เขาล้มป่วยนานหลายปีมีโอกาสออกไปข้างนอกน้อยครั้ง ร่วมกับสหายหาเงินมาได้มากถึงเพียงนี้ เห็นได้ว่าแม้เขาสุขภาพไม่ดีแต่สมองยอดเยี่ยม
เพียงแต่น้ำเสียงประธานจอมเผด็จการเช่นนี้คืออะไร
ฉีเมี่ยวเวียนหัวถุงเงินในมือราวกับหนักกว่าทองพันชั่ง
ในเมื่อมาถึงที่นี่ได้รับผลประโยชน์จากร่างกายนี้ ก็ควรรับหน้าที่และวิกฤตด้วยเช่นกันนางไม่มีความสามารถในการอยู่รอดด้วยตนเอง ต่อให้ต้องพึ่งพาสามีเพื่อมีชีวิตรอดก็ไม่จำเป็ต้องใช้ตั๋วเงินเยอะเพียงนี้เงินพวกนี้สำหรับคนธรรมดาพอที่จะอยู่ได้ตลอดชีวิตอย่างเหลือเฟือ
“เมี่ยวเอ๋อร์?” เห็นนางตะลึงไป๋ซีอวิ๋นเรียกนางอย่างอ่อนโยน น่าเสียดายที่เสียงเขาแหบแห้ง ลมหายใจไม่มีแรงฟังไม่ออกว่าอ่อนโยนเอาใจใส่ เพียงทำให้รู้สึกสันหลังเย็นวาบ
ฉีเมี่ยวได้สติวางถุงเงินไว้ข้างเขา จากนั้นฉวยมือห่มผ้าบางให้เขา ป้อนน้ำอุ่นเขาหลายอึก
การเคลื่อนไหวทุกอย่างของนางดุจเมฆเหินน้ำไหลไป๋ซีอวิ๋นสังเกตเห็นเพียงนิ้วหยกเรียวยาวของนางที่ถือถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวและช้อนน้ำแกงเล็บอิ่มเอิบ รับรู้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นระรวยตรงปลายจมูก จึงไม่ได้สนใจถุงเงินนางเอาใจใส่เช่นนี้ ทำให้ทั้งหัวใจของเขาอบอุ่นขึ้นมาความเสียใจและอาฆาตในชาติก่อนประกอบกับเพิ่งรู้เื่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนพวกนั้น บัดนี้มองนางนอกจากความรักลึกซึ้ง ยิ่งมีความสงสาร
“อีกเดี๋ยวเ้าไปลงโทษคนพวกนั้น จัดการได้ตามสบาย แม้ข้าไม่มีความสามารถแต่ขอเพียงยังไม่ตายข้าก็ยังเป็ซื่อจื่อ เ้าเป็ฮูหยินของข้าพวกเขาย่อมไม่ทำอะไรเ้า”
“ข้ารู้ เดี๋ยวไปแล้ว”ฉีเมี่ยววางชามเครื่องเคลือบสีขาว ลุกขึ้นจะไป
ลั่วหย่งส่งสายตาบอกใบ้ไป๋ซีอวิ๋นถึงพบถุงเงินใกล้มือ
“เมี่ยวเอ๋อร์ ตั๋วเงินนี้เ้าเอาไปเก็บไว้”
“วางไว้ก่อน ถึงอย่างไรก็เป็เงินของท่านวันหน้าถ้าพึ่งพาจวนโหวไม่ได้จริงๆ ที่ให้ใช้เงินยังมีอีกมาก”
“เงินของข้าอะไร ข้าเพิ่งพูดเ้าลืมหมดแล้ว”
เขาบอกว่าทุกอย่างของเขาเป็ของนาง
นางจำได้ประทับใจมากด้วย ยิ่งรู้สึกว่าบุรุษสมัยโบราณพูดเช่นนี้กับภรรยาได้ไม่ง่ายเลยเพียงแต่ในใจยังคงไม่อาจก้าวข้ามอุปสรรคนั้น
เห็นไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าดูไม่ดีฉีเมี่ยวยิ้มพูดว่า “นี่ก็เป็ห้องของข้าคงไม่ดีถ้าออกไปข้างนอกก็พกพวกนี้ไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่าหนักซ้ำยังต้องกลัวหายตลอดเวลา” พูดพลางย่อกายทำความเคารพหันหลังออกไป
มองเงาด้านหลังอ่อนหวานแช่มช้อยของนางไป๋ซีอวิ๋นนิ่งเงียบอยู่นาน
ลั่วหย่งมองประตูห้องจากนั้นมองไป๋ซีอวิ๋น หัวเราะพรืด “ว่าอย่างไรเ้าไม่ดีใจ?”
