ตอนที่ 26
ปราณกระบี่
ลู่หานเดินเข้าใกล้ร่างของศิษย์ขั้นที่หนึ่งอันแสนปากดีผู้นั้นพร้อมกับมือข้างขวาที่ถือปราณกระบี่สีขาวอยู่ในมือ ใบหน้าหล่อเหลาเป็ทุนเดิมมองต่ำลงที่บุรุษที่กำลังโอดคราญกับความเ็ปจากหมัดแรกของลู่หานอยู่ที่พื้น
“ ว่าอย่างไรเ้าปากดี ” ลู่หานพูดออกมาพร้อมกับแสดงรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก
ศิษย์ขั้นที่หนึ่งผู้นั้นเริ่มพาร่างกายของมันลุกขึ้น ความเ็ปที่ได้รับจากหมัดแรกเริ่มจางหาย มือข้างขวาของมันดึงกระบี่ที่อยู่ในมือซ้ายออกมาจากฝัก
เปลวเพลิงแห่งความโกรธลุกท่วมขึ้นภายในจิตใจของมัน ใบหน้าที่แสนเ้าเล่ห์นั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนไม่เหลือโครงหน้าเดิม
มือมันกำกระบี่แน่นก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาลู่หานอย่างรวดเร็ว ระยะทางเพียงแค่ไม่กี่ก้าวด้วยผู้ฝึกยุทธที่มีพลังบ่มเพาะรากฐานอยู่ในระดับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีทองมันสามารถเคลื่อนไหวก็ไปได้รวดเร็วอยู่แล้ว
กระบี่เหล็กในมือของมันแฝงเร้นไปด้วยพลังบ่มเพาะก่อนจะเริ่มตวัดไปมาเข้าหาร่างของลู่หานอย่างรวดเร็ว
การเคลื่อนไหวเชื่องช้าด้วยระดับการมองเห็นที่เพิ่มพูนมาหลังจากการฝึกทักษะการต่อสู้กับท่านมหาปราชญ์ผู้เป็อาจารย์มันทำให้ตัวของลู่หานสามารถมองเห็นวิถีกระบี่ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
สองเท้าก้าวหลบไปอย่างนุ่มนวลกลมกลืนไปกับวิถีกระบี่ของอีกฝ่าย ลู่หานแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยและเ็า แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าผลจากการฝึกหนักมาเป็เดือนมันจะทำให้เขาสามารถก้าวล้ำได้ขนาดนี้
ทั้งการเคลื่อนไหวของเขาทักษะการต่อสู้รวมไปถึงการใช้พลังบ่มเพาะตอนนี้ร่างกายของเขามันถูกขัดเกลาให้สูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ลู่หานเคลื่อนกายหลบอย่างนุ่มนวลและรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวเขาก็ไปอยู่ด้านหลังของศิษย์ขั้นที่หนึ่งผู้นั้นเรียบร้อยแล้ว
ใบหน้าของมันประกอบไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างและปากที่อ้าค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่มันพบเจอกับตนเอง พลังบ่มเพาะรากฐานของมันสูงล้ำกว่าลู่หานเหตุใดกระบี่ของมันถึงไม่สามารถััตัวของมันได้เลยสักนิด
ลู่หานที่เคลื่อนกายไปอยู่ด้านหลังของมันเขาได้ยกเท้าของตัวเองขึ้นมาหนึ่งข้างแล้วถีบส่งเข้าไปที่ก้นของมัน ตึบ!!!
