หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 พวกเราเป็นโจร

            เปลวไฟบนแท่นบูชายังคงลุกโชน ทว่าอ่อนแรงนัก

            ยามที่องค์หญิงกระโดดขึ้นมาแล้วตรัสว่าฆ่าทิ้ง เปลวไฟนั้นก็แทบจะมอดดับ

            ราชครูน้อยเห็นเช่นนั้นก็แทบจะตาถลนจากเบ้า ตกใจเสียจนแทบหยุดหายใจ

            หากว่าไฟบนแท่นบวงสรวงเกิดมอดดับขึ้นมาจริงๆ แคว้นเชินก็คงดับดิ้นเช่นกัน ภารกิจที่ตระกูลจ้งส่งต่อกันมาจากรุ่นต่อรุ่น หากตนทำผิดพลาดความผิดนี้ย่อมมิอาจลบเลือน

            เคราะห์ดีที่ฝ่าบาทนั้นไม่ทันสังเกตเห็น

            ขณะที่ฝ่าบาทหมุนกายเตรียมจะจากไป แสงไฟก็พลันมืดลงอีกครั้ง ทว่าก็ยังไม่ดับลง

            ร่างของราชครูน้อยแข็งค้างยืนอยู่ที่เดิม เห็นว่าองค์หญิงน้อยหันมากะพริบตาให้ตน ในใจจึงค่อยๆ อบอุ่นขึ้นอีกครั้ง

            เขาไม่ได้ทำผิดพลาดอันใด

            องค์หญิงก็ตรัสได้ถูกต้อง บัดนี้แคว้นเชินเพิ่งจะมั่นคงขึ้นมา ไม่ควรจะปะทะกับกองทัพแคว้นจิงที่มีอาวุธครบเช่นนี้ แคว้นเชินยังจำเป็นต้องฝึกฝนอีกสักพักหนึ่ง

            ผู้คนบนทุ่งหญ้ารกร้างนั้นมิอาจสั่งสอนให้มีการศึกษาได้ ถือเสียว่าให้พวกเขาพลีชีพเพื่อชาติก็แล้วกัน

            ใช่แล้ว

            คำว่า ‘พลีชีพ’ นี้ถูกต้องนัก

            เดิมทีเขายังคิดว่าการ ‘พลีชีพ’ เป็นเพียงเรื่องที่ใช้ในการสักการะเท่านั้น เพราะการสักการะย่อมใช้เพียงสัตว์ในการบูชา

            ทว่าที่องค์หญิงตรัสว่าคนพวกนั้นสมควรตาย ก็คงจะมีความหมายประมาณนี้กระมัง

            เพียงแต่จ้งเยียนยังคงนั่งอยู่ลำพังหน้าแท่นบูชานั้น เขาพลันรู้สึกคิดถึงท่านอาจารย์ขึ้นมาเล็กน้อย

            คงจะไม่เพียงเล็กน้อย เรียกว่าคิดถึงอย่างถึงที่สุดจะดีกว่า

            หากไม่ใช่ว่าวังหลวงแห่งนี้มีองค์หญิงน้อย เขาคงจะรีบหนีไปหาท่านอาจารย์แล้ว

            เขาไม่กล้าพูดมันออกมา เขาคิดว่าท่านอาจารย์คงจะสิ้นลมแล้ว ทว่าความจริงแล้วเขายังไม่สิ้นลม คนตระกูลจ้งจะมีเพลิงชีวิตอยู่

            แต่เพลิงชีวิตของท่านอาจารย์กลับไม่รู้ไปซ่อนอยู่ที่ใด

            ทุกครั้งเขาก็อาศัยการดูเพลิงชีวิตนี้จึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นถึงได้มีความกล้าที่จะรอคอยท่านอาจารย์อยู่ในวังแห่งนี้ต่อ

            เขาคิดถึงท่านอาจารย์เหลือเกิน

            แม้ท่านอาจารย์จะเข้มงวด ทว่าความจริงกลับดียิ่งนัก

            ดียิ่งกว่าท่านพ่อของเขาด้วยซ้ำ

            เขาไม่ใช่บุตรสายหลักของตระกูลจ้ง ทั้งยังไม่ใช่บุตรคนโต ชีวิตของเขาก่อนจะเข้ามาในวังหลวง มีแต่ความอึดอัด หวาดกลัว และทุกข์ทน

            ทว่าท่านอาจารย์กลับเลือกเขา

            เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในวังหลวงแล้ว นับแต่นั้นกระทั่งท่านแม่ใหญ่ยามเข้าวังก็ยังต้องทำความเคารพเขา