“นี่นางเห็นข้าเป็คนนอก”
ลั่วหย่งทนเห็นท่าทางหดหู่เช่นนี้ของเขาไม่ได้กลอกตาขาว “นางไม่ใช่สตรีที่บูชาเงิน เ้าควรดีใจถึงจะถูกแม้นางแต่งงานแล้ว แต่ยังเป็เ้าสาวมือใหม่”
ประโยคเดียวปลุกสติไป๋ซีอวิ๋น
ใช่แล้วเขามีความทรงจำชาติก่อน แต่นางไม่มี!
สำหรับนางเขาเป็เพียงสามีเพิ่งแต่งงานที่รู้จักกันได้วันเดียว
ยามนี้เขาร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในประตูผีนางยังตั้งอกตั้งใจรับใช้เขา เช้านี้ไม่ได้ทิ้งเขาเดินไปก่อน ยังประคองเขาเดินมาไกลถึงเพียงนี้เห็นได้ว่าความประพฤติของนางชาติก่อนชาตินี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง
ให้พวกเขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งก็ดี
เพียงแต่เื่ด่วนในยามนี้...
“จวินอี้ ร่างกายข้าจนถึงบัดนี้ถูกพิษ แม้เมี่ยวเอ๋อร์รู้วิชาแพทย์อยู่บ้างถึงอย่างไรก็เป็สตรี เ้าหาโอกาสหาหมอสักคน ปลอมตัวเป็พวกนักบัญชีหรือคนรับใช้สูงวัยส่งเข้ามา”
ลั่วหย่งได้ยินว่าถูกพิษแทบกระเด้งขึ้นมา “สารเลวพวกนั้น ข้าบอกั้แ่แรกแล้วว่าพวกเขาผิดปกติ! เหตุใดท่านหมอโจวที่ตรวจโรคให้เ้าก่อนหน้านี้ไม่เห็นเบาะแส”
“มีเงินจะทำอะไรก็ได้” ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มเยาะ “ถ้าคนพวกนั้นตั้งใจให้ข้าตาย เกรงว่าหมายมั่นปั้นมือเปลี่ยนวิธีจัดการข้า แต่ข้าเพียงสงสัยว่านกุ้ยเฟยก็ส่งหมอหลวงมา เหตุใดไม่มีสักคนบอกว่าข้าถูกพิษ?”
“ใช่แล้ว ในนี้ต้องมีลับลมคมใน แต่โชคดีที่ยามนี้พบแล้ว” ลั่วหย่งถอนใจพูดว่า “ข้าเห็นว่าฮูหยินเ้าเป็สตรีที่ไม่เลวเป็ดาวนำโชคของเ้าด้วย วันหน้าเ้าหายป่วย ต้องปฏิบัติต่อนางให้ดี”
“คราวนี้เ้าไม่พูดว่านางเป็ตัวปลอมแล้ว?”ไป๋ซีอวิ๋นมองเขาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
เดิมทีเขาผอมจนน่ากลัวสีหน้าก็ไม่ดี ตาโตหน้าตอบ ทั้งที่เป็สีหน้าหยอกล้อ เขาทำแล้วกลับรู้สึกอึมครึม
ลั่วหย่งทำท่าทางใ“เ้าอย่าเป็เช่นนี้กับภรรยาใหม่ของเ้า น่ากลัวโดยแท้” ในใจกลับสงสารสหายสนิทเหลือเกิน คนที่เคยหล่อเหลาจนผู้ใดเทียบไม่ติดถูกโรคภัยไข้เจ็บทรมานจนคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง
“ข้าเพียงรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเ้าเดิมทีคิดว่าฉีชั่วนางนั้นเป็กุลสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเมืองหลวงถ้าเ้าไม่ได้เกิดมาอ่อนแอพกโรคนี้มาด้วย จะด้อยกว่าคุณชายพวกนั้นในเมืองหลวงหรือทั้งความรู้ความสามารถและลำดับศักดิ์ด้อยกว่าผู้ใดตรงที่ใดเ้าไหนเลยจะไม่คู่ควรกับฉีชั่ว แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าในนั้นมีเื่เช่นนี้อีกไม่นึกว่าแม่ทัพฉีจะเป็คนเช่นนี้”
“แทนที่จะพูดถึงแม่ทัพฉี ไม่สู้พูดว่าพ่อข้าไร้ยางอาย ข้ายังไม่ตายเขาก็คิดถึงลูกสะใภ้แล้ว!” เมื่อโกรธไป๋ซีอวิ๋นก็ไอโขลกขึ้นมาอย่างสุดกลั้น
ลั่วหย่งรีบเอาน้ำมาให้เขาดื่มหลายอึก
ไม่รู้ว่าเป็ผลกระทบทางจิตใจหรือไม่ไป๋ซีอวิ๋นมักรู้สึกว่าน้ำแก้วเดียวกัน ฉีเมี่ยวป้อนก็หวานอร่อยเป็พิเศษลั่วหย่งป้อนก็เป็เพียงน้ำธรรมดา
ส่ายหน้ากำจัดความคิดไม่ถูกไม่ควรไป๋ซีอวิ๋นบอกใบ้ให้ลั่วหย่งเอียงหูเข้ามา ลดเสียงเริ่มปรึกษากับเขา
ยามนี้ฉีเมี่ยวยืนอย่างสง่างามกลางลานบ้านสั่งสาวใช้ที่เพิ่งได้มา “ปิงเหลียน เ้าไปเอาสมุดมาบันทึกทุกคนที่เข้าจวนวันนี้ลงสมุด ในเมื่อเป็คนที่ท่านซื่อจื่อเพิ่มเองเงินรายเดือนย่อมมาจากเรือนชิ่นหยวน ส่วนคนที่ไม่เชื่อฟังพวกนั้นในเรือนชิ่นหยวนก็ได้แต่เชิญหลีกทางให้ตำแหน่ง”
ฉีเมี่ยวเพิ่มเสียงพูดกับคนที่หลบแดดชมเื่สนุกตรงทางเข้าลานบ้านและเชิงกำแพงพวกนั้น “พวกเ้ารับเงินจากจวนโหว ในเมื่อไม่เชื่อฟังคำสั่งของเรือนชิ่นหยวนก็ไม่ต้องอยู่ต่อ ฟังคำสั่งของผู้ใดยามนี้ก็ไปหาผู้นั้นเถอะ ปี้ย่วน พาหลายท่านนี้ไล่คนออกไป”
“เ้าค่ะ” ปี้ย่วนฟังคำสั่งแล้วก็พาเวิ่นเหลียนอวี้เหลียน อ้ายเหลียนและคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาใหม่ไปขับไล่คนด้วยกัน
พวกคนรับใช้สูงวัยย่อมไม่ยอมไปโต้เถียงอย่างดุเดือดขึ้นมาทันที “ซื่อจื่อฮูหยินไม่มีเหตุผลพวกเราเป็คนของจวนโหว มีสิทธิ์อะไรให้พวกเราไป!”
“ใช่แล้ว ซื่อจื่อฮูหยินเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกต่อให้ผู้ดูแลคนใหม่ได้รับตำแหน่งก็ไม่ถึงขนาดเอาพวกเราไปเผาไฟก่อนพวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”
...
