ยามโฉ่ว
หน่วยทหารรักษาพระองค์กองหนึ่งออกตรวจตราเวรยามรอบพระราชวังโดยเฉพาะบริเวณฝั่งทิศตะวันตกใกล้กับกรมพิธีการฝ่ายใน ซึ่งเป็ที่ตั้งของตำหนักบุปผาเมฆาถูกกำชับให้เฝ้าระวังความปลอดภัยเป็พิเศษเพราะเป็เรือนรับรองว่าที่หลานถงทั้งหลายแห่งองค์จักรพรรดินี
บุรุษครึ่งร้อยชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อรอรับการทดสอบคุณสมบัติขั้นต่อไปสำหรับการเป็หลวนถงที่ดีในอนาคต
หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ควบม้าเหยาะย่างฝ่าความมืดสลัวเลียบไปตามกำแพงวังหลวงเมื่อผ่านเขตของตำหนักบุปผาเมฆาไปแล้วจะเป็แยกวกกลับไปยังทิศใต้ของพระราชวังซึ่งเป็เขตของวังหลัง
แสงของดวงจันทร์ทอกระทบบางสิ่งที่อยู่อีกด้านของกำแพงทำให้เกิดเงาร่างคล้ายมนุษย์ทาบลงบนพื้น หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์จึงยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้บริวารเื้ัหยุดขบวนจากนั้นจึงตวาดไปยังมุมกำแพงอีกฝั่ง
“ผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้นในยามวิกาลเช่นนี้ โปรดแสดงตัวออกมา ก่อนที่เ้าจะไม่มีลมหายใจ”
จากนั้นเขาก็กลั้นหายใจรอฟังคำตอบพลางขยับมือกำรอบดาบเตรียมจู่โจมทันทีหากว่าเงาร่างนั้นเป็โจร
ผ่านไปชั่วอึดใจเงาตรงมุมกำแพงมิได้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ และไม่มีเสียงตอบกลับมาเขาจึงส่งสัญญาณให้ทหารบริวารผู้หนึ่งกระโจนออกไปดูว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่มุมกำแพงอีกด้านเป็คนหรือปีศาจกันแน่
ทหารผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคอแล้วกลั้นใจกระโจนออกไปอย่างว่องไว เมื่อพลิกตัวกลับก็เห็นสิ่งที่อยู่กำแพงอีกฝั่งชัดเต็มสองตา
“อ๊าก”
ทหารผู้นั้นเบิกตากว้างอ้าปากร้องลั่นพลางถอยหลังกรูติดกำแพงอีกฝั่ง
หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์รีบชักดาบกระตุกม้าออกไปดูทันทีตามสัญชาตญาณ สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ บุรุษไร้หัว ยืนพิงกำแพงร่างกายนั้นเปล่าเปลือย ทำให้เห็นเืสีแดงไหลอาบไปตามผิวสีขาวซีดอย่างน่ากลัว
.......................................................