            เขารู้สึกเบิกบานเหลือเกิน

            ทุกวันของท่านอาจารย์ล้วนแต่วุ่นวาย มีตำราที่ต้องอ่านมากมาย ทว่าอันที่จริงก็ยังคงดีต่อเขานัก แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยจะควบคุมการกระทำของเขา หากเขามีคำถาม ท่านอาจารย์ก็จะรีบตอบทันที เช่นนี้ท่านอาจารย์ก็นับว่าดีต่อเขามากแล้ว

            ทว่าองค์หญิงก็ดีต่อเขามากเช่นกัน ดีมากๆ เลยด้วย นางคอยทำให้จ้งเยียนผู้แสนอ้างว้างในวังหลวงได้สัมผัสความรู้สึกที่หลากหลาย จนเด็กหนุ่มบังเกิดความรู้สึกชอบพอนางอย่างใสซื่อ

            เด็กหนุ่มไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด

            เขายังคงนั่งอยู่หน้าแท่นบูชา แล้วจึงเปิดฝาที่ครอบไว้หน้าแท่นบูชาออก

            ทันใดเขาก็เห็นเปลวไฟที่ยังปะทุ

            ช่างมืดทะมึนนัก มืดมนเหลือเกิน เปลวไฟนี้ก็คือเพลิงชีวิตของท่านอาจารย์ ดูไม่ต่างกับเปลวไฟบนแท่นบูชา ที่เปลี่ยนเป็นหม่นแสงลงเสียแล้ว

            จ้งเยียนรีบปิดฝาเป็นพัลวัน ขาทั้งสองก็ผงะถอยหลังไปหลายก้าว

            ท่านอาจารย์อยู่บนทุ่งหญ้าป่าเถื่อนรึ

            ท่านอาจารย์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่องค์หญิงน้อยกล่าวว่าควรจะพลีชีพอย่างนั้นหรือ......

                     

            ณ ตำหนักจ้าวเหอ

            ฮองเฮาจ้าวกำลังสรงน้ำให้พระธิดาด้วยตนเอง

            พระธิดาของนางช่างเก่งกาจ ราวกับไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่เป็น

            ถึงขั้นที่สามารถออกแบบธารน้ำร้อนให้เข้ามาในวังได้ จนทำให้นางนั้นสามารถอาบน้ำร้อนได้ตลอดวัน

            ในอดีตการอาบน้ำเป็นเรื่องหนึ่งที่ทั้งแสนลำบากและวุ่นวาย

            เมื่อมีธารน้ำร้อนเรื่องนี้ย่อมง่ายดายขึ้นเป็นกอง

            ยามได้เดินลงไปกลางธารน้ำร้อน ช่างรู้สึกผ่อนคลายสบายกายอย่างถึงที่สุด

            อีกทั้งความร้อนและความเย็นของน้ำยังสามารถให้นางกำนัลควบคุมได้

            นางเองก็ชอบน้ำที่ร้อนมากหน่อย จึงให้เหล่านางกำนัลต้มให้ร้อนกว่าปกติ

            อีกทั้งหากฝ่าบาทเสด็จมา หากฝ่าบาทไม่โปรดน้ำร้อน ก็ให้เหล่านางกำนัลต้มน้ำเพียงอุ่นสบายก็พอ

            บัดนี้ฮองเฮาจ้าวและพระธิดาได้สรงน้ำอยู่ในสระน้ำร้อนอย่างสนุกสนาน ก่อนจะยกมือขึ้นเกาะขอบสระ พร้อมสองแก้มแดงระเรื่อ ใบหน้ามองแล้วงดงามกว่าหญิงใด

            “เสด็จแม่ ทรงพระสิริโฉมงามเหลือเกินเพคะ” องค์หญิงน้อยตรัสออกมาพร้อมรอยยิ้ม

            ยามนี้องค์หญิงเพียงสวมใส่อาภรณ์สีขาวเรียบง่าย เรือนผมเปียกไปด้วยไอน้ำ ใบหน้างดงามวิจิตร แตกต่างกับวันธรรมดาที่ดูแล้วเป็นผู้ใหญ่ ยามนี้กลับดูน่ารักมีชีวิตชีวา

            ฮองเฮาโปรดท่าทางยามที่ได้สนทนากันเช่นนี้ของพระธิดาที่สุด

            เพราะวันปกตินั้นนางมักจะรู้สึกเสมอว่าพระธิดาของตนไม่เหมือนบุตรสาวของตนเลย ราวกับมีปีศาจมาสิงร่างน้อยๆ ของนางก็ไม่ปาน ท่าทางเป็นผู้ใหญ่เสียจนน่ากลัว

