อาศัยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ว่างเว้นจากการไปตลาดนัด หลินชุ่ยอิงจึงพาซูเจียหนิงมาเยี่ยมบ้านที่หมู่บ้านต้าเหอ
ไม่ได้เจออารองกับลูกพี่ลูกน้องมาพักหนึ่งแล้ว ทิงเสวี่ยจึงดีใจมากที่เห็นพวกเขามา
ตอนที่แม่ลูกมาถึง หลินกั๋วผิงลงไปทำงานในไร่แล้ว ทิงเสวี่ยกำลังซักผ้าอยู่ หลินชุ่ยอิงจึงให้ซูเจียหนิงเล่นกับทิงเสวี่ยอยู่ที่บ้าน ส่วนเธอก็เดินไปหาหลินกั๋วผิงที่ไร่
หลินกั๋วผิงกำลังก้มหน้าก้มตาดายหญ้าในไร่ถั่วลิสงท่ามกลางแดดจ้า ในยุคสมัยนั้นยังไม่มียาฆ่าหญ้าสำหรับกำจัดวัชพืช เกษตรกรจึงต้องอาศัยแรงงานคนในการดายหญ้าให้พืชผล ความเหนื่อยยากลำบากนั้นสุดจะพรรณนา
“พี่รองมายังไงครับเนี่ย?” หลินกั๋วผิงเงยหน้าขึ้นมองหลินชุ่ยอิงที่เดินมาหยุดตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
หลินชุ่ยอิงยื่นกระติกน้ำให้หลินกั๋วผิง รอจนเขาดื่มน้ำแล้วจึงเอ่ยปาก “ฉันไม่ได้กลับมาหลายวันแล้ว อาศัยช่วงที่เจียหนิงไม่ต้องไปโรงเรียน ฉันก็ไม่ต้องไปตลาดนัด เลยแวะมาดูหน่อย ฉันว่าจะไปคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่ดีๆ ให้เขาแนะนำหลี่กุ้ยจือคนนั้นให้เจ้าสามของเรา แกไม่อยากแต่งงานใหม่ แต่แกก็ยังมีเสียวเสวี่ยอยู่ข้างๆ ในอนาคตเสียวเสวี่ยแต่งงานออกไปก็คงจะไม่ทิ้งแก ตอนแกแก่แล้วก็ไม่ต้องให้พวกเราเป็นห่วง แต่เจ้าสามล่ะ? เจ้าสามไม่มีลูก ตอนแก่แล้วจะทำยังไง?”
หลินกั๋วผิงดื่มน้ำเข้าไปหลายอึกจนชื่นใจแล้วจึงมีแรงพูด “พี่รองพูดถูก ผมก็คิดอยู่ว่าถ้ามีคนที่เหมาะสมก็จะหาให้เจ้าสามสักคน ถึงแม้ว่าฝ่ายหญิงจะเรียกสินสอดเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร”
หลินชุ่ยอิงพยักหน้า “เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่ดีๆ”
หลังจากพูดคุยกันในไร่สักพัก สองพี่น้องก็เดินกลับบ้านด้วยกัน
หลินกั๋วผิงกลับไปเตรียมทำอาหารกลางวัน ทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงเล่นกันอยู่ที่นอกลานบ้าน ส่วนหลินชุ่ยอิงก็เดินไปที่บ้านของหลินกั๋วเซิ่ง
ช่างบังเอิญที่วันนี้จางเสี่ยวเสียไม่ได้ลงไปทำงานในไร่
หลังจากสองพี่สะใภ้ใหญ่ทักทายกันพอเป็นพิธี หลินชุ่ยอิงก็เริ่มเข้าเรื่องสำคัญ “พี่สะใภ้คะ เรื่องนั้นฉันเกลี้ยกล่อมเจ้ารองแล้ว แต่เจ้ารองไม่ยอม ฉันก็จนปัญญา นิสัยเจ้ารองพี่ก็รู้ ดื้อจนวัวสามตัวก็ลากกลับมาไม่ได้ ฉันกับเจ้ารองเลยอยากจะรบกวนพี่สะใภ้ช่วยพูดถึงน้องกุ้ยจือคนนั้นให้เจ้าสามของเราหน่อย ฉันรู้ว่าพี่สะใภ้ดูถูกเจ้าสาม แต่เจ้าสามนอกจากจะมีตำหนิที่ปากแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ได้ต่างจากพวกเราเลยนะคะ เจ้าสามขยันขันแข็ง เป็นคนจริงใจ หลี่กุ้ยจือเป็นแม่ม่ายมีลูกติด เธอควรจะหาคนที่ขยันขันแข็ง นิสัยดี ดีกับเธอและดีกับลูกชายของเธอ พี่สะใภ้ใหญ่ว่าไหมคะ?”
