มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 หนึ่งในหมื่น

            เมื่อกลับไปในปรโลกเสวียนชิงที่ใช้ถุงกักวิญญาณผนึกวิญญาณตนนั้นแล้วจึงเดินข้างถนนกับเจียงเฉิงเยว่มือเปล่าทั้งสองคนมีบทสนทนาเรื่อยๆ ระหว่างเดิน

            เงียบไปสักพักเสวียนชิงก็นึกอะไรได้ “เด็กคนนั้นอาจเกิดมาพร้อมกับดวงตาแห่งสวรรค์กระมัง?”

            เจียงเฉิงเยว่มองแล้วเม้มปาก“พวกเราโชคดีเช่นนั้นเชียวหรือ? คนที่เกิดมาพร้อมดวงตาแห่งสวรรค์นั้นเป็นหนึ่งในหมื่นเลยนะ”

            เสวียนชิงกล่าว“หากเจ้าเกิดในคืนเดือนดับวันที่มืดมนหรือช่วงเวลาที่มืดครึ้ม...ความเป็นไปได้ที่จะมีชะตาหยินขั้นสูงสุดก็จะสูงขึ้นเล็กน้อย”

           เจียงเฉิงเยว่หัวเราะเยาะ “แต่ก็มีเพียงคำอธิบายนี้ที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือหากเด็กคนนั้นไปฝึกฝนต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เป็นแน่”

           เสวียนชิงกล่าวต่อ “ทายาทสายตรงของจวนโหว[1] ล้ำค่าดุจทองคำสามารถเกิดมามีชีวิตสูงศักดิ์และมั่งคั่ง ใครจะว่างไปรับความทุกข์ยากเช่นนั้นกัน?”

            เจียงเฉิงเยว่ตอบ“ก็ใช่”

           ขณะที่คนทั้งสองเดินและพูดคุยกันกลับเดินผ่านผู้คุมวิญญาณสองสามคนที่มาส่งกลุ่มวิญญาณร้ายโดยนำวิญญาณร้ายกลับมาจากโลกมนุษย์กลุ่มนี้ล้วนเป็นวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้นด้วยการตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมอิงตามเหตุผลแล้วต้องส่งไปพิจารณาคดีในสิบยมราช เป็นท่าทีปกติที่จะร้องไห้ฟูมฟายตะโกนด่าโหวกเหวกตลอดทางทว่าพวกเขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

           ไม่คาดคิดว่าหลังจากกระทบไหล่กันหญิงชราในชุดผ้าใยป่านเรียบง่ายในกลุ่มวิญญาณชั่วร้ายกลับตื่นตระหนกขึ้นมานางพยายามสลัดโซ่ตรวนที่พันธนาการไว้และหนีออกไปผู้คุมวิญญาณที่ตามมาคุมตัวโบกแส้หนามสะบัดไปอย่างไม่เกรงใจจนเกิดเสียง ‘เพียะ’ที่ดังผิดปกติ “ทำตัวดีๆ หน่อย!”

           สตรีผู้นั้นกรีดร้องด้วยความหวาดผวา ยังคงไม่สนใจสิ่งใด ยืนกรานที่จะพุ่งออกมาขณะเดียวกันก็ตะโกนเสียงดัง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!”

           ผู้คุมวิญญาณที่ตามมาโกรธเกรี้ยวจนทนไม่ไหวก่อนก้าวไปข้างหน้าเพื่อปรนนิบัติด้วยแส้หนามตีจนกระทั่งสตรีผู้นั้นกลิ้งเป็นก้อนกลมบนพื้น ร้องโหยหวนและบิดตัวดิ้นรนครู่ต่อมาผู้คุมวิญญาณดึงโซ่กักวิญญาณ บังคับอย่างต้องการจะลากนางไป

            สตรีผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวังตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ นี่ข้าเอง! คือข้าเอง!”

