หงุดหงิด อยากตบเกรียน แต่ดันลื่นล้มทะลุมิติมาก่อนซะได้!!!

    ตอนที่ 3 ฉันนี่มันยอดสายลับอัจฉริยะจริงๆ!!!(?)

    เป็นเวลากว่าหลายชั่วโมงที่ฉันต้องเฝ้ารอให้รถม้าหยุดลง ซึ่งในตอนนี้รถม้าก็กำลังแล่นอยู่แบบนอนสต็อปเลยล่ะค่ะ บอกตามตรงนะว่าเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวสุดๆ อะไรกัน นี่พวกแกจะพาไปไหนกันน่ะ!? มันไกลโพ้นข้ามทวีปกันเลยรึไงกันฮ๊ะ!?โธ่เอ้ย ทั้งๆที่ตื่นอยู่แท้ แต่กลับต้องนิ่งเป็นรูปปั้นปฏิมากรรมแบบนี้เนี่ยนะ! หงุดหงิดจริงๆเลย!!! เมื่อไรจะหยุด หรือถึงจุดหมายสักที ขอร้องเหอะ! รีบไปให้ถึงเร็วเข้า!!! ฉันจะได้ไม่สติแตกไปมากกว่านี้ แถมโดนปิดตา มัดมือ มัดเท้าแบบนี้ ก็ใช้รูทีนไม่ได้กันน่ะสิ!!! หัวจะระเบิดอยู่แล้ว!!! ไม่ไหวแล้ว อยากหาของหวานเย็นๆมาเข้าปากจัง ถึงจะเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์อย่างนี้ก็เถอะ! ยังดีที่ระหว่างนี้ไม่ปรากฏอาการอยากขับของเสียออกจากร่าง ไม่งั้นคงนรกแตกแน่เลยตัวฉัน!!!ในขณะที่ฉันมัวแต่พร่ำบ่นเรื่องไร้สาระต่างๆนาๆอยู่ โชคชะตาก็เหมือนจะสงสาร เมตตาเข้าข้างฉันบ้างแล้วรถม้าเริ่มชะลอความเร็วลง...แม้ฉันจะคิดฟุ้งซ่านเพราะขาดน้ำตาล(?) แต่ก็ไม่ได้ประมาทเลินเล่อจนพลาดท่าลื่นเปลือกกล้วยล้มดังเมื่อตอนนั้น ทันทีที่รถม้านั้นเริ่มชะลอตัว และหยุดลง ความคิดฟุ้งซ่านอันไร้สาระเหล่านั้นก็ถูกขจัดปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้นจากหัว กลายเป็นตัวฉันที่สงบเยือกเย็นเช่นที่เคย(?)ได้ยินเสียงผู้ชายหลายคนพูดกัน หากแต่ฉันไม่สามารถเข้าใจในภาษาที่พวกเขาใช้สื่อสาร ฉันที่เป็นอัจฉริยะท่องจำ และชำนาญชาญในภาษากว่า 10 ภาษา ทั่วโลกเนี่ยนะ ไม่เข้าใจ!!? โธ่! หมดกัน เรามันอัจฉริยะเก๋จริงๆแต่ถึงจะฟังภาษาไม่รู้เรื่อง กระนั้นน้ำเสียงนั้นเป็นสิ่งที่ไร้เขตแดนขวางกั้น ถ้าให้เดาพวกมันคงกำลังคุยเรื่องอะไรบางอย่างที่สำคัญ...ในเวลานี้แสงแดดเองก็เริ่มส่องสว่างจ้าขึ้นกว่าตอนที่ฉันตื่นมาหมาดๆมากด้วย ทำให้ฉันพอจะมองทะลุผ้าที่ถูกนำมาปิดตานี่ได้นิดหน่อยเป็นเค้าลาง แต่ถึงกระนั้นฉันนี่ก็ถึงกับผงะกับภาพลางๆที่เห็นนี่เลยล่ะค่ะ! เพราะดูเหมือนทุกสิ่งที่ฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้น จะถูกโชคชะตารังสรรค์มาให้เสียแล้วล่ะค่ะ นะ...! นะ...! นี่มันไม่จริงใช่ไหม...!? สวมผ้าคลุมสีดำทมิฬปกปิดทั่วทั้งร่าง นี่มันพวกคลั่งลัทธิชัดๆ ไม่จริงใช่ไหม!!!? อะไรกันเนี่ย!! นี่มันยุคที่รุ่งเรืองไปด้วยเทคโนโลยีนะ ทศวรรษที่ 22 แล้วเชียวนะ!!! อย่างน้อยๆก็ส่อแววเป็นพวกกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธสิ ถือปืนโชว์สักกระบอก สองกระบอกสิ!!! นี่มันอะไร!? พวกบ้าเหรอ!!? ไม่ใช่แน่ๆ!!! แถมตอนนี้กำลังขำกันอีก!!! เอาจริงๆมันก็แปลกพิศดานตั้งแต่จับมาขังในกรง แล้วบรรทุกมาด้วยรถม้าแล้ว โอ้ย!!! ยิ่งเห็น ยิ่งปวดหัวเวียนมายเฮด! ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าไอ้พวกโจรไม่เต็มเต็งพวกนี้เป็นพวกคลั่งลัทธิอะไรสักอย่างแน่ๆ มันต้องเอาฉัน และพวกเธอเหล่านี้ไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ปีศาจ ซาตาน ไร้สาระอะไรนั่นแน่ๆเลย!!! หืม! ขณะที่ฉันกำลังพร่ำเพ้ออยู่ พวกมันคนหนึ่งก็มายังกรงขังนี่ และเปิดกรง ก่อนจะแก้มัดให้เหล่าหญิงสาวที่ถูกจับมาเพราะอยู่ใกล้กันมากจึงพอมองออกได้ชัดขึ้น และภาพของหญิงสาวนี่ถึงกับทำให้ฉันตกตะลึงเลยล่ะค่ะ! เพราะว่าไอ้ที่ฉันพร่ำเพ้อกับตัวเอง เมื่อตอนก่อนมันดันกลายเป็นความจริงเสียได้ หญิงสาวที่ถูกแก้มัด ปลดพันธนาการออกนั้นนั้นมีดวงตาที่เลื่อนลอย ไร้ความรู้สึก ขยับร่างกายตามที่ไอ้คลั่งลัทธิชั่วตนนี้ชี้นิ้วสั่ง โดยไร้ท่าทีที่ต่อต้าน!ฉันก็ยังไม่อยากยืนยันว่ามันเป็นเรื่องที่จริงนักหรอก จึงตัดสินใจลอบดูเรื่อยๆ และปรากฏว่าหญิงสาวเหล่านี้ทุกคนต่างก็มีอาการเดียวกัน นี่มีแค่ฉันคนเดียวรึนี่ที่มีสติอยู่ ขอโทษนะที่คิดไม่ดีกับพวกเธอ คิดว่าพวกเธอมันเป็นพวกจิตใจอ่อนแอ ฉันผิดเองที่ไม่รู้ความจริง ไม่คิดเลยว่าไอ้พวกคลั่งลัทธิเหล่านี้จะมีสารเสพติด หรือพกวิชาสะกดจิตติดตัวไว้อยู่ด้วย แต่ก็ดีไปอย่าง ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้เพ่งเล็งแบบนี้ ทางเลือกอันน้อยนิดที่ฉันมีอยู่ก็ปรากฏเพิ่มขึ้นมาอีกหลายทางเลือกเลยล่ะค่ะ!รอไปได้สักพักหนึ่งก็ถึงคิวของฉันที่ถูกปลดพันธนาการออกเมื่อผ้าที่ปิดตาอยู่ได้รับการคลายออก ดวงตาอันคมกริบดุจใบมีดของฉันก็มองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว พยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยมิให้เจ้าคลั่งลัทธิตัวนี้จับได้จะฉวยโอกาสนี้ในการจัดการมันก็ดี แต่เห็นนิ่งๆอย่างนี้อย่าคิดว่าฉันกลัวนะคะ แค่ต้องดูให้ชัวร์ก่อนว่าอีกฝ่ายมีกี่คน และพกอะไรบ้างเป็นอาวุธ แม้ฉันจะมั่นใจว่าสามารถรับมือกับมนุษย์ทุกคนได้ แต่หากอีกฝ่ายมีปืน หรืออาวุธมหาประลัย มันก็อีกเรื่องหนึ่งแถมที่นี่ยังอยู่กลางป่าเขาที่ค่อนข้างทึบระดับหนึ่งอีกด้วยฉันแสร้งแสดงเป็นคนที่ถูกสารเสพติด นัยน์ตาเลื่อนลอย ไร้ท่าทีที่ต่อต้าน อ๊ะ!! มันมองมายังฉันด้วยสายตาแทะโลมที่ไร้ความเคารพความเป็นส่วนตัว! อะไรของมันเนี่ย! ทีกับคนอื่นๆทำไมไม่ทำอย่างนี้กัน!? พวกเธอเหล่านั้นเองก็ดูสวยระดับหนึ่งเลยนะ! หืม!? ขณะที่ฉันกำลังบ่นไร้สาระกับตนเองในใจ เจ้าคลั่งลัทธินี่ มันก็พูดพึมพำออกมาอย่างเศร้าๆ เหมือนกับเป็นการตัดเพ้ออะไรสักอย่าง ก่อนที่จะชี้นิ้ว และสั่งด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ ฉันได้แต่เมินเฉยต่อท่าทางเช่นนั้นของมัน และก้าวเดินตามหญิงสาวคนล่าสุดไปในบ้านหลังเก่าๆ ขนาดใหญ่ ในระหว่างที่ใช้ดวงตาจับภาพทุกๆอย่างรอบตัวเท่าที่จะเป็นไปได้...