            ทว่าอีเอ๋อร์นั้นเป็นลูกสาวที่นางให้กำเนิดด้วยตนเอง มิใช่ผีสางที่ใด

            หรือบางทีอาจเป็นเรื่องที่นางกับท่านป้าลงมือทำไปในตอนนั้น ที่ทำให้นางยังกระวนกระวายใจมาจนถึงบัดนี้

            ทว่าภาพตรงหน้า พระธิดาของนางก็ยังคงเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง

            “หวังเอ๋อร์ทรงโปรดราชครูน้อยหรือไม่” มือของฮองเฮาสางลงไปบนผมที่เปียกชื้นขององค์หญิง ก่อนจะตรัสถาม

            องค์หญิงน้อยยามได้ยินเสด็จแม่เรียกตนว่าหวังเอ๋อร์ก็รู้สึกประหลาดทุกครา ราวกับกำลังเรียกเด็กชายคนหนึ่งอยู่ก็ไม่ปาน

            ทว่าเมื่อได้ยินคำถามที่เสด็จแม่ตรัสถาม ก็รีบส่ายหน้าโดยพลัน

            “ไม่มีทางเพคะ ลูกกับจ้งเยียนเป็นเพียงสหายร่วมเรียนเท่านั้น ทั้งเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง” องค์หญิงตรัสแล้วก็พุ่งกายลงไปในน้ำ ก่อนจะเริ่มตีน้ำเล่น

            ฮองเฮามองน้ำที่ไหลจากอุ้งมือน้อยๆ นั้น ตรัสขึ้นอย่างนึกขัน “เจ้ายังเด็กกว่าจ้งเยียนเสียอีก ยังจะกล้าพูดว่าคนอื่นเป็นเด็กอีกหรือ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม่ขอเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าราชครูมิอาจสมรสได้ ทั้งแม่ก็ไม่มีวันจะยอมให้เจ้ามีความสัมพันธ์กับราชครู”

            ฮองเฮาตรัสขึ้นมาอย่างเข้มงวด

            รอยยิ้มบนใบหน้าน้อยขององค์หญิงพลันหุบลง นางมิได้รู้สึกอันใดกับจ้งเยียนแม้แต่น้อย เพียงแค่เห็นว่าเขารูปงาม ทั้งในวังหลวงแห่งนี้นางก็ไม่มีสหายคนอื่น เป็นคนเหล่านี้ที่คิดมากไปแล้ว

            เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงเล่นน้ำต่อ

            ฮองเฮาพลันหลีกกายจากเหล่านางกำนัลซ้ายขวาที่รายล้อมอยู่

            เห็นได้ชัดว่าคงมีเรื่องด่วนที่อยากจะตรัสถาม

            องค์หญิงน้อยที่ยังเล่นน้ำอยู่ เมื่อเล่นไปก็เห็นใบหน้าของเสด็จแม่ตนมาหยุดอยู่ตรงหน้า

            “เหตุใดเจ้าจึงให้ราชครูน้อยบอกว่าด่านชายแดนมิเป็นอันใด ได้ยินมาว่ากองทัพแคว้นจิงพากันบุกเข้ามาแล้ว ทั้งยังมีคนตายอีกนับไม่ถ้วน” ฮองเฮาตรัสถามขึ้นทันใด

            มือขององค์หญิงที่ยังอยู่ในน้ำพลันชะงักค้าง

            “เสด็จแม่คือคนแคว้นจิง ต่อให้เสด็จแม่ทรงลืมไปแล้ว แต่คนอื่นไม่” องค์หญิงน้อยเมื่อตรัสจบก็ปีนขึ้นมาจากขอบสระ

            ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืน ก้มมองเสด็จแม่ของตนที่พิงขอบสระอยู่ แววตาของนางแฝงแววเห็นใจ

            “เสด็จแม่ ขอแค่เสด็จแม่ใช้ชีวิตให้เกษมสำราญก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ ลูกจะจัดการเอง”

            เมื่อองค์หญิงกล่าวจบก็แหวกม่านออกไปทันที

            ……

            ณ ด่านชายแดน

            อู๋เจียงตาแดงก่ำ ในมือยังคงกำมีดแน่น สายตาจับจ้องกองทัพแคว้นจิงที่กำลังรุกคืบเข้ามา

            ด้านหลังมีศพพี่น้องมากมายยังคงเรียงราย ด้านหน้าก็แน่นขนัดด้วยศพของทหารแคว้นจิง รอบกายของเขาแท้จริงแล้วกำลังรายล้อมด้วยศพจำนวนนับไม่ถ้วน