ฟิ้ว!!! ตู้บ!!! ร่างของศิษย์ขั้นที่หนึ่งที่กำลังตระหนกผู้นั้นพุ่งหน้าทิ่มล้มลงไปอยู่กับพื้น
ลู่หานมองท่าทางที่น่าสมเพชของมันอย่างเวทนา ตอนแรกก็คิดว่าเมื่อตนเองนั้นถูกรุมด้วยผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังบ่มเพาะสูงกว่าตนเองถึงสองขั้นสามคนแล้วเขาจะเสียเปรียบเสียอีกแต่ที่ไหนได้พวกมันกลับอ่อนแอจนเขานั้นไม่คาดคิด
แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์พวกนี้ไม่ได้อ่อนแอแต่ว่าตัวของลู่หานนั้นแข็งแกร่งต่างหาก การฝึกฝนในตลอดหนึ่งถึงสองเดือนที่เขานั้นผ่านพ้นมาได้มันขัดเกลาทั้งร่างกายจิตใจและทักษะต่างๆของเขาให้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีทุกอย่างสูงล้ำกว่าผู้อื่น
ทักษะต่อสู้และการเคลื่อนไหวที่ลู่หานคิดเอาไว้ว่าตอนแรกร่ำเรียนแล้วจะไม่ได้อันใดแต่ไปๆมาๆเมื่อได้รับการสั่งสอน ทำให้ร่างกายนั้นขัดเกลาไปเองตามสัญชาตญาณ แม้ลู่หานอาจจะคิดว่าทักษะการต่อสู้ของตนเองนั้นยังเทียบไม่ได้แม้เสี้ยวของผู้เป็อาจารย์แต่นั่นมันก็มากพอแล้วที่จะเป็ยอดฝีมือของเก้าภพ
คนพวกนี้ถูกสั่งสอนมาโดยผู้าุโทั้งสี่ของสำนักอักษร์แน่นอนว่าพวกเขาต้องถูกบททดสอบและบทเรียนที่เข้มงวดมากกว่าสำนักฯ แต่ศิษย์จะเก่งกาจก็ขึ้นอยู่กับผู้เป็อาจารย์ที่ช่วยชี้แนะการต่อสู้ครั้งนี้มันก็ปรากฏให้เห็นอยู่แน่ชัดแล้วว่าผู้ใดเป็อาจารย์ที่ดีกว่ากัน
ศิษย์ขั้นที่หนึ่งผู้นั้นที่หน้าทิ่มล้มไปกับพื้นลุกขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งอับอายทั้งเครียดแค้น เขากำลังโดนผู้ที่ทั้งสำนักกล่าวว่าเป็ขยะเล่นงานจนหมดท่า
มันไม่ลดละความพยายามใช้เปลวเพลิงแห่งความโกรธที่กำลังลุกไหม้อยู่ภายในจิตใจเป็ตัวขับเคลื่อน ร่างกายนั้นพุ่งทะยานเข้าหาลู่หานอีกครั้งเริ่มจะออกแรงเหวี่ยงกระบี่ให้รุนแรงและรวดเร็วกว่าเดิม
ทว่า..บุรุษที่มีหน้าตาหล่อเหลาท่าทางสง่างามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าก็ไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนไปเลยสักนิด เขานั้นยังคงใบหน้าที่เรียบเฉยของตนเองเอาไว้และยกปราณกระบี่ที่อยู่ภายในมือขวาขึ้นมาตวัดโต้กลับไป
กระบี่เหล็กของศิษย์ผู้นั้นได้ปะทะเข้ากับปราณกระบี่ที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ในมือของลู่หาน
ตึง!!! มันคือการปะทะกันของพลังบ่มเพาะ บ่มเพาะแผ่ซ่านออกมาถ้ามองในมุมของผู้ฝึกหยุดทั่วไปแล้วการปะทะครั้งนี้อย่างไรเสียลู่หานก็จะเป็ฝ่ายที่พ่ายแพ้
ด้วยระดับของผู้ฝึกยุทธเท่านี้จะคำนึงความแข็งแกร่งอยู่เพียงแค่ระดับทักษะบ่มเพาะรากฐาน และลู่หานก็มีทักษะบ่มเพาะรากฐานน้อยกว่า 2 ขั้นแน่นอนว่าเขาต้องพ่ายแพ้กับการปะทะครั้งนี้
แต่นั่นมันในมุมมองของผู้ฝึกยุทธทั่วไปเท่านั้น ลู่หานที่เป็เ้าของปราณกระบี่เขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองจะพ่ายแพ้เลยสักนิด
ลู่หานเพ่งสมาธิไปที่ปราณกระบี่ก่อนจะเริ่มออกแรงโต้กลับไป
เพล้ง!!!! เสียงบางอย่างดังสนั่นขึ้นท่ามกลางผืนป่าที่เงียบงัน มันคือเสียงของกระบี่เหล็กในมือของศิษย์ขั้นที่ 1 ผู้นั้นที่บัดนี้ได้หักกลายเป็ 2 ท่อน
ดวงตาของมันเบิกกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่มันเห็น กระบี่ของมันที่ถูกแฝงเอาไว้ด้วยพลังบ่มเพาะระดับที่สูงกว่าลู่หานถึงสองขั้นกลับถูกปราณกระบี่ปริศนานั้นฟาดหักในการปะทะกัน
มันได้แต่ใช้ดวงตาทั้งสองที่เต็มไปด้วยความสับสนมันมองกระบี่ในมือที่เหลือเพียงครึ่งเดียวด้วยความตระหนก
“ ลู่หานเ้า!!!! เ้าบัดซบเ้าคนขี้โกง!!! ” ศิษย์ขั้นที่หนึ่งตรงหน้าเริ่มกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำที่สกปรกหลังจากมันพ่ายแพ้ให้กับลู่หานอย่างหมดท่า พลังิญญาที่มันมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะลู่หานได้ก็ไร้ประโยชน์กระบี่ที่เป็อาวุธเพียงหนึ่งเดียวก็เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
นิสัยของคนพาลมันคิดเป็อื่นไม่ได้นอกจากตัวของลู่หานที่เป็เพียงเศษขยะจะใช้กลโกงอันใดใส่มัน เมื่อเห็นปราณกระบี่ที่อยู่ภายในมือของเ้าเศษขยะตรงหน้าของมัน ศิษย์ขั้นที่หนึ่งผู้นั้นก็หาเื่หยิบยกขึ้นมาได้ทันที
“ นี่ไงปราณกระบี่นั่น!!! คนระดับเ้าจะมีปราณกระบี่ที่เป็ทักษะชั้นยอดได้เช่นไร เ้าโกงข้า!!! ” น้ำเสียงสกปรกเอ่ยด้วยถ้อยคำสกปรกเมื่อมันล่องลอยเข้ามาภายในหูของลู่หานจนเขานั้นรู้แสบแก้วหู
ดวงตาอันแสนเรียบเฉยที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันสุขุมเริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็ความเ็า วิสัยคนพาลเช่นนี้เขาชิงชังยิ่งนัก อ่อนแอก็ควรจะยอมรับว่าตนเองนั้นอ่อนแอไม่ใช่กล่าวโทษคนอื่นเช่นนี้
มันจริงอยู่ที่ว่าการที่เขานั้นชนะมันได้ก็เพราะว่าปราณกระบี่ที่มีคุณสมบัติพิเศษมากกว่ากระบี่ทั่วไป เพราะว่าปราณกระบี่ถูกถักทอขึ้นมาจากพลังบ่มเพาะอย่างละเอียดลออและหนาแน่นมันทำให้ประสิทธิภาพของมันเหนือกว่ากระบี่ที่ถูกแฝงไปด้วยพลังิญญาระดับสูงกว่า 2 ขั้นได้
แต่ว่าปราณกระบี่นี้มันก็เกิดขึ้นมาเพราะความพยายามอย่างหนักของเขาไม่ใช่เพราะกลโกงอันใด
ปราณกระบี่สีขาวภายในมือของลู่หานตวัดเข้าใส่ร่างของศิษย์ขั้นที่หนึ่งที่ยังคงเปิดปากกล่าวคำสกปรกออกมาอย่างไม่หยุด
ฉึบ!!! ปราณกระบี่ของลู่หานฟาดฟันเข้ากลางร่างของมันอย่างไม่มีความลังเลเลยแม้เพียงนิด