เมื่อเข้าในบ้านแล้ว ก็พบว่าที่ใจกลางของบ้าน อันเป็นโถงนั้น มีสัญลักษณ์ที่คาดว่าน่าจะเป็นตราของลัทธิสลักอยู่ โดยที่หญิงสาวที่ถูกปลดพันธนาการมาก่อนหน้านี้นัั้นได้เข้ามานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ที่สำคัญที่สุดคงมิพ้นว่ามีพวกคลั่งลัทธิจำนวนหนึ่งคอยสังเกตการณ์อยู่ จากภาพที่เห็นมาจนถึงตอนนี้ มีพวกคลั่งลัทธิรวมอยู่ที่นี่ถึงห้าคน รวมกับไอ้คนที่เข้ามาปลดกรงด้วยแล้วก็เป็นหกคน อืม จะหกคน หรือสิบคนก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด แต่ที่ฉันยังคาใจนี่คือทำไมที่นี่ถึงไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้สักตัวเลย อุปกรณ์สื่อสารอะไรก็ไม่พบเลยด้วย หรือพวกมันจะไม่ใช่แค่พวกคลั่งลัทธิธรรมดาๆ แต่เป็นพวกโคตรคลั่งลัทธิ สายโอตาคุสุดโต่ง ที่ปฏิเสธได้แม้กระทั่งเทคโนโลยีกัน!?ฉันตัดสินใจรอดูต่อไปก่อน พลางเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บใจสุดๆ ตรงที่ไม่อาจเข้าใจในภาษาที่เจ้าพวกนี้มันสื่อสารกัน ได้แต่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะค่ะ นี่สินะกำแพงภาษา ฉันตัดสินใจตั้งชื่อให้กับไอ้พวกคลั่งลัทธิเหล่านี้ไว้ระบุเล่นๆให้เข้าใจง่ายๆ เริ่มจาก ไอ้คลั่งลัทธิหมายเลข 1 ไล่ไปจนถึง ไอ้คลั่งลัทธิหมายเลข 6 ตามลำดับการเจอกันอ๊ะ! รอมาได้สักพักหนึ่ง ไอ้คลั่งลัทธิหมายเลข 1 ก็เข้ามาในโถงแห่งนี้ คาดว่ามันคงจะปล่อยให้หญิงสาวเหล่านั้นมาที่นี่จบครบแล้วละะมั้ง ถึงได้เสนอหน้ามาได้จากนั้นการเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มต้นขึ้น พวกมันทั้งหกกู่ร้องขึ้นมา พร้อมกับทำสัญลักษณ์มืออะไรสักอย่าง ในขณะที่หันหน้าไปยังไอ้สัญลักษณ์ที่ฉันเดาว่ามันคงเป็นตราลัทธิ อืมๆ คล้ายๆกับการเข้าแถวเคารพธงชาติ เมื่อหลายสิบปีก่อนอะไรทำนองนั้นสินะ แต่นั่นไม่สำคัญ เมื่อพวกมันทำความเคารพตราลัทธิกันเสร็จแล้ว เจ้าคลั่งลัทธิหมายเลข 5 ก็ได้นำตัวหญิงสาวคนหนึ่งเข้าไปในห้องแห่งหนึ่ง คิดว่าคงจะไม่ได้เอาไปปู้ยี่ปู้ยำหรอกมั้ง เพราะไม่เห็นจะมีท่าทางหื่นกระหายของมันเลยด้วยซ้ำ ผิดกับไอ้คลั่งลัทธิหมายเลข 1 ลิบลับเลย เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงกว่าที่มันจะนำตัวหญิงสาวผู้นั้นกลับเข้ามาในโถงนี้ตามเดิม เพิ่มเติมคือหญิงสาวผู้นั้นถูกจัดเสริมเติมแต่ง ใบหน้าให้สวยสดงดงามอร่ามแท้แลตะลึง สวมชุดราตรีสีแดงอร่ามสีทองที่ส่องประกายระยิบระยับ ถึงจะไม่ได้สวยเท่าฉัน แต่นี่มันชัดเลย!!! นี่มันกะจะจับเราไปแต่งตัว แล้วเอาไปบูชายัญแหงมๆ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ดี ลดความเสี่ยงให้ฉันได้มากโขเลย ฉันตัดสินใจรอคอยให้ได้เข้าไปในห้องนั้น พร้อมกับมัน เพื่อที่จะได้เอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้การแสร้งทำตัวโดนสะกดจิตนี่มัน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เหน็ดเหนื่อยราวกับให้วิ่งตลอดทั้งวันแบบไม่มีพักเลยล่ะค่ะ เป็นเวลานานมากๆกว่าที่จะถึงคิวของฉันที่ต้องเข้าไปแต่งตัว แต่เรื่องที่ไม่คาดฝันก็ได้บังเกิดขึ้น เมื่อในขณะที่เจ้าคลั่งลัทธิหมายเลข 5 กำลังจะพาตัวฉันไปแต่งตัว เจ้าคลั่งลัทธิหมายเลข 1 ที่มองฉันด้วยสายตาแทะโลมอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ก็เข้ามาขวางไว้ ก่อนที่พวกมันจะเริ่มเถียงกัน หืมๆ ขัดแย้งกันเองรึนี่!? ที่เป็นที่มาของคำว่าหญิงงามล่มเมืองคงเป็นฉันสินะ(?) เหอะๆ อะไรก็ช่างเถอะ เมื่อไรพวกแกจะตกลงกันได้เนี่ย จะใครก็ได้ ฉันจัดการแน่ รีบๆหน่อยเซ่!!! ขอร้องล่ะพรีสสส! แต่ดูเหมือนว่าคำขอของฉันจะไม่มีวี่แววว่าจะสำริดผล ไม่อยากให้น้ำลายพวกน่ารังเกียจเหล่านี้กระเด็นมาโดนด้วยสิ ดังนั้นคงต้องใช้ออกด้วยมารยาร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงเสียแล้วสิ ฉันตัดสินใจทิ้งตัวลงไปกับพื้น ก่อให้เกิดเสียงดัง "ปัง!" บอกตรงๆเลยว่าเจ็บไม่น้อยเลยล่ะ แต่ก็ดีที่ดูเหมือนการเจ็บตัวครั้งนี้ของฉันจะทำให้ความหวังเล็กๆสำริดผล ในท้ายที่สุดแล้วฝ่ายที่ชนะก็เป็นของทางเจ้าคลั่งลัทธิหมายเลข 5 มันอุ้มฉันเข้าไปในห้องเพื่อแต่งตัวฉันไม่ประมาท สายตาจับจ้องไปโดยรอบ ในขณะที่ระวังไม่ให้เจ้าคลั่งลัทธิหมายเลข 5 มันรู้สึกตัวไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีสัญญาณเตือนฉุกเฉิน แปลกๆนะ แต่ก็ดีล่ะ ได้เวลาที่รอคอยแล้ว ในทันทีที่มันวางฉันลงที่เตียงเล็กๆเหมือนเตียงผู้ป่วย และหันหลังไป ฉันก็ใช้จังหวะนี้เข้าไปจัดการล็อคคอมันให้ขาดอากาศหายใจ และหมดสติลงไปอย่างฉับไว งานเนียน เงียบกริบ รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แหม่ๆ ฉันนี่มันยอดสายลับอัจฉริยะจริงๆ ลงมือโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าต่อต้านได้เนี่ย แถมอีกฝ่ายที่เหลือยังไม่มีใครรู้สึกตัวถึงความผิดปกตินี่เลย~แต่ทันทีที่ฉันคิดเช่นนั้นเอง เสียงของเจ้าพวกคลั่งลัทธิทั้งหลายก็ดังขึ้น พร้อมๆกับประตูที่ถูกพัง!!!"ปัง!!!"อะไรกัน!? นี่พวกมันเปิดโปรมองทะลุห้องได้รึไงกันคะเนี่ยยยยยยย!!!!
    ตอนหน้าน้อนโดนรุม และถูกจับไปชาบู อวสารเรื่องราว ถถถ+