            มองจากไกลๆ ก็เห็นทหารแคว้นจิงมากมายกำลังควบม้าพุ่งมาทางเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงได้เร่งส่งนายทหารให้เดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อแจ้งข่าว

            ทว่าราชสำนักที่รอคอยกลับไม่ได้ส่งกองกำลังมา ส่งมาเพียงจดหมายตำหนิเท่านั้น

            สวรรค์คงอยากจะทำลายแคว้นเชินเสียแล้ว

            เหล่าขุนนางที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเมืองหลวง เพียงแต่ใช้ภาษาสวยหรูเขียนจดหมายตำหนิฉบับหนึ่งมาเท่านั้น สำนวนโวหารอะไรพวกนั้นเขาล้วนไม่เข้าใจ รู้เพียงแค่อ่านแล้วก็รู้สึกว่าไพเราะดี

            ทุกประโยคทั้งจับใจ และคล้องจอง

            ว่ากันว่าองค์หญิงโปรดกวี บัดนี้ใต้หล้าจึงพากันเรียนบทกวี

            เขาแทบจะยืนต่อไม่ไหวแล้ว

            แต่จำต้องกำมีดไว้ เพื่อร่างกายจะได้ไม่ล้มลงไป

            หยาดเลือดก็ไหลออกมาตามแนวมีดนั้น ค่อยๆ หยดลงพื้น

            มีดเล่มนี้เป็นเล่มที่เขาตั้งใจซื้อมา

            ความจริงแล้วมันก็คืออาวุธแคว้นจิงที่ทุ่งหญ้าป่าเถื่อนแห่งนี้ลักลอบนำมาขาย

            ใช้อาวุธจิงฆ่าทหารจิง ช่างสาแก่ใจนัก!

            เขาอยากจะหัวเราะให้ดังลั่น

            ทว่ากลับหัวเราะไม่ออก

            เขาอยากยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยมองศัตรูค่อยๆ เคลื่อนทัพมา

            หากต้องตาย เขาก็ขอตายบนแผ่นดินมาตุภูมิ

            เขาเบิกตาโพลง ยามตายก็ไม่ขอหลับตา ให้ได้รู้ว่าเขานั้นตายอย่างไม่สงบ

            ในตอนนั้นเองลูกธนูดอกหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งเข้ามา

            เขากำลังจะตายแล้ว...ช่างรวดเร็วนัก ชายหนุ่มรีบหันกลับหลังอย่างพรั่นพรึง ลูกธนูในไม่ได้ถูกยิงมาจากด้านหน้า แต่มันกลับแหวกมาจากด้านหลัง

            ทว่ากลับไปได้ปักลงมาบนร่างเขา แต่ปักลงบนร่างทหารชาวจิงที่กำลังง้างมีดอยู่ตรงหน้าเขา

            ทหารจิงพลันทรุดลงพื้น

            ทว่าอู๋เจียงยังคงไม่ล้มลง

            ต่อมาร่างเขาพลันลอยสูงขึ้น

            มีคนมาช่วยเขาแล้ว เรื่องครั้งนี้ช่างน่าขันเสียจริง

            เขาถูกช่วยขึ้นมาบนหลังม้า ทว่าเพราะฝ่ามือไร้เรี่ยวแรง มีดเล่มนั้นจึงตกลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เขาพลันกระวนกระวายรีบร้องขึ้น “มีดเล่มนั้นคืออาวุธจิง ต้องไปเก็บกลับมา”

            จากนั้นชายหนุ่มจึงได้ยินชายคนที่ช่วยตนหัวเราะขึ้น “ไม่เป็นไร มีดเล่มนั้นประเดี๋ยวข้าจะชดใช้ให้เจ้าอีกร้อยเล่ม”

            หลังจากที่ผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ ชายหนุ่มก็ดีใจเป็นล้นพ้น ราชสำนักยังไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา

            “พวกท่านคือคนที่ราชสำนักส่งมาหรือ มีทหารกันทั้งหมดเท่าใด”

            ต่อมาจึงได้เห็นว่าชายหนุ่มด้านหลังนั้นกำลังเหวี่ยงโซ่เหล็ก ที่ปลายโซ่มีลูกเหล็กสองลูกฟาดลงไปที่ตัวทหารจิง เมื่อเหวี่ยงโดนแล้วก็หัวเราะขึ้น “พวกเราไม่ใช่ทหาร พวกเราเป็นโจร”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน