ไป่จวินหารือกับแม่ทัพหนุ่มอยู่เนิ่นนาน ยามนี้เขากำลังวางแผนที่จะลอบสังหารอนุชาอีกครั้ง
“ล่าสัตว์คราวนี้อย่าให้พลาดเด็ดขาด หรานจวิ้นต้องสิ้นชื่อ มิเช่นนั้นข้าคงมิอาจเป็สุขได้”
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมตระเตรียมคนไว้แล้ว ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือจากต่างแดนทั้งนั้น พวกมันยอมตายแม้จะถูกจับได้ คราวนี้อ๋องหรานจวิ้นมิมีทางรอดไปได้เป็แน่”
“อย่างไรเ้าก็อย่าประมาทอนุชาข้าเชียว หรานจวิ้นอาจส่งคนของมันสอดส่องในจวนเ้าก็ได้”
“เื่นั้นกระหม่อมระวังเป็อย่างดีพะย่ะค่ะ” จงซีเอ่ย ก่อนจะยกชาขึ้นดื่ม ยามนี้เขากำลังนึกถึงใบหน้างามของพระชายาซูเยว่ ซึ่งพบเจอกันในตอนที่เดินทางมา อีกฝ่ายเอ่ยทักในขณะเขาอยู่บนหลังม้า
ยิ้มหวานที่นางมักส่งให้ทำเอาใจแกร่งเต้นแรงทุกครา ก่อนนี้ก็นึกเสียใจที่คู่หมั้นอย่างมินจูปันใจไปให้อ๋องหรานจวิ้น อีกทั้งยังแอบลักลอบได้เสียกันมานานแต่มิมีผู้ใดรู้ หากอ๋องไป่จวินมิเอ่ยบอกเขาก็คงโง่ต่อไป
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว มีเื่ใดที่ทำให้เ้าอารมณ์ดีถึงเพียงนี้ ทั้งที่คู่หมั้นพึ่งจะยกเลิกงานแต่งไปมินาน”
“เปล่าพะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่นึกถึงใครบางคนขึ้นมาเท่านั้น นางดูสดใสร่าเริ่งมิมีพิษภัยต่อผู้ใด แต่กลับถูกลอบสังหารอยู่เนืองๆ จนกระหม่อมอดเป็ห่วงมิได้”
“หึ! ใครกันที่ทำให้เ้าเป็เช่นนี้ได้ ความรู้สึกเช่นนี้มีแต่จะทำให้เสียงานใหญ่ หากนางอยู่ฝั่งศัตรู”
ไป่จวินเอ่ยก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม ต่างจากแม่ทัพหนุ่มที่เขามิดื่มในเวลากลางวันเช่นนี้ แต่คำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้จงซีถึงกับนิ่งไป เพราะคนที่เขาคิดถึงอยู่คือพระชายาของอ๋องหรานจวิ้น
แหละนี่คือศัตรูสำคัญที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง จึงเป็สาเหตุให้แม่ทัพหนุ่มอยากร่วมมือกับไป่จวิน สิ่งที่เขาหวังในวันหน้าอาจจะเป็จริง เพราะซูเยว่เองก็ดูเหมือนจะมีใจ แต่บางครานางก็เหมือนจะถอยหนี อาจเป็เพราะตอนนี้ยังอยู่ในตำแหน่งผู้ที่มีสามีแล้ว แต่อย่างไรล่ะในเมื่อท่านอ๋องเปิดทางให้เขาแล้วก่อนหน้านี้ เขาคงมิมีทางคืนคำแน่
“ว่าอย่างไรแม่ทัพฟานสตรีผู้นั้นเป็ใคร ข้าอาจเป็ผู้ใหญ่ไปสู่ขอให้ท่านก็ได้นะ หากเป็บุตรขุนนางในวัง” ไป่จวินเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มอารมณ์ดี จอกสุราในมือยังคงถูกยกขึ้นดื่มเป็ระยะ เพราะมีคนสนิทคอยเติมให้
“ยามนี้คงมิได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็ยังมิมั่นใจว่านางจะรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ อีกอย่างนางก็อยู่ฝั่งศัตรูเสียด้วย คงต้องรอให้กำจัดสามีนางได้เสียก่อนพะย่ค่ะ”