“ โอ๊ย!!! ” มันส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป ความเ็ปที่เกิดขึ้นจากปราณกระบี่ของลู่หานแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายของมันแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก เืสีแดงสดกระจายออกมาพลันกับร่างของมันที่ทรุดลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น
“ เจ็บ!!! เจ็บ!!! เจ็บ!!! ” มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่อายปาก มันคงลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เจตนาของมันคือการที่ตั้งใจจะมาสังหารผู้อื่น
ลู่หานมองต่ำลงที่ร่างของมันอย่างเวทนา บุรุษผู้นี้คงจะเป็บุรุษผู้หนึ่งที่มีใบหน้าที่ด้านที่สุดภายในแผ่นดิน
ปราณกระบี่ในมือของเขาถูกยกขึ้นอีกครั้งก่อนจะตวัดลงมาเพื่อหวังจะปิดชีพศิษย์ระดับที่หนึ่งที่มุ่งร้ายต่อเขา
ขวับ!!! ปราณกระบี่ของลู่หานฟันโดนเพียงแต่ลมเท่านั้น ร่างของศิษย์ขั้นที่ 1 ทั้งสามที่โดนเขาเล่นงานาเ็สาหัสบัดนี้ได้หายไปจากบริเวณนี้อย่างไร้ร่องรอยด้วยระยะเวลาเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้นมุมปากของลู่หานก็ยกยิ้มขึ้น เขานั่นรู้อยู่แล้วว่าผู้ใดที่เป็คนที่กำลังทำเื่นี้
ด้านนอกของดินแดนมายาบัดนี้ท้องฟ้ามืดสนิทโลกหมุนเวียนเปลี่ยนเข้าสู่ยามราตรี ร่างของศิษย์ขั้นที่หนึ่งทั้งสามคนาเ็สาหัสจากฝีมือของลู่หานถูกเคลื่อนย้ายออกมาโดยผู้าุโสามที่เฝ้ามองการต่อสู้อยู่ตลอด
ศิษย์ผู้ช่วยรีบเข้าไปดูอาการของศิษย์น้องสามคนนั้นอย่างร้อนรน เขาเองก็เป็หนึ่งในผู้ชมการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน จะไม่ให้ตื่นตระหนกได้เช่นไรอยู่ๆลู่หานก็ใช้ปราณกระบี่ที่เป็ทักษะบ่มเพาะที่ผู้ฝึกตนระดับลู่หานไม่น่าจะใช้ได้ออกมา
“ เฮ้อ!!! ” ศิษย์ผู้นั้นเมื่อตรวจเช็คอาการเสร็จก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ โชคยังดีที่ศิษย์พวกนี้ดูเหมือนอาการจะไม่ได้ย่ำแย่ขนาดถึงตาย
“ โชคดีนะขอรับที่ท่านผู้าุโเคลื่อนย้ายพวกเขาออกมาก่อนไม่เช่นนั้นได้ตายเพราะฝีมือของลู่หานอย่างแน่นอน ” เขาได้หันไปกล่าวกับผู้าุโสามอย่างเบาใจ
“ ไม่ใช่... ”
เสียงอันเคร่งขรึมที่ตอบกลับมาทำให้ใบหน้าที่พึ่งโล่งใจนั้นตื่นตระหนก
“ ไม่ใช่อันใดหรือขอรับท่านผู้าุโ ”
“ ลู่หานรู้อยู่แล้วว่าพวกเรากำลังมองอยู่ แล้วก็รู้อยู่แล้วด้วยว่าค่าสามารถเคลื่อนย้ายเหล่าศิษย์พวกนี้ออกมาได้ ” ผู้าุโสามกล่าวด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่เคร่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“ รู้อยู่แล้วงั้นหรือขอรับจะเป็ไปได้เช่นไร ค่ายกลของท่านไม่น่าจะมีศิษย์ผู้ใดในสำนักที่สามารถล่วงรู้ได้นี่ขอรับ ” มันถามกลับไปด้วยความตระหนกที่ยังคงอยู่และดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
“ ข้าไม่รู้ แต่ว่าลู่หานเปลี่ยนไปแล้ว ”
จบตอน