กลุ่มคนจ้อกแจ้กจอแจเวิ่นเหลียน อ้ายเหลียนและคนอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวได้ไม่ดีนัก กลัวว่าหากลงมือจะทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ได้แต่ติดตามปกป้องข้างกายฉีเมี่ยว เผื่อว่าคนพวกนี้ต่อต้านทำร้ายเ้านายขึ้นมา
ฉีเมี่ยวราวกับไม่ได้ยินเสียงน่ารังเกียจเพียงเดินช้าๆ ไปหาพวกเขา
พวกหญิงรับใช้โหวกเหวกโวยวายอยู่ไกลๆแต่เมื่ออยู่ใกล้ภายใต้การจ้องมองของฉีเมี่ยว กลับรู้สึกว่าอ้าปากไม่ได้อยู่บ้าง
ฉีเมี่ยวชี้สาวใช้อ่อนวัยนางหนึ่ง“เมื่อครู่สั่งว่าจะเอาน้ำร้อนเ้าแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน”
สาวใช้หายใจอึดอัดเบือนหน้าหนี “ข้าไม่ได้ยิน”
“เ้ายังดีหน่อย” ตบไหล่หมัวมัวสูงวัย “ใจดีบอกข้าว่าในครัวเล็กๆ มีฟืนมีน้ำ จะใช้น้ำร้อนไปตักน้ำต้มเอง”
ใบหน้าของหมัวมัวนางนั้นเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวพูดไม่ออก
“ยังมีเ้า เป็คนดีเช่นกัน ข้าบอกว่าซื่อจื่อยังหิวอยู่เ้าชมว่าข้าอยู่ครอบครัวฝ่ายหญิงก็หัวไวมือคล่องเื่หุงหาอาหารคงไม่ยากสำหรับข้าอย่างแน่นอน ให้ข้าไปจัดเตรียมเอง” ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มตบไหล่หญิงรับใช้สูงวัยอีกคน นางไม่ได้ใช้กำลังมากนักแต่ทำให้หมัวมัวนางนั้นใจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
เสียงนุ่มนวลของฉีเมี่ยวฟังไม่ออกแม้แต่น้อยว่าโกรธท่าทางกลับดุดันยิ่งนัก “พวกเ้าล้วนเป็คนดี แต่วัดนี้ของข้าเล็กเกินไป ไม่พอให้พระใหญ่เช่นพวกเ้าอยู่ด้วยข้าเป็สะใภ้ใหม่หน้าบาง ก็ไม่กล้าจัดการลงโทษพวกเ้าในเมื่อพวกเ้าคิดว่ารับใช้ซื่อจื่อกับข้าลำบากนักในจวนนี้ย่อมมีคนที่พวกเ้าชอบรับใช้”
“ปิงเหลียน เดี๋ยวส่งพวกเขาไปเรือนจิ่นซิ่ว ให้เหล่าไท่จวินลงโทษเถอะเหล่าไท่จวินรักสงสารหลานชาย เดือดเนื้อร้อนใจเพราะซื่อจื่อสุขภาพไม่ดีพวกเ้ากลับเอาแต่เกียจคร้านละเลยซื่อจื่อ ข้าจะดูสิว่าเหล่าไท่จวินจะจัดการลงโทษพวกเ้าอย่างไร”
ฉีเมี่ยวพูดจบก็หันหลังเดินขึ้นบันได
ในที่สุดคนรับใช้พวกนั้นก็ได้สติฮูหยินใหม่ท่านนี้ไม่ใช่อ่อนแอน่ารังแกเช่นนั้นอย่างที่คิดไว้ด้วยซ้ำ!
อยากอยู่ต่อก็ไม่สำเร็จแล้วแต่ทางเหล่าไท่จวินนั้น ไม่รู้จะปกป้องพวกนางหรือไม่
ทุกคนเดินลังเลออกไปตามลำดับ
สุดท้ายกลับมีสาวใช้ใหญ่ที่แต่งตัวภูมิฐานหน่อยสองนางสบตากันแวบหนึ่งหันหลังคุกเข่า
“ซื่อจื่อฮูหยิน บ่าวเป็คนรับใช้ท่านซื่อจื่อ บ่าวไม่อยากไป”
“ที่แท้เป็เหมยหลันกับเหมยซาน”สองท่านนี้เป็สาวใช้ใหญ่ในห้องของซื่อจื่อ มีเกียรติมากกว่าคนพวกนั้นเมื่อคืนนอกห้องหอก็เป็พวกเขาสองคนเฝ้าอยู่
ฉีเมี่ยวยืนอยู่ใกล้พวกเขาพูดว่า “เช้านี้ พวกเ้าอยู่ที่ใด”
“เรียนซื่อจื่อฮูหยินบ่าว...ยามนั้นเหล่าไท่จวินสั่งให้บ่าวไปเรือนบน”
“อย่างนั้นหรือ ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเ้าไปรับใช้ข้างกายเหล่าไท่จวินเถอะ” ฉีเมี่ยวอมยิ้มมองสองคน กำชับอย่างอ่อนโยน “ในเมื่อพวกเ้าสองคนเป็สาวใช้ใหญ่ย่อมแตกต่างจากผู้อื่น เหล่าไท่จวินไว้วางใจพวกเ้าพวกเ้าต้องรับใช้ให้ดีถึงจะถูก ข้าเพิ่งแต่งเข้าสกุลไป๋ทางท่านซื่อจื่อนี้ก็ต้องดูแล เลี่ยงไม่ได้ที่จะสะเพร่าบ้างพวกเ้าสองคนอยู่ข้างกายเหล่าไท่จวินดีร้ายก็รอบคอบแทนข้าให้มาก”
ฉีเมี่ยวใช้สองมือประคองสองคนลุกขึ้น“ไปเถอะ”
เหมยซานกับเหมยหลันแทบจะร้องไห้
พวกเขาเพิ่งได้รับคำสั่งให้จับตาดูซื่อจื่อฮูหยินไม่ทันได้ทำธุระก็ถูกส่งกลับไป เหล่าไท่จวินรู้เื่ยังไม่แน่ว่าจะโกรธถึงเพียงใดผู้ใดบอกว่าซื่อจื่อฮูหยินอ่อนแอรังแกได้ง่าย ข่าวนี้เหลวไหลทั้งเพ!
สองสาวใช้ยังคิดจะขอความเมตตาแต่ฉีเมี่ยวขึ้นบันไดกลับทางเดินแล้ว เรียกปิงเหลียน อวี้เหลียนและคนอื่นๆเข้าห้องไป ปล่อยลานบ้านให้พวกสาวใช้และหญิงรับใช้ที่มาใหม่เฝ้าดู
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าเหมยหลันกับเหมยซานก็ดูเหมือนเป็ส่วนเกินได้แต่แอบย่องถอยไปเรือนจิ่นซิ่วของเหล่าไท่จวิน
ในห้องนอนบทสนทนาของไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งจบลงแล้ว ยามฉีเมี่ยวเข้าประตูมาในห้องคล้ายเจือด้วยกลิ่นดอกไม้อ่อนๆเมื่อมองเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นกับใบหน้างดงามบอบบางของนาง ไป๋ซีอวิ๋นแววตาลึกซึ้งแทบจะมองอย่างหลงใหล
ฉีเมี่ยวก็ถูกสายตา‘อึมครึม’ นั้นมองจนทำอะไรไม่ถูก นิ่งเงียบชั่วขณะเห็นใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้ามากยิ่งขึ้น จึงพูดโน้มน้าวว่า “ซื่อจื่อ ท่านจะพักผ่อนชั่วครู่หรือไม่”
คนป่วยเรื้อรังพูดเยอะถึงเพียงนี้อย่างหาได้ยากไป๋ซีอวิ๋นเหนื่อยมากจริงๆ
เพียงแต่เขาจะปล่อยให้นางไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นตามลำพังได้อย่างไรยิ่งกว่านั้นเมื่อครู่พวกเขายังกวาดล้างคนในลานบ้านจนหมดสิ้น
“ข้าไม่เหนื่อย เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าก่อนเถอะ ข้าไปโถงหน้ายกน้ำชากับเ้า”