“อะไรกัน นี่เ้าไปหลงรักภรรยาผู้อื่นหรือ” ไป่จวินเอ่ยถามเสียงดัง เพราะมิคิดว่าคนอย่างแม่ทัพหนุ่มผู้รูปงาม จะไปถูกใจสตรีที่มีเ้าของแล้วได้ มันเป็เื่น่าขันสำหรับเขาเป็อย่างมาก
“พะย่ะค่ะ นางมีสามีแล้ว คงต้องรอให้สังหารสามีนางเสียก่อน จึงจะสามารถนางได้”
คำพูดของแม่ทัพหนุ่มทำเอาไป่จวินอดที่จะฉงนใจมิได้ เพราะยามนี้ศัตรูที่ต้องจัดการ มีเพียงแค่อนุชาตนเท่านั้น
“เอ่ยเช่นนี้เ้าคงมิได้หมายถึงหรานจวิ้น และพระชายาของมันใช่หรือไม่” เสียงเรียบเอ่ยขึ้น พร้อมกับั์ตาแข็งกร้าวปรากฏออกมา
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าคงหลงรักพระชายาซูเยว่เข้าให้แล้ว นางแตกต่างจากสตรีทั่วไป หากพระองค์ได้พบก็คงถูกใจเช่นกระหม่อม นางอยู่ที่นั่นก็คงมิได้มีความสุขนัก เพราะเคยถูกผลักตกน้ำมาแล้ว อ๋องหรานจวิ้นมิได้รักใคร่อย่างที่ผู้อื่นเข้าใจ นางน่าสงสารมากพะย่ะค่ะ”
“เ้าใส่ใจมากจนสืบเื่นางเลยหรือ” เขานั่งมองอีกฝ่ายที่ยังคงพร่ำเพ้อถึงสตรีตัวน้อยซึ่งอยู่ฝ่ายศัตรู จนเกรงว่าจะทำให้แผนการณ์นั้นเสีย
“ก็แค่เื่ทั่วไปพะย่ะค่ะ คนของเรารายงานกระหม่อมก็รับฟังและรู้เพียงเท่านั้น ท่านอ๋องอย่ากังวลว่ามันจะทำให้งานเสียเลย เพราะนางเองก็พยายามออกห่างกระหม่อมเช่นกัน เอาไว้เราจัดการอ๋องหรานจวิ้นได้สำเร็จ ถึงยามนั้นค่อยว่ากันอีกคราก็แล้วกันพะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงถ้อยคำแม่ทัพฟาน คิ้วหนาของไป่จวินก็ขมวดเข้าหากันทันที เพราะสงสัยในประโยคสุดท้าย
“หมายความว่าอย่างไรที่นางพยายามออกห่างเ้า”
“เื่นี้กระหม่อมเดาพะย่ะค่ะ บางทีนางก็ดูดีใจเมื่อเจอกระหม่อม แต่บางครานางก็ดูเฉยชาราวกับมิรู้จัก น่าแปลกใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ นางทำราวกับว่ารู้จักกระหม่อมมานาน แต่บางเวลาก็มิเอ่ยวาจาใดเลยก็มี”
“หึ! มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ นางอาจจะเสียสติก็ได้นะ มิเช่นนั้นอนุชาข้าคงมีใจไปนานแล้ว คงมิเปิดโอกาสให้เ้าเช่นนี้หรอก เอาล่ะเลิกเอ่ยถึงสตรีที่มิได้เกี่ยวข้องเื่นี้เถอะ มาหารือเื่งานโคมไฟนี้ดีกว่า มิแน่เราอาจได้ลงมือก่อนถึงเทศกาลล่าสัตว์ก็เป็ได้”
ไป่จวินเอ่ยบอกอีกฝ่าย ในใจก็นึกขันที่แม่ทัพหนุ่มดันเกิดพอใจสตรีที่มีเ้าของแล้วขึ้นมา เพราะหน้าที่การงานและรูปโฉมบุรุษผู้นี้มิเป็สองรองใคร สำหรับเขาหาได้ใส่ใจเื่เช่นนี้ไม่ มีแต่อำนาจเท่านั้นที่้า
ก่อนนี้ที่แค้นเคืองเมื่อสนมสิ้นใจ ก็เพราะสูญเสียบุตรในครรภ์ไปด้วยเท่านั้น อีกทั้งมันเป็การหยามเกียรติที่ยอมมิได้ด้วย เขามิเคยคิดจะมอบใจให้ผู้ใด มันไร้สาระในความคิดของเขา การหารือดำเนินต่อไปจนบ่ายคล้อย
“เอาล่ะ หากมันออกมาร่วมงานด้วยอย่างที่คิด เ้าจงรีบกำจัดมันเสีย” ไป่จวินเอ่ยบอกก่อนจะยิ้มร้าย
“กระหม่อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะ” ฟานจงซีเอ่ยพร้อมกับคำนับอีกฝ่าย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับจวน ด้านห้องบรรทมของพระชายาซูเยว่ยามนี้ นางกำลังมองหาที่แขวนโคมไฟสวยงามที่พึ่งได้มา
“ตรงนี้ดีหรือไม่หลินหยา” เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองไปรอบห้องซึ่งมุมนี้อยู่ใกล้หน้าต่าง เวลานางนอนก็จะหันไปด้านนี้พอดี หลินหยาพยักหน้าให้ ก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไปแขวนมันตามที่ผู้เป็นาย้า
“คืนนี้เ้าอย่าลืมจุดไฟนะ คงสวยมากเป็แน่”
“แต่นี่เป็ของบุรุษอื่นนะเพคะ หากท่านอ๋องรู้คง”
“บุรุษอื่นแล้วอย่างไรล่ะหลินหยา เขาเองก็อยากให้ข้าออกไปจากจวนอยู่แล้ว คงดีใจสิมิว่าที่มีบุรุษอื่นสนใจข้า แต่โคมไฟอันนี้มิเกี่ยวกับเื่นั้น ข้าชอบมันั้แ่แรกแล้ว ส่วนผู้ใดจะจ่ายเงินก็มิทำให้ข้าเลิกชอบหรอก” ซูเยว่เอ่ยยาวเพื่ออธิบายให้คนของตนเข้าใจ
“แค่รับโคมมาก็ใช่ว่าจะถูกใจคนเสียหน่อย ถึงเขาจะหล่อหุ่นดีก็เถอะ แต่ดูเป็ผู้ใหญ่ขนาดนี้คงมีเมียเป็สิบล่ะมั้ง ยังไงฉันก็ไม่มีทางเป็หนึ่งในนั้นแน่ ไอ้เรามันก็คนยุคสองพัน ต้องเมียเดียวสิถึงจะถูก” ซีซีคิดในใจพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ซึ่งคนสนิททั้งสองก็ดูเหมือนจะเริ่มชินกับอาการเช่นนี้ของผู้เป็นายแล้ว
“ยิ้มอีกแล้วนะเพคะ คิดสิ่งใดกันถึงได้อารมณ์ดีเพียงนี้”
“ข้าก็คิดไปเรื่อยนั่นแหละเสี่ยวชิง ว่าแต่เราทำโคมไฟไว้ไปร่วมงานเทศกาลดีหรือไม่”
“ทำเป็หรือเพคะ อีกอย่างมิรู้ว่าท่านอ๋องจะอนุญาตหรือไม่ เพราะออกไปยามค่ำคืนพระองค์อาจมิถูกใจนัก”
“ข้าอนุญาตตัวเองแล้ว ไยต้องขอท่านอ๋องอีก” ซูเยว่เอ่ยตอบคนสนิทหน้าตาย ทำเอาเสี่ยวชิงถึงกับหัวเราะร่วนออกมา ต่างจากหลินหยาที่ดูจะยังคงกังวลอยู่ เพราะนางขี้กลัวและไม่ค่อยทันคนเื่นี้ทุกคนรู้ดี
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เราคงต้องออกไปตลาดอีกนะเพคะ จะได้ซื้อข้าวของเพื่อทำโคมไฟ” เสี่ยวชิงเอ่ยแนะ
“อืม เ้าบอกจินหยางด้วยนะ” ซูเยว่เอ่ยบอก ก่อนจะเอ่ยหน้าขึ้นมองโคมไฟที่ห้อยอยู่ พลันใบหน้าของเขาผู้นั้นก็ปรากฏขึ้นมาจนนางเองต้องรีบส่ายหัว
“อะไรกันทำไมเราไปนึกถึงอีตานั่นได้ แค่เห็นเขาหล่อและหน้าเหมือนใครบางคน ก็เก็บมาคิดถึงเหรอเนี่ยะยัยซีซี พอๆ” นางบอกกับตนเองในใจ ก่อนจะใช้มือขาวตีแก้มตนเองทั้งสองข้าง
“มีอะไรหรือเพคะไยถึงตีตนเองเช่นนี้” หลินหยาเอ่ยถามทันทีด้วยความเป็ห่วง ใบหน้าหวานหันกลับมายิ้มแห้งใส่คนสนิท ก่อนจะส่ายหัวแล้วเดินไปนั่งที่เตียง
“พระชายาเป็อันใดไป” หลินหยาเอ่ยเสียงเป็กังวล
“นั่นสิ พักนี้ดูเหม่อลอยบ่อยๆ ชอบคิดแล้วก็ยิ้มออกมา ั้แ่ถูกลอบสังหารคราวนั่น มิใช่เป็เพราะพิษนะ!”
เสี่ยวชิงเอ่ยออกมาเสียงดังใน่ท้าย ทำเอาทั้งสองต้องรีบตรงเข้ามาเพื่อสำรวจผู้เป็นายให้ดีขึ้น เพราะเกรงว่าจะเป็เช่นที่คิดเอาไว้จริงๆ ซูเยว่จึงถูกซักไซ้อยู่นานกว่าทั้งคู่จะหยุด เมื่อเห็นว่านางมิได้เป็อันใด ค่ำคืนนี้ซูเยว่จึงหลับไปพร้อมกับความสุขที่เกิดขึ้นในใจ ยามที่มองโคมไฟสวยงามริหน้าต่าง จนกระทั่งผ่านไปสองวันแล้วที่หรานจวิ้นมิได้อยู่ที่จวน พอกลับมาก็เรียกหาชายาทันที
“พระชายาท่านอ๋องรอเสวยอยู่พะย่ะค่ะ” ลี่หยางเอ่ยขึ้นที่หน้าประตู ทำเอาสตรีทั้งสามนางต้องขมวดคิ้วพร้อมกัน
“รอข้าหรือ เย็นป่านนี้ไยท่านอ๋องมิเสวยล่ะ”
“ท่านอ๋องพึ่งกลับมาเช่นกันพะย่ะค่ะ”
“อืม” ซูเยว่ตอบเพียงเท่านั้น ก่อนจะลุกไปที่ห้องเสวยซึ่งอยู่ติดกับเรือนหลังใหญ่ของหรานจวิ้นยามนี้เริ่มคุ้นชินกับการทานข้าวพร้อมหน้าเขาแล้ว จึงมิได้แปลกใจเช่นแต่ก่อน เพียงแต่สงสัยเท่านั้นว่าเหตุใดถึงมาทำดีด้วย ร่างเล็กในอาภรณ์สวยสดเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางจ้องมองอีกฝ่ายที่นั่งนิ่งมีสีหน้ามิต่างกัน ในใจก็อดคิดมิได้ว่าไยต้องฝืนทนเช่นนี้
“อะไรของเขา ไม่มีความสุขแล้วจะทำไปทำไม ต่างคนต่างกินไปก็จบ ยังจะให้มานั่งฝืนกินข้าวด้วยกันอีก” เสียงในใจดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินมานั่งลงเช่นทุกวัน ผู้ใดมาเห็นคงคิดว่าทั้งคู่รักใคร่กันดีเป็แน่
“วันนี้เ้าไปเจอใครมางั้นหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่ออีกฝ่ายนั่งลงแล้ว ทำให้คิ้วสวยถึงกับขมวดทันที
“ท่านส่งคนตามข้ามิใช่หรือ แล้วมิมีรายงานหรือไงกัน” เสียงหวานเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ ก่อนจะลงมือทานอาหารตรงหน้า และต้องชะงักเมื่อคนตัวโตเอ่ย
“ห้ามพบคนผู้นั้นอีกเข้าใจหรือไม่ มิเช่นนั้นชีวิตเ้าอาจจะเป็อันตรายได้” หรานจวิ้นเอ่ยพร้อมกับจ้องใบหน้างามซึ่งยามนี้นางหันมาสบตาเช่นกัน
“ชีวิตหม่อมฉันอยู่ที่ใดก็อันตรายทั้งนั้น แม้กระทั่งในจวนนี้ หรือพระองค์จะบอกว่ามิใช่” ตะเกียบในมือถูกวางลงทันที ก่อนที่ร่างเล็กนี้จะลุกขึ้นยืนโดยมิสนว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าเช่นไร นางหันหลังให้เขาและเดินออกมาจากห้องนี้ แต่ยังมิพ้นประตูก็มีเสียงทุ้มตามมาราวกับคำแก้ตัวที่อีกฝ่ายอยากเอ่ย
“แต่ข้ามิเคยสั่งให้ใครทำร้ายเ้า จะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่ตราบใดที่เ้ายังอยู่ในฐานะพระชายาข้า จากนี้จะมิมีผู้ใดทำร้ายเ้าได้อีกข้าให้คำมั่น” หรานจวิ้นเอ่ยเสียงหนักแน่น แต่เขามิรู้เลยว่าคนตัวเล็กมิได้ยินดีที่ได้ยินเช่นนี้เลย
เพราะรู้ว่าเขารักสตรีอีกคนอยู่แล้ว ทำเช่นนี้ก็เพื่อมิให้นางรายงานต่อฮ่องเต้เท่านั้น ยามนี้ราชสำนักระส่ำระส่าย หากทำให้เหล่าขุนนางที่เข้าพวกมิเชื่อถือ คงเป็ปัญหาใหญ่ของอ๋องหรานจวิ้นเป็แน่ นั่นคือสิ่งที่นางคิด
e-book มาแล้วนะคะ