“แต่หลี่กุ้ยจือน่ะชอบเจ้ารองนะ เธอพอใจในตัวเจ้ารองมาก ชุ่ยอิง ฉันว่าเธอลองเกลี้ยกล่อมเจ้ารองอีกทีเถอะ” จางเสี่ยวเสียแย้ง ในใจคิดว่าหลี่กุ้ยจือแต่งงานกับหลินกั๋วอันถือว่าเสียเปรียบ ต้องแต่งกับหลินกั๋วผิงสิถึงจะเหมาะสม ที่สำคัญหลี่กุ้ยจือเป็นหลานสาวแท้ๆ ของน้าสะใภ้ทางบ้านแม่ของเธอ ตนเองย่อมต้องเข้าข้างน้าสะใภ้ทางบ้านแม่อยู่แล้ว
หลินชุ่ยอิงทำสีหน้าจนปัญญา “พี่สะใภ้ใหญ่คะ ฉันพูดจนปากจะฉีกถึงใบหูแล้ว เจ้ารองก็ไม่ยอม การแต่งงานมันต้องทั้งสองฝ่ายเต็มใจ พี่ว่าไหมคะ? พี่ช่วยเป็นแม่สื่อให้หลี่กุ้ยจือกับเจ้าสามของเราหน่อยเถอะค่ะ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ พี่สะใภ้ใหญ่ก็จะเป็นผู้มีพระคุณอย่างสูงของบ้านเราเลยนะคะ”
เมื่อหลินชุ่ยอิงพูดถึงขนาดนี้แล้ว จางเสี่ยวเสียก็รู้ว่าตนเองคงจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว
จางเสี่ยวเสียไม่ได้ชวนหลินชุ่ยอิงอยู่กินอาหารกลางวันที่บ้าน ถ้าเธอชวนสิหลินชุ่ยอิงคงจะคิดว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว
หลินชุ่ยอิงกลับมากินอาหารกลางวันที่บ้านหลินกั๋วผิง จากนั้นก็แวะไปที่บ้านหลินกั๋วอันเพื่อเยี่ยมหลินชุ่ยหงที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
ตอนนี้อายุครรภ์ของหลินชุ่ยหงประมาณเจ็ดเดือนแล้ว ร่างกายเริ่มบวมฉุ เสื้อผ้าปกติก็ใส่ไม่ได้แล้ว จึงต้องเอาเสื้อผ้าของหลินกั๋วอันมาใส่แก้ขัด
หลินชุ่ยอิงพิจารณาท้องของพี่สาวอย่างละเอียดแล้วพูดว่า “พี่คะ ท้องของพี่ดูไม่เหมือนตอนที่ท้องฮุ่ยฮุ่ยกับอวิ๋นอวิ๋นเลยนะคะ คล้ายกับตอนที่ฉันท้องหนิงหนิงเลย แถมหน้าพี่ก็มีกระเต็มไปหมด ท้องนี้ต้องเป็นเด็กผู้ชายแน่นอนค่ะ”
มือของหลินชุ่ยหงลูบไล้หน้าท้องที่นูนใหญ่ของตนเองอย่างทะนุถนอม แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักของคนเป็นแม่ “ท้องนี้ถ้าฉันไม่แน่ใจว่าเป็นลูกชาย ฉันก็คงไม่ยอมเสียสละมากขนาดนี้หรอก ขอแค่พอคลอดออกมาลืมตาดูโลกแล้วเป็นลูกชาย จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“พี่จะหลบอยู่ที่นี่กับเจ้าสามจนคลอดเลยเหรอคะ?” หลินชุ่ยอิงถาม
หลินชุ่ยหงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “พอใกล้จะคลอดฉันก็จะกลับไป เจ้าสามยังไม่ได้แต่งงานเลย ฉันมาคลอดลูกที่นี่มันไม่ค่อยดี ชุ่ยอิง เธอเตรียมเสื้อผ้าที่เจ้าหนิงหนิงลูกของเธอใส่ตอนเด็กๆ ไว้ให้ฉันด้วยนะ”
หลินชุ่ยอิงรับคำ “ไม่มีปัญหาค่ะ เสื้อผ้าตอนเด็กๆ ของหนิงหนิงยังอยู่ครบเลยค่ะ ใหม่เอี่ยมทุกตัว พี่คะ พี่อยากกินอะไรไหม ฉันจะไปทำให้กิน?”
หลินชุ่ยหงรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องลำบากหรอก ฉันเพิ่งกินข้าวเสร็จ อยู่ที่นี่เรื่องกินเรื่องอยู่ดีกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก เจ้ารองกับเจ้าสามดีกับฉันมากจริงๆ เสียวเสวี่ยเจ้าเด็กคนนั้นก็รู้ความ ได้ของอร่อยอะไรมาก็จะเอามาให้ฉันชิม”
หลินชุ่ยอิงถอนหายใจเบาๆ “งั้นพี่ก็พักอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะค่ะ จริงๆ แล้วฉันอยากให้พี่ไปหลบอยู่ที่บ้านฉันสักสองสามวัน แต่สามีของฉัน…”
คำพูดที่เหลือหลินชุ่ยอิงไม่ได้พูดออกมา แต่หลินชุ่ยหงเข้าใจดี “ฉันอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อย่าไปโทษน้องเขยเลย เขาก็ทำเพื่อครอบครัวของพวกเธอเหมือนกัน ถ้าเจ้ารองกับเจ้าสามแต่งงานมีภรรยาแล้ว ฉันก็คงจะมาหลบอยู่ที่นี่ไม่ได้”
พี่น้องร่วมสายเลือด ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่น้องที่ไม่แบ่งแยกกัน แต่พอต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัวแล้ว สถานะก็จะเปลี่ยนไป กลายเป็นเพียงญาติกัน
หลินชุ่ยอิงนั่งคุยกับหลินชุ่ยหงอยู่สักพักก็ขอตัวลากลับ
ทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงเล่นกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา พอถึงเวลาต้องกลับ สองพี่น้องก็ยังคงอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากกัน
จางเสี่ยวเสียรับปากหลินชุ่ยอิงว่าจะช่วยเป็นแม่สื่อให้หลินกั๋วอันกับหลี่กุ้ยจือ เธอใส่ใจเรื่องนี้มาก เธอใช้โอกาสในตอนที่ยังว่าง กลับไปเยี่ยมบ้านแม่ของตนเอง
บ้านแม่ของจางเสี่ยวเสียคือหมู่บ้านตระกูลจางที่อยู่ติดกับหมู่บ้านต้าเหอ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้แซ่จาง ดังนั้นหมู่บ้านจึงได้ชื่อว่าหมู่บ้านตระกูลจาง
ถึงแม้สองหมู่บ้านจะอยู่ติดกัน แต่ปกติแล้วจางเสี่ยวเสียไม่ค่อยได้กลับบ้านแม่เท่าไรนัก เพราะลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วถ้ากลับบ้านแม่บ่อยๆ มักจะถูกคนอื่นชี้นิ้วนินทาว่าร้ายต่างๆ นานา
หลี่กุ้ยจือไม่ใช่คนหมู่บ้านตระกูลจาง แต่ป้าของเธอเป็นคนหมู่บ้านตระกูลจาง หรือก็คือน้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียนั่นเอง ต่อมาเธอแต่งงานกับคนในหมู่บ้านตระกูลจาง สามีผู้ล่วงลับของเธอแซ่จาง ถือเป็นญาติห่างๆ ที่แทบจะไม่นับญาติกันแล้วกับจางเสี่ยวเสีย