            ในที่สุดการเคลื่อนไหวนี้ดึงดูดความสนใจของเจียงเฉิงเยว่กับเสวียนชิงที่เดินผ่านเจียงเฉิงเยว่หันศีรษะมองแวบหนึ่ง คนทั้งสองมองอย่างไม่แปลกใจนักวิญญาณชั่วร้ายที่เข้ามาในปรโลกแล้วตะโกนบ้าๆ บอๆ ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยพบเจอเสวียนชิงขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ เจียงเฉิงเยว่ตบไหล่เขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม“อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ไปกันเถอะๆ เจ้ารายงานผลแล้ว เราสองคนไปดื่มกันสองแก้ว…”เขายังไม่ทันพูดจบกลับถูกถ้อยคำต่อไปของหญิงชราผู้นั้นทำให้ตกตะลึงจนนิ่งค้างไปทั้งร่าง

            “พี่ใหญ่!ข้าคืออิ๋งเอ๋อร์! ข้าคืออิ๋งเอ๋อร์!”

           ฝ่ามือของเจียงเฉิงเยว่นิ่งค้างอยู่บนไหล่ของเสวียนชิง ดวงตาเบิกกว้างในทันใดเขามองไปยังสตรีที่ผู้คุมวิญญาณหลายคนเฆี่ยนตีอยู่ในระยะไกลอีกครั้งอย่างไม่เชื่อถือ

            อิ๋งเอ๋อร์?!

           หญิงชราผู้นั้นกลิ้งบนพื้น ทว่าไม่ละพยายามม้วนแขนเสื้อของตนเองขึ้นอย่างสิ้นหวังเผยให้เห็นเครื่องหมายสีแดงสดบนแขน ทั้งราวกับนกและสัตว์ร้ายพร้อมตะโกนอย่างคร่ำครวญ “พี่ใหญ่ ท่านยังจำกำไลเงินหยกขาวที่มอบให้ข้าได้หรือไม่?พี่ใหญ่ คือข้าเอง คือข้าเอง! ช่วยข้าด้วย!”ผู้คุมวิญญาณสองคนถูกนางทำให้โกรธจัด พวกเขาสะบัดแส้หนามสุดแรงพุ่งเข้าหาเงาร่างที่ผอมแห้งและโก่งงอของนางอย่างดุเดือดอิ๋งเอ๋อร์ถูกเฆี่ยนตีจนต้องร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่า

            “หยุดมือ!”เจียงเฉิงเยว่วิ่งไปตรงหน้านางเพียงไม่กี่ก้าวพลางคว้าแส้หนามที่สั่นไหวในอากาศราวกับสายฟ้าแลบแล้วดึงมันสุดแรงจนเกือบทำให้ผู้คุมวิญญาณทั้งสองบิน

           ผู้คุมวิญญาณสองคนนั้นเดิมทีกำลังจะระเบิดทว่าหลังจากเห็นคนที่มาอย่างกะทันหันกลับนิ่งค้างหนึ่งในนั้นใช้เวลานานจึงพูดอย่างลังเล “เป็น...เป็นท่านหรือ?!”

           เจียงเฉิงเยว่ไม่มีเวลาไปสนใจพวกเขาเขาประคองหญิงชราที่บาดเจ็บขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวังปัดผมที่แผ่สยายสีเทายุ่งเหยิงข้างหน้าผากของนางต้องการจะแยกแยะใบหน้าในความทรงจำบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนขณะเดียวกันเขาถามอย่างตื่นเต้น “อิ๋ง...อิ๋งเอ๋อร์ เป็นเจ้าจริงหรือ?”

           หญิงชราพยักหน้าทั้งน้ำตา จากนั้นยกข้อมือขึ้นให้เขาดู “พี่ใหญ่ท่านยังจำกำไลเงินหยกขาววงนั้นที่มอบให้ข้าได้ใช่หรือไม่? ข้าขอโทษข้าทำมันหาย...แต่กำไลวงนั้นได้ทิ้งเครื่องหมายนี้ไว้บนมือของข้าในยามนั้นพี่ใหญ่จำมันได้หรือไม่?”

