจากกลิ่นแล้วดูเหมือนสัดส่วนการปรุงน่าจะดีมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
จิ่งเยี่ยนกุยกำลังจะบอกให้ลองทดสอบกับใครสักคน แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะชักมีดสั้นจากข้างตัวออกมากรีดลงบนแขนจนเลือดไหลลงมาในทันที ทุกคนพากันตกอกตกใจกันไปหมด
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้พูดอะไร เขาก็หยิบยาที่จิ่งเยี่ยนกุยทำขึ้นมาทา พอทาลงไปปุ๊บเลือดก็หยุดไหลปั๊บ
จิ่งเยี่ยนกุยไม่คิดว่าเขาจะหาญกล้าขนาดนั้น ตอนแรกอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกเขาทำให้ตกใจจนลืมไปแล้ว ในขณะนี้จึงไม่รู้จะพูดอะไรดี
เมื่อซูไป่ชิงเงยหน้าขึ้นเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจของทุกคนก็พูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “ขอโทษครับ มันเป็นความเคยชินในอาชีพ ทำให้พวกคุณตกใจซะแล้ว”
ตระกูลซูทำงานทางการแพทย์มาหลายชั่วอายุคน พวกเขายึดมั่นในเรื่องยาอย่างแรงกล้า พอได้เห็นยาดีๆ ก็นึกอยากจะลองดูผลลัพธ์สักหน่อย
ถึงแม้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเข้าใจวิธีการทำงานของเขา แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองคงไม่มีความกล้าพอที่จะกรีดแขนเพื่อทดสอบยาแบบนี้
เธอไอเบาๆ แล้วพูดว่า “คุณซูทุ่มเทให้กับงานมากเลยนะคะ”
เมื่อได้ยินเธอบอกอย่างนั้น ซูไป่ชิงก็ยกยิ้มแล้วพูดว่า “ที่จริงผมก็ไม่ได้ทำแบบนี้ทุกครั้งหรอกครับ แต่ผมมั่นใจในยาของคุณ เพราะคุณภาพของสมุนไพรที่คุณส่งให้ร้านขายยาครั้งที่แล้วก็ทำให้ไว้ใจได้”
จากนั้นบทสนทนาของทั้งสองคนก็วนกลับมาที่เรื่องสมุนไพร ยาเหล่านี้ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ยากที่จะพูดได้ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญแบบนี้ กลับทำให้จิ่งเยี่ยนกุยสนใจอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนจึงเริ่มต้นคุยกันตั้งแต่สมุนไพรที่ใช้ในยาทา ตามด้วยสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด แล้วก็วกกลับมาพูดถึงการจับคู่ผสมตัวยา เมื่อได้คุยกันแล้ว ก็พบว่ามีหลายอย่างที่เข้ากันได้
จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เพราะซูไป่ชิงมีความเข้าใจในเรื่องสมุนไพรลึกซึ้งกว่าตัวเธอเสียอีก นี่คงจะเป็นความรู้ที่ได้รับสืบทอดในตระกูลอย่างแท้จริงสินะ
เธออยากจะคุยกับเขาเรื่องสมุนไพรให้มากกว่านี้ แต่ว่าวันนี้เห็นทีจะไม่เหมาะสม เพราะตอนนี้ฟางเสียนจือและหยางหว่านซิ่วก็กำลังนั่งฟังอยู่ด้วย หากเธอแสดงออกว่ามีความรู้เรื่องสมุนไพรเยอะก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ดังนั้นตลอดช่วงเวลาที่พูดคุยกัน ซูไป่ชิงจึงเป็นคนพูดเสียส่วนใหญ่ จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าเธอควรจะดึงบทสนทนากลับมา จึงถามว่า “คุณซูคิดว่ายาที่ฉันปรุงขึ้นมานี้มีประสิทธิภาพเป็นยังไงบ้างคะ?”
หลังจากที่คุยกันไปเรื่อยๆ ซูไป่ชิงก็เริ่มรู้สึกสนิทกับเธอมากขึ้น จึงยกยิ้มแล้วพูดว่า “คุณไม่ต้องเรียกผมว่าคุณซูหรอกครับ ผมแก่กว่าคุณหลายปี เรียกผมว่าพี่ซูก็พอ ยาของคุณใช้ได้ดีมากเลยครับ ถ้าเอาไปวางขายในร้านขายยาต้องขายดีแน่ๆ แต่ไม่ทราบว่าคุณอยากจะจัดการยังไง?”
เชิงอรรถ
[1] เสวี่ยเจี๋ย 血竭 เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาบาดแผลภายนอกและอาการบอบช้ำภายใน