บทที่3
หลินเยว่หว่านกับองค์รัชทายาท(2)
หลังจากเดินตรงมายังเรือนทิศตะวันตกตามที่ฮูหยินหลินบอกองค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนก็หยุดอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ของจวนพลางพินิจพิเคราะห์ว่าในเรือนทิศตะวันตกประมาณสามถึงสี่เรือนนี้เรือนใดเป็ของคุณหนูสกุลหลิน
ทว่าเขาก็จำต้องขมวดคิ้วมุ่ยเมื่อจู่ๆกลับได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็เสียงเสียดสีกันระหว่างใบไม้และกิ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมองบนต้นไม้ที่ตนยืนอยู่ก็พบกับร่างของดรุณีน้อยนางหนึ่งที่กำลังจะ...ร่วงลงมาใส่เขา
“เหวอ!”
เขาเผลออุทานออกมาด้วยความใทว่ามือทั้งสองข้างนั้นกลับตั้งท่าและรับร่างของนางไว้ในอ้อมอกได้อย่างสวยงามถังจวิ้นเซียนใช้มือข้างหนึ่งปัดเส้นผมที่ปิดบังใบหน้าของนางออกเบาๆก็พบว่าผู้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้นี้น่าจะเป็หลินเยว่หว่านคู่หมั้นคู่หมายตัวน้อยของเขานั่นเอง
หลินเยว่หว่านตอนนี้อาการไม่ค่อยสู้ดีนักลมหายใจของนางหอบถี่แก้มกลมราวกับซาลาเปาสองลูกสีขาวเนียนบัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อพร้อมด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดซึม
อัปลักษณ์สิ้นดี
นั่นคือสิ่งที่ถังจวิ้นเซียนคิดในใจหลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของนาง
“องค์รัชทายาท!”
ถังจวิ้นเซียนมองตามเสียงเรียกนั้นก็พบกับฮูหยินหลินพร้อมด้วยหญิงรับใช้อีกจำนวนหนึ่งที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาและเมื่อหลินจินอิ๋งทอดสายตาเห็นบุตรีของตนอยู่ในอ้อมอกขององค์รัชทายาทก็แทบจะเป็ลมจับ
“เอ่อ...หม่อมฉันจะจัดการนางเองเพคะถ้าเช่นไรองค์รัชทายาทไปรอที่...”
“มิต้อง”เขายกมือขึ้นปรามหญิงรับใช้สองคนที่ตรงมาหมายจะรับ่ต่อเขา “ข้าจะพานางไปเองฮูหยินหลินช่วยนำทางด้วย”
“...”หลินจินอิ๋งยืนมองอย่างชั่งใจครู่หนึ่งจากนั้นจึงตัดสินใจที่จะให้องค์รัชทายาทอุ้มบุตรีของตนไปด้วยตนเองส่วนนางนั้นก็เดินนำเขาไปยังเรือนของบุตรี
ถังจวิ้นเซียนวางร่างของหลินเยว่หว่านลงบนเตียงของนางอย่างเบามือจากนั้นจึงถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวยืนไพล่หลังมองเหล่าหญิงรับใช้ที่กำลังเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับคุณหนูน้อยของตนอย่างไม่วางตา
“เอ่อ...องค์รัชทายาทเพคะเมื่อครู่บุตรีของหม่อมฉัน...”
“นางปีนต้นไม้แล้วตกลงมา”
ถังจวิ้นเซียนเอ่ยสั้นๆตรงๆ อย่างไม่ปิดบังหลินจินอิ๋งที่ได้ยินเช่นนั้นจึงแทบอยากจะวิ่งเอาหัวตนไปโขกสับกับเสาให้ตายบุตรีของนางปีนต้นไม้ซึ่งเป็การกระทำที่ไม่เหมาะกับกุลสตรีว่าหนักแล้ว ยังจะตกลงมา...ซ้ำยังตกใส่องค์รัชทายาทอีก! เช่นนั้นองค์รัชทายาทจะมองบุตรีของนางเป็สตรีเช่นไรเล่า!
“หม่อมฉันจะลงโทษนางเองเพคะขออภัยแทนนางด้วยที่เสียมารยาทกับท่านไป”
“ช่างเถิดมิใช่เื่ใหญ่โตอะไรขนาดนั้น” ถังจวิ้นเซียนเอ่ยทว่าั์ตาทั้งสองยังคงจดจ้องไปยังร่างของหลินเยว่หว่าน... รูปโฉมงดงามเช่นนั้นหรือแก้มกลมราวกับซาลาเปาอวบอ้วนเช่นนี้เรียกว่ารูปโฉมงดงามได้อย่างไรกันจะมีดีก็แต่แค่เนื้อหนังที่จับดูก็รู้ว่ามิใช่ชั้นเนื้อไขมันแต่เป็ร่างกายของผู้ที่มีสุขภาพดีมีดีก็แต่เส้นผมสีดำขลับนุ่มลื่นราวกับเส้นไหม...มีดีก็แต่ริมฝีปากเล็กบางสีหวานราวกับผลอิงเถาเท่านั้น
...แต่ถึงจะมีดีเยอะแล้วอย่างไรในสายตาของเขาอย่างไรเสียนางก็ยังอัปลักษณ์อยู่ดี!
“อื้อ...”
เสียงอื้ออึงในลำคอเบาๆเรียกให้ถังจวิ้นเซียนหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตน หลินเยว่หว่านกะพริบตาถี่ๆจากนั้นจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่ง หญิงรับใช้ที่เห็นว่านางฟื้นแล้วจึงปลีกตัวไปยืนอยู่ไกลๆตอนนี้ที่ยืนอยู่จึงเหลือแค่องค์รัชทายาทกับฮูหยินหลินเท่านั้น
หลินเยว่หว่านยกมือน้อยๆของตนขึ้นมาขยี้ตาเบาๆ จากนั้นจึงเหลือบมองไปยังผู้ที่ยืนอยู่ใกล้เตียงนางแทบจะไม่เชื่อสายตาว่านอกจากมารดาของนางแล้วยังมีเขา...
องค์รัชทายาทยังอยู่ที่นี่!
“อะ...!” หลินเยว่หว่านอุดปากตนไม่ให้เผลอกรี๊ดราวกับเห็นผีออกมาได้ทันสมองของนางกำลังคิดวิเคราะห์ว่าในสถานการณ์ชวนกระอักกระอวนที่มีองค์รัชทายาทจ้องตนอยู่โดยยากที่จะเดาความคิดกับมารดาของนางที่ราวกับพร้อมที่จะฟาดหวายลงก้นตนได้ทุกเมื่อนางจะทำเช่นไรให้หนีรอดไปได้ดี
คิดสิหลินเยว่หว่านคิด!
“?”ถังจวิ้นเซียนขมวดคิ้วราวกับมีคำถามมากมายในหัวเมื่อเห็นเช่นนั้นคำพูดที่บิดาของนางเคยพูดเอาไว้ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวทันท่วงที
‘ราชโองการนี้มิใช่สิ่งที่จะยกเลิกได้โดยง่าย หากมิใช่ราชวงศ์อยากจะยกเลิกมันเอง’
เมื่อเรียกสติของตนกลับมาได้แล้วว่าตอนนี้ตนเป็เพียงแค่เด็กน้อยผู้หนึ่งดังนั้นสิ่งที่เด็กพึงกระทำเมื่ออยู่ในสภาวะใขั้นสุดนั่นก็คือ ...“อะ...แงงงงงง้งงงงง!!!”
หลินเยว่หว่านร้องไห้ออกมาลั่นเรือนแม้กระทั่งบ่าวที่ยืนอยู่ด้านนอกยังได้ยินถังจวิ้นเซียนสะดุ้งเบาๆ เมื่อจู่ๆ นางก็ร้องไห้ออกมาส่วนหลินจินอิ๋งที่เห็นบุตรีของตนเป็เช่นนั้นจึงปรี่เข้าไปเช็ดน้ำตาให้ทันที
“เยว่เอ๋อร์เ้าจะร้องไห้ไปใยกัน” หลินจินอิ๋งกล่าวด้วยน้ำเสียงปนดุเพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าบุตรีของนางจะเสียมารยาทกับองค์รัชทายาทอีกแล้ว
“เยว่เอ๋อร์...ฮึก...เยว่เอ๋อร์กลัวเขา!”นางใช้มือข้างหนึ่งชี้หน้าถังจวิ้นเซียนมืออีกข้างแอบหยิกขาตนเองเพื่อที่จะได้ร้องไห้ได้อย่างสมจริง “พี่ชายคนนั้นน่ากลัว!” จากนั้นนางจึงมุดใบหน้าสู่อ้อมอกของมารดาตน
“เหตุใดเ้าถึงได้กลัวพระองค์กัน”หลินจินอิ๋งหุบนิ้วบุตรีของตนที่ชี้หน้าองค์รัชทายาทลง “พระองค์คือคู่หมั้นของเ้าซ้ำเื่ในวันนี้พระองค์ก็ยังช่วยชีวิตเ้าไว้ หากมิมีพระองค์เ้าจะเป็เช่นไร”
“ตะ...แต่เขาก็ยังน่ากลัวฮึก” หลินเยว่หว่านยังสู้ไม่ถอย “เขามาด้อมๆ มองๆ หาอะไรไม่รู้อยู่ในจวนเขาเป็คนแปลกหน้าสำหรับเยว่เอ๋อร์ ท่านแม่เคยบอกกับเยว่เอ๋อร์เองว่าคนแปลกหน้านั้นน่ากลัว!”
หลินเยว่หว่านพยายามสรรหาข้อแก้ตัวไร้สาระที่เด็กวัยสี่หนาวพอจะพูดได้ออกมาร่ายยาวหลินจินอิ๋งถอนหายใจออกมาเบาๆจากนั้นจึงเหลือบมององค์รัชทายาทที่ยังคงยืนไพล่หลังสงบนิ่ง ไร้ท่าทีสะทกสะท้านแม้ตนจะทำให้คู่หมั้นเสียขวัญไปแล้วก็ตาม
“ฮึก...ฮึก”หลินเยว่หว่านสะอื้นเบาๆแต่ั์ตายังคงเหลือบมองถังจวิ้นเซียนเป็ระยะอย่างไม่วางตาและเมื่อเผลอไปสบตาเข้านางก็จำต้องหลุบตาต่ำตามเดิม
รีบๆบอกว่ารำคาญแล้วไปสักทีสิ!
“ถอยไป”และในที่สุดถังจวิ้นเซียนที่ยืนเงียบมานานก็เอ่ยขึ้นพลางก้าวเท้าตรงมายังนางหลินจินอิ๋นมองหน้าองค์รัชทายาทด้วยความงุนงงเล็กน้อยจากนั้นจึงยอมปล่อยอ้อมกอดบุตรีของตนแล้วลุกไปยืนห่างๆ แต่โดยดี
“ท่านแม่...อย่าทิ้งเยว่เอ๋อร์!” หลินเยว่หว่านอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ แล้วในตอนนี้ เมื่อถังจวิ้นเซียนจ้องมองมานางโดยไม่ละสายตาส่วนมารดาของตนก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น ทิ้งให้นางอยู่กับมัจจุราชโเี้ผู้นี้แต่โดยลำพัง!
“เอ่อ...”หลินเยว่หว่านหน้าซีดขึ้นเป็เท่าตัวเมื่อเผลอไปสบตาเข้ากับแววตาคู่นั้น
...แววตาที่ครั้งหนึ่งเคยมองนางด้วยความเกลียดชัง
...แววตาที่สั่งตัดชีวิตของนางโดยไม่รู้สึกผิดใดๆ
หลินเยว่หว่านรู้สึกวูบวาบในท้องคล้ายกับจะอาเจียนออกมาั์ตาดอกท้อกลมโตเริ่มมีน้ำสีใสคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัวนางอยากจะเบือนหน้าหลบสายตาใจแทบจะขาดแต่ร่างกายของนางกลับไม่เชื่อฟังมันเอาเสียเลย
...น่ากลัวใครก็ได้ช่วยด้วย
“อ้าปาก”
“?”
“ข้าบอกให้อ้าปาก”
หลินเยว่หว่านเหมือนจะได้สติกลับมาส่วนหนึ่งเมื่อได้ยินประโยคคำสั่งนั้นนางอ้าปากออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางหลับตาแน่นปี๋ เขาจะทำอะไรนางน่ะหรือว่าเพราะมิพึงใจที่นางเสียมารยาทใส่ก็เลยจะกรอกยาพิษให้นางอย่างนั้นหรือ!?
ถังจวิ้นเซียนหยิบห่ออะไรบางอย่างออกมาจากในกระเป๋าอกเสื้อของตนเปิดห่อออกและส่งอะไรบางอย่างเข้าไปในปากของดรุณีน้อยตรงหน้า
“อื้อ...”
หลินเยว่หว่านสะดุ้งเบาๆเมื่อรับรู้ถึงรสชาติหวานๆ ตรงปลายลิ้นของตน นางยกมือขึ้นป้องปาก เมื่อรู้แล้วว่าไม่ใช่ยาพิษตามที่นางตีโพยตีพายในใจจึงมองหน้าถังจวิ้นเซียนด้วยความรู้สึกสงสัย“คาเคา?”
“มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าหากอารมณ์ไม่ดีกินคาเคาแล้วจะหาย”
อีกฝ่ายตอบนางด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยจากนั้นจึงพับเก็บห่อคาเคาไว้ในกระเป๋าอกเสื้อตามเดิม
....ไอ้กินคาเคาแล้วจะทำให้อารมณ์ดีน่ะนางก็พอจะเข้าใจ
แต่องค์รัชทายาทที่พกคาเคาติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา...นั่นต่างหากที่นางไม่เข้าใจ!
คาเคา=โกโก้นั่นเองค่ะ บริบทในที่นี้ก็คือช็อคโกแลตนั่นแหละ