           เจียงเฉิงเยว่ก้มศีรษะมองเครื่องหมายสีแดงสดบนข้อมือผอมหุ้มกระดูกของนางใบหน้ายังงุนงง “เครื่องหมายหรือ? กำไลวงนั้น...ทิ้งมันไว้หรือ?”

           อิ๋งเอ๋อร์พยักหน้า “ดูเหมือนว่ายามนั้นจะถูกไฟเผาเล็กน้อยอีกทั้งข้ายังสวมกำไลวงนั้นไม่ได้ ดังนั้นจึงเก็บมันไว้ข้างกายมาตลอด แต่ว่าต่อมาต่อมา...” หลังพูดถึงตรงนี้ น้ำตาพลันไหลจากดวงตาทั้งสองของนางนางบอกอย่างคร่ำครวญ “พี่ใหญ่ เป็นข้าที่ไร้ประโยชน์ ข้าขอโทษ”

           เจียงเฉิงเยว่ไม่โทษนาง กลับขมวดคิ้วแน่นแล้วพูดด้วยความสงสัย“เจ้าบอกว่า...กำไลวงนั้นจะทิ้งเครื่องหมายไว้บนข้อมือ? เห็นได้ชัดว่าข้าเองก็เคยสวมมันเช่นกัน...”กลับไม่มีผลนี้สำหรับเขา? หรือว่าขอเพียงเป็นบุรุษเท่านั้นหากสวมใส่จึงจะไม่มีผล?

           ยังไม่ทันที่พวกเขาจะมีเวลาระลึกถึงอดีตผู้คุมวิญญาณหนึ่งในนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวกับเจียงเฉิงเยว่ “เอ่อใต้เท้า...วิญญาณชั่วร้ายตนนี้ต้องส่งไปที่วิหารแรก ด้วยกฎของปรโลกการขัดขวางสิ่งที่เป็นที่ยอมรับคือการไม่เคารพตี้จวิน ต่อให้ท่านมีพลังยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ตี้จวินขุ่นเคืองกระมัง?”

           เจียงเฉิงเยว่หันกลับมามองพลางเผยสีหน้าไม่เป็นมิตรเสวียนชิงรู้นิสัยของเขาดีจึงรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อเกลี้ยกล่อม“ที่แห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่สำหรับพูดคุยนัก ให้พวกเขาไปจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนเจ้าวางใจเถิด มีข้าอยู่ด้วย จะไม่ปล่อยให้คนผู้นี้ของเจ้า...” เขามองหญิงชราบนพื้นแวบหนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วคลายอย่างรวดเร็ว จากนั้นพิจารณาการใช้ถ้อยคำ “ปล่อยให้ ‘สหายเก่า’ ของเจ้าผู้นี้ได้รับความลำบากใจ”

           เจียงเฉิงเยว่มองอีกฝ่าย ลอบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเล็กน้อย

            โชคดีที่แม้ว่าอิ๋งเอ๋อร์จะมีสถานะเป็นวิญญาณชั่วร้ายทว่ายามมีชีวิตอยู่ไม่ได้ทำอาชญากรรมร้ายแรง จึงชำระบาปยามมีชีวิตได้อย่างรวดเร็วหลังจากออกมา ตามหลักแล้วนางสามารถกลับชาติมาเกิดอย่างใสสะอาดได้ทว่านางกลับเลือกที่จะอยู่ในปรโลกต่อ อยู่เป็นทาสรับใช้ของเจียงเฉิงเยว่ซึ่งเจียงเฉิงเยว่ขัดนางไม่ได้นางปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณราวกับญาติสนิทจากก้นบึ้งของหัวใจ

            ในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เจียงเฉิงเยว่มีชื่อเสียงขึ้นมาในนามของฉิงชางจวินเขามีชื่อเสียงไปจนถึงสามโลก ช่วงหลายสิบปีนั้นอิ๋งเอ๋อร์ก็อยู่เคียงข้างเขาเฝ้าดูเขาเปลี่ยนจากการเป็นวิญญาณชั่วร้ายไปยังราชาผีต่ำต้อย ก่อนกลายเป็นราชาผีจนถึงขั้นที่เขาเข้าควบคุมเมืองอี้หลีและปกครองแดนเหนือ ชั่วขณะนั้นความนิยมของเขาไม่มีใครเทียบเคียง ทุกคนในปรโลกล้วนรู้จักฉิงชางจวินและทุกคนทราบดีว่าหญิงชราที่ไม่เด่นสะดุดตาผู้นี้ซึ่งอยู่เบื้องหลังของฉิงชางจวินนั้นแม้ว่าจะเป็นทาสรับใช้กลับไม่ควรทำให้นางขุ่นเคือง ทั่วทั้งเมืองอี้หลี แม้แต่ทั่วทั้งแดนเหนือนอกจากเจียงเฉิงเยว่เองแล้ว อิ๋งเอ๋อร์กลายเป็นคนเดียวที่เอ่ยคำไหนต้องคำนั้นเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันทั้งหมดของเจียงเฉิงเยว่ล้วนเป็นนางที่คอยดูแลเช่นกันไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็กล้วนไม่ต้องถึงมือของตน เจียงเฉิงเยว่นับว่านางเป็นน้องสาวแท้ๆของตนเอง ทั้งสองคนค่อนข้างจะพึ่งพากันเพื่อการดำรงชีวิต

           หลายสิบปีนั้นเจียงเฉิงเยว่ใช้ชีวิตอย่าง ‘สมบูรณ์’อาศัยพลังวิญญาณจากการบ่มเพาะของตนเองเมื่อเห็นใครแล้วอารมณ์ไม่ดีก็จัดการมันผู้นั้น ยกเว้นการต่อสู้หากไม่ลงรอยกันจะกลายเป็นการตะลุมบอนของทั้งสองฝ่ายเหล่าราชาผีแห่งปรโลกทั้งหมดทั้งเคารพ เกลียดชัง และเกรงกลัวต่อ ‘ฉิงชางจวิน’ผู้นี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริงนักหากจะบอกว่าทุกวันนี้เป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในชีวิตที่ผ่านมาเกือบสามร้อยปีของฉิงชางจวิน

           หากจะกล่าวถึงสิ่งที่ควรค่าแก่การพูดถึงเพียงอย่างเดียวภายในนั้นคือเขาได้รู้จักหลิวเฟิง เจียงเฉิงเยว่ผ่านการฝึกฝนในขุมนรกแห่งปรโลกซึ่งการบ่มเพาะนั้นเป็นการต่อต้านสวรรค์ชั่วขณะหนึ่งเขาค่อนข้างรู้สึกเดียวดายไร้คนเทียบเคียงในปรโลกเวลานั้นโยวหยวนยังไม่ปรากฏตัว และราชาผีตนอื่นๆ ก็ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงหลิวเฟิงมีชื่อเสียงอยู่ภายนอก เจียงเฉิงเยว่ก็เหมือนกันต่างมีคุณสมบัติด้านการปกครอง อย่างไรก็ตาม หลิวเฟิงนั้นเป็นคนสบายๆไม่มีความสนใจในการต่อสู้เพื่อชิงอำนาจแม้แต่น้อยเห็นได้ชัดว่าแม้ว่าตัวจะอยู่ในปรโลก กลับละทางโลกและทุ่มเทใจเพื่อเต๋ายิ่งกว่านั้นคือเอ่ยถ้อยคำที่โอ่อ่าว่าจะต้องใช้ตัวตนของผู้ฝึกฝนผีเลื่อนขั้นสู่แดนสวรรค์

           เจียงเฉิงเยว่ได้ยินคราแรก ราวกับว่าเขาได้ยินเรื่องตลกที่น่าขบขันที่สุดในโลกนี้เขารู้สึกเหยียดหยาม จึงต้องการต่อสู้กับอีกฝ่ายสองสามกระบวนพลางหาข้ออ้างมากมายเพื่อยั่วยุ อีกฝ่ายล้วนแต่รับปัญหาด้วยวิธีสี่ตำลึงปาดพันชั่ง[2] อย่างสบายๆ ไม่ยอมเผชิญหน้ากับเขาโดยตรงซึ่งทำให้ฉิงชางจวินหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากใกล้ชิดกันเป็นระยะเวลาหนึ่งนิสัยที่ตรงไปตรงมาและสบายๆ ของเจ้าเมืองจู้ยงกลับส่งผลให้ฉิงชางจวินรู้สึกถูกชะตาไปๆ มาๆ คนทั้งสองกลับกลายเป็นสหายอย่างอธิบายได้ยาก

           ยามหลิวเฟิงยังมีชีวิตเขาเป็นผู้ฝึกฝนธรรมดาผู้หนึ่ง ด้วยศาสตร์ทั้งหก[3] ที่ล้ำเลิศ ‘ราชาผี’ ทั้งใหญ่และเล็กเหล่านั้นในปรโลกพวกต่ำต้อยที่มีความปฏิปักษ์ทะยานฟ้าและพวกหลอกลวงที่เผาพิณต้มกระเรียน[4] หลิวเฟิงซึ่งยอมรับว่าตนเองสง่างามย่อมคิดว่ามิอาจจับคู่กับคนเหล่านี้ได้ถึงอย่างนั้น แม้ว่าเจียงเฉิงเยว่จะเคยอยู่ในตลาดระยะหนึ่งเช่นเดียวกันทว่ายามมีชีวิตยังคงได้รับการศึกษาที่ดีศาสตร์ทั้งหกจำพวกนี้เป็นวิชาบังคับอย่างไม่ต้องพูดถึง จึงมีหัวข้อสนทนาร่วมกันกับเขามากทีเดียวทั้งยังมีเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับหมากล้อมเริ่มแสดงฝีมือบนระเบียงชมกวางในเมืองปี่อั้นจนข่าวคราวแพร่กระจายไปทั่วทั้งสามโลก

           หลิวเฟิงมีรูปลักษณ์หล่อเหลา รสนิยมไม่ธรรมดา ลักษณะนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมคนเป็นอิสระ ช่างสอดคล้องกับนามของเขาเสียจริง โดดเด่นและสง่างามเป็นอย่างสูงทั้งยังมีความเป็นเซียน ยามที่เจียงเฉิงเยว่จากไปเขายังคงเด็กใบหน้าไร้เดียงสาราวกับเด็กหนุ่มข้างบ้านอย่างไรอย่างนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับอาบสายลมฤดูใบไม้ผลิ[5]เมื่อทั้งสองคนเล่นหมากล้อมที่ลานชมกวาง หลิวเฟิงคึกคะนองขึ้นมาเพียงชั่วขณะ เขาวาดกระดานหมากรุกขนาดใหญ่ให้ผู้คนบนถนนด้านล่างของระเบียงชมกวางจำลองสถานการณ์บนระเบียงอีกครั้งเพื่อให้เหล่าคนสัญจรหรือผู้ชมในตลาดผีสามารถวิพากษ์วิจารณ์ระดับทักษะหมากรุกของพวกเขาได้ดังนั้น ทุกคนจึงได้มองเห็นราชาผีทั้งสองคนที่แต่งกายเรียบง่าย แขนเสื้อกระพือราวกับเซียนจากระยะไกลซึ่งนั่งตรงข้ามชนมือกันมองบนกระดานหมากรุกในระหว่างตารางนิ้ว การต่อสู้เป็นไปอย่างวุ่นวายและสนุกสนาน

            เวลานี้เองในบรรดาผู้คนที่ได้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของทั้งสองคน มีผู้คนจัดให้ทั้งสองเป็น‘สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งปรโลก’ เวลาต่อมา นามนี้ยิ่งแพร่กระจายไปทั่วสามทั้งสามโลกแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นด้านรูปลักษณ์หรือว่าด้านพลังการบ่มพาะคนทั้งสองล้วนคู่ควรที่จะได้รับ

           ยามนั้นเจียงเฉิงเยว่ยังไม่ได้ใจร้อนทำเรื่องไร้สาระทันทีทันใด‘สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งปรโลก’ ยังคงนับว่ามีชื่อเสียงเลื่องลือ ฉะนั้นเจียงเฉิงเยว่กับหลิวเฟิงจึงมีเหล่าผู้กล่าวขานถึงอยู่เบื้องหลังมีทั้งบุรุษและสตรี เจียงเฉิงเยว่ไม่อาจพูดได้แม้แต่น้อยว่าตนเองไม่เพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ถูกผู้คนสนับสนุนด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังจึงยุ่งยากไม่น้อย ชั่วขณะนั้นความยุ่งยากหนึ่งที่ทำให้เจียงเฉิงเยว่ปวดศีรษะที่สุดมีนามว่าเย่หลาน

           คุณหนูใหญ่ซึ่งถูกเอาใจจนนิสัยเสียผู้นี้ดื้อรั้นและเอาแต่ใจมีภูมิหลังที่สูงส่งในโลกมาร เกิดในโหลวจัวแห่งปรโลก เลี่ยหยางจวินบิดาของนางนั้นว่ากันว่าเป็นลูกหลานของมารสวรรค์บรรพกาลซึ่งมีสายเลือดที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เผ่ามารโหลวจัวคือตระกูลใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆในหมู่มารแห่งปรโลก สรุปได้ว่า ฉิงชางจวินเองก็ไม่สามารถทำให้นางขุ่นเคือง

           แล้วทำไมนางถึงกลายเป็นความยุ่งยากที่ยิ่งใหญ่ของฉิงชางจวินเจียงเฉิงเยว่ยังคงหดหู่เล็กน้อยเมื่อนึกจนถึงทุกวันนี้มีคนสนับสนุนนับเป็นเรื่องดีหากผู้สนับสนุนคุยโวโอ้อวดไปทั่ว...อาจทำให้ผู้คนสับสนแม้ว่าฉิงชางจวินจะไม่ถือสาที่ผู้อื่นยกยอปอปั้นเขามาแต่ไหนแต่ไรแต่การคุยโวอย่างไร้สมองที่ห่างจากความเป็นจริงกลับทำให้เขาที่หน้าหนาเช่นนี้เกิดความละอายและเขินอายอยู่บ้างอย่างไรก็ตาม ฉิงชางจวินชอบใช้ไม้อ่อนไม่ใช้ไม้แข็งแม้ว่าจะทนไม่ไหวกลับอดใจตำหนิและลงโทษไม่ได้ ดังนั้นเหล่า‘ผู้คุยโวเกี่ยวกับฉิงชางจวิน’ จึงนำนามของเขาไปโอ้อวดที่โลกมารด้วยถ้อยคำว่ามีเพียงฉิงชางจวินซึ่งมีความงามเพียบพร้อม พลังวิญญาณไร้ขอบเขตสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่องในสามโลกหกเหล่าช่างบังเอิญที่ทางคุณหนูใหญ่แห่งเผ่ามารลำดับที่สี่ผู้นี้มีพี่ชายสามคนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนุ่มรูปงามในปรโลกด้วย มีคำกล่าวที่ว่า ‘บุปผาแห่งเผ่ามาร’กับ ‘คุณชายสูงศักดิ์อันดับหนึ่งแห่งเผ่ามาร’ เพราะอย่างนั้นคุณหนูใหญ่ที่พบว่าพี่ชายของตนเองถูกข่มจึงไม่ยอมและมาโต้แย้งถึงที่

            หาก‘ความยุ่งยาก’ ของฉิงชางจวินอยู่ในแดนสวรรค์หรือโลกมนุษย์การจะเข้าสู่ปรโลกอาจไม่ง่ายนัก ไม่มีทางมาตอแยเขาได้บ่อยครั้งทว่าเผ่ามารในปรโลกนั้นไม่เหมือนกัน สามารถมาหาเรื่องได้ทุกที่ทุกเวลาหากลงมือกับนางอาจก่อให้เกิดการต่อสู้ของสองเผ่า อีกทั้งหากอีกฝ่ายมาก่อกวนโดยตรงแล้วทนไม่ไหวจะต้องมีเหตุผลเพียงพอทว่า ยามที่อีกฝ่ายกำลังก่อกวนอยู่กลับจับพลัดจับผลูมาตกหลุมรักเขาเรื่องมันจึง...ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

            ดังนั้นเจียงเฉิงเยว่จึงไร้หนทางหนีอย่างสิ้นเชิง ทุกคนในปรโลกน่ะร่วมดูความครึกครื้นหลังอาหารเย็นอย่างเบิกบานใจเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆของฉิงชางจวิน

           เจียงเฉิงเยว่อยากร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา ช่างยุ่งยากเหลือทน

            วันหนึ่งฉิงชางจวินยังคงอยู่ในห้วงความฝันอิ๋งเอ๋อร์เข้ามายื่นมือจนสุดเพื่อเปิดม่านทั้งสองข้างเตียงของเขาอย่างเป็นธรรมชาติเจียงเฉิงเยว่ห่อผ้าห่มอย่างแน่นหนาบนเตียงแล้วขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอิ๋งเอ๋อร์ยื่นมือมาผลักเขา เอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้ม “คุณชาย...ได้เวลาตื่นแล้ว”

            เสียงที่ง่วงงุนและแหบแห้งของเจียงเฉิงเยว่ดังแว่วมาจากใต้ผ้าห่มซึ่งมีความออดอ้อนเล็กน้อย “อิ๋งเอ๋อร์คนดี ให้ข้านอนอีกหน่อยเถอะ”

            อิ๋งเอ๋อร์กล่าว“มีแขกมาเยี่ยม”

           เจียงเฉิงเยว่บอกด้วยความโกรธ “ให้เขารอ! แม้ตี้จวินจะมาข้าก็ไม่ลุก”

           อิ๋งเอ๋อร์กล่าวอีกครั้ง “เป็นคุณหนูเย่หลาน...” นางยังไม่ทันกล่าวจบคนบนเตียงก็ลุกขึ้นเหมือนกับแมวที่หางไหม้ในทันทีพลางคว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายทั่วทิศทางอย่างวุ่นวาย ส่งเสียงร้องอย่างหวาดผวา“เสื้อคลุมข้าเล่า เสื้อคลุมข้าเล่า?”

            ------------------------

            [1] จวนโหวหมายถึง บรรดาศักดิ์ที่เป็นรองจากชั้นกง

            [2] สี่ตำลึงปาดพันชั่งเป็นสำนวน หมายถึง ใช้พลังที่เล็กน้อยเพื่อเอาชนะพลังที่มากกว่า

            [3] ศาสตร์ทั้งหกหมายถึง รากฐานวิชาความรู้ในสมัยโบราณ

            [4] เผาพิณต้มกระเรียนเป็นสำนวน หมายถึง ทำให้เสียของ

            [5] อาบสายลมฤดูใบไม้ผลิหมายถึง กระจ่างแจ้ง

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน