รัตติกาลมาเยือน ยอดเขาหมอกครามถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดและไอเย็นะเืแห่งขุนเขา ณ มุมอับที่เงียบสงบที่สุดของสำนักหมอกคราม มีหอคัมภีร์เก่าคร่ำครึตั้งตระหง่าน แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ลอดออกมาจากกระท่อมมุงจากหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังหอ
ภายในกระท่อม ชายหนุ่มรูปงามในชุดศิษย์รับใช้สีเทาซีดกำลังนั่งขัดสมาธิ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็จังหวะลึกซึ้ง แสงจันทร์สีเงินยวดยังสาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่น กระทบใบหน้าด้านข้างที่ดูสงบนิ่งราวกับรูปสลักหยก
ทันใดนั้น ไอพลังปราณรอบกายของเขาก็หมุนวนอย่างรุนแรงวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกดูดกลืนเข้าไปในจุดตันเถียนภายในร่างจนหมดสิ้น มู่ฝานลืมตาขึ้น ดวงตาดำขลับทอประกายเจิดจ้าราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด ก่อนจะกลับคืนสู่ความเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
"ผ่านไปสองเมือง ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขั้นรวมพลังระดับสี่ได้สำเร็จ"
มู่ฝานระบายลมหายใจออกยาวเหยียด มุมปากยกยิ้มบางๆ ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ แต่เป็ิญญาจากต่างภพที่บังเอิญข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มกำพร้าที่กำลังจะอดตายเมื่อสองเดือนก่อน โชคดีที่เขามาทัน่เวลาที่สำนักหมอกคราม ซึ่งเป็หนึ่งในสำนักใหญ่แห่งมณฑลเสวียนโจวกำลังเปิดรับสมัครศิษย์พอดี ด้วยความทรงจำของร่างเดิมบวกกับความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาจึงสามารถผ่านการทดสอบเข้ามาได้สำเร็จ
แต่ทว่าวิถีแห่งผู้ฝึกตนนั้นโหดร้ายและเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีมากกว่าที่คิด ผู้ที่ไม่มีเื้ัค้ำจุน ไม่มีเงินทองสำหรับติดสินบนกำนัลผู้าุโ ย่อมถูกส่งไปทำงานที่ยากลำบากและต้อยต่ำที่สุด หรือไม่ก็ถูกส่งไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครแยแสสนใจ ด้วยเหตุนี้ มู่ฝานจึงถูกส่งมาทำหน้าที่เป็ 'ศิษย์เฝ้าหอคัมภีร์เก่า'
หอคัมภีร์แห่งนี้ไม่ใช่หอตำราวิเศษที่เก็บรวบรวมสุดยอดวิชาลับของสำนัก แต่เป็เพียงสถานที่เก็บรวบรวมบันทึกประวัติศาสตร์ เื่เล่าพื้นบ้าน และวิชาพื้นฐานระดับต่ำที่แทบไม่มีศิษย์คนใดเหลียวแล ในแต่ละเดือนจะมีศิษย์ผ่านมาเยือนสักคนสองคนก็นับว่ามากเกินพอแล้ว สำหรับคนอื่น ที่นี่คือหลุมฝังศพของอนาคตอันรุ่งโรจน์ แต่สำหรับมู่ฝาน มันคือสรวง์แห่งความเงียบสงบอย่างแท้จริง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง จิตสมาธิดิ่งลึกลงสู่ห้วงทะเลแห่งจิติญญา
ภายในความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น มีสิ่งปลูกสร้างโบราณแห่งหนึ่งลอยเด่นเป็สง่า มันคือเจดีย์หยกเก้าชั้นที่แผ่กลิ่นอายเก่าแก่และลึกลับอัศจรรย์ เหนือยอดเจดีย์มีตัวอักษรโบราณส่องแสงเรืองรองเด่นชัดว่า 'หอหมื่นวิถี'
นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา สิ่งที่ติดตัวิญญาของเขามาั้แ่ตอนข้ามมิติ ไม่ใช่กลไกสมองกลล้ำยุคหรือปัญญาประดิษฐ์อันอัศจรรย์เหมือนในเื่เล่าของคนพเนจร แต่เป็สมบัติิญญาระดับเทพที่เชื่อมโยงกับกฎแห่ง์โดยตรง
ทุกๆ สิบวัน หอหมื่นวิถีจะเกิดการสั่นะเืและคาย 'วาสนา' ออกมาหนึ่งอย่างที่แท่นบูชาชั้นล่างสุด สิ่งนั้นอาจเป็เม็ดยาวิเศษ คัมภีร์ยุทธ์ที่หายสาบสูญไปนานนับร้อยปี หรือแม้กระทั่งการชี้แนะทางจิติญญาอันล้ำค่า ด้วยทรัพยากรลับเหล่านี้ ทำให้มู่ฝานซึ่งเดิมทีมีพร์เพียงปานกลาง สามารถก้าวะโจากคนธรรมดาที่ไม่มีพื้นฐานวรยุทธ์เลย มาสู่ขั้นรวมพลังระดับสี่ได้ในเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น!
"ในสำนักหมอกคราม ศิษย์รับใช้ทั่วไปมักจะติดอยู่ที่ระดับหนึ่งหรือสอง การที่ข้ามาถึงระดับสี่รวดเร็วขนาดนี้ หากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า ย่อมนำภัยพิบัติมาสู่ตัวเป็แน่"
มู่ฝานตระหนักดีถึงกฎปลาใหญ่กินปลาเล็กในยุทธภพอันโหดร้าย เขาเริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชา 'เร้นกายไร้ลักษณ์' ที่ได้รับมาจากหอหมื่นวิถี ทันใดนั้น กลิ่นอายพลังยุทธ์ระดับสี่ของเขาก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว จนดูภายนอกเหมือนเป็เพียงศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มััพลังปราณขั้นระดับหนึ่งเท่านั้น
"อยู่ในที่มืด ย่อมปลอดภัยกว่าการแสดงตัวในที่แจ้ง"
ขณะที่มู่ฝานกำลังจะล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน ประสาทััที่เฉียบคมเกินกว่าคนทั่วไปของเขาก็จับคลื่นพลังอันมหาศาลที่กำลังมุ่งตรงเข้ามาใกล้ได้
"ใครกัน ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมีคนมาอีกหรือ"
เขาดีดตัวลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วรีบเดินออกไปที่หน้าประตูหอคัมภีร์ทันที
ไม่นานนัก ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มปักลายเมฆาก็ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง นางงดงามเพริศพริ้งราวกับเทพธิดาบนดวงจันทร์ แต่แววตาและท่าทางกลับเ็าสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ แรงกดดันจากพลังยุทธ์ที่แผ่ซ่านออกมาทำให้มู่ฝานรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจลำบาก
นี่คือยอดฝีมือระดับสูง อย่างน้อยต้องอยู่ขั้น 'ก่อกำเนิด' ขึ้นไปอย่างแน่นอน!
มู่ฝานรีบก้มหน้าประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ศิษย์รับใช้มู่ฝาน คารวะผู้าุโ"
หญิงงามผู้นั้นปรายตามองมู่ฝานเพียงแวบเดียว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเรียบเฉยดุจน้ำแข็งขั้วโลก "เปิดประตูหอ ข้า้าค้นหาบันทึกเกี่ยวกับเขตแดนโบราณ"
"รับบัญชา"
มู่ฝานไม่กล้าเอ่ยถามมากความ รีบใช้กุญแจเปิดประตูหอคัมภีร์ที่หนักอึ้งออกทันที หญิงผู้นั้นเดินผ่านเขาเข้าไปด้านใน กลิ่นหอมเย็นจางๆ ลอยมาแตะจมูก มู่ฝานยืนรออยู่ด้านนอกอย่างอดทน ในใจลอบคาดเดาสถานะของนางจากป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอว
'ลายเมฆาสีม่วง หรือว่านางจะเป็ประมุขสำนัก... จีอวิ๋น'
มู่ฝานลอบตื่นตระหนกในใจ ประมุขสำนักผู้ยิ่งใหญ่มีเหตุอันใดจึงต้องมาทำอะไรที่หอคัมภีร์เก่าคร่ำครึแห่งนี้ในยามวิกาล
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ประมุขจีอวิ๋นก็เดินกลับออกมา สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยดุจเดิม ดูเหมือนว่านางจะไม่พบสิ่งที่้าค้นหา
ขณะที่นางกำลังจะทะยานร่างเหาะจากไป สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่มู่ฝานอีกครั้ง คราวนี้จดจ้องพิจารณานานขึ้นเล็กน้อย เด็กหนุ่มผู้นี้แม้จะสวมชุดศิษย์รับใช้ที่มอซอ ทว่าใบหน้ากลับหล่อเหลาคมคาย ผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน แววตาสงบนิ่งไม่ลอกแลกเหมือนศิษย์รับใช้ทั่วไปที่มักจะตื่นตระหนกจนตัวสั่นเมื่ออยู่ต่อหน้านาง
'หน้าตาไม่เลว กิริยาสงบเสงี่ยม แต่พร์ช่างย่ำแย่นัก เพิ่งอยู่แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น' จีอวิ๋นลอบคิดในใจ
พลันนางนึกถึงเื่น่าปวดหัวที่เพิ่งได้รับรายงานมาเมื่อ่เช้า ตระกูลซูแห่งเมืองเมฆาคล้อย ซึ่งเป็ตระกูลพันธมิตรเก่าแก่ ได้ส่งเทียบเชิญมาเพื่อขอให้สำนักหมอกครามส่งศิษย์หนุ่มผู้มีอนาคตไกลไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่ของตระกูล ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าตระกูลซูกำลังตกต่ำถึงขีดสุด และคุณหนูใหญ่ผู้นั้น แม้ในอดีตจะเคยเป็อัจฉริยะ แต่บัดนี้ได้สูญเสียพลังยุทธ์ไปจนหมดสิ้นจนกลายเป็คนพิการ การส่งศิษย์สายในที่มีอนาคตรุ่งโรจน์ไปแต่งงาน ก็เท่ากับเป็การทำลายอนาคตของศิษย์ผู้นั้นโดยสิ้นเชิง แต่หากจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ก็จะทำให้เสียไมตรีอันดีกับตระกูลพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนาน
จีอวิ๋นปรายตามองมู่ฝาน มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่ยากจะคาดเดาว่าเป็รอยยิ้มเยาะหรือความพึงพอใจกันแน่ "เ้าชื่อมู่ฝานสินะ"
"เป็เช่นนั้น ท่านประมุข"
"ดี"
นางกล่าวสั้นๆ เพียงคำเดียว ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างทรงพลัง กลายเป็ลำแสงสีม่วงพุ่งหายวับไปบนท้องฟ้ายามราตรีอย่างรวดเร็ว มู่ฝานยืนงงงวยอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ดี" ของนางเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็คร้านที่จะใส่ใจ จึงหมุนตัวกลับเข้ากระท่อมเพื่อบำเพ็ญเพียรต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ขณะที่มู่ฝานกำลังกวาดใบไม้อยู่ที่ลานกว้างหน้าหอคัมภีร์ ผู้ดูแลฝ่ายบุคคลของสำนัก ซึ่งปกติมักจะมีใบหน้าบึ้งตึงอยู่เป็นิจ ก็เดินตรงเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูฝืนธรรมชาติและเต็มไปด้วยท่าทีประจบประแจง
"น้องมู่! น้องมู่ฝาน! ยินดีด้วย ยินดีด้วย!" ผู้ดูและโเสียงดังมาแต่ไกล
มู่ฝานหยุดไม้กวาดในมือพลางเอ่ยถาม "ผู้ดูแลจาง มีเื่อันใดเกิดขึ้นหรือ"
ผู้ดูแลจางรีบก้าวเท้าเข้ามาตบไหล่มู่ฝานอย่างสนิทสนม ทั้งที่ในยามปกติไม่เคยเอ่ยปากพูดดีๆ ด้วยเลยสักครั้ง "วาสนาครั้งใหญ่หล่นทับเ้าแล้ว! ท่านประมุขมีคำสั่งโดยตรงลงมา แต่งตั้งเ้าให้ขึ้นเป็ศิษย์สายนอกเป็กรณีพิเศษ!"
มู่ฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ศิษย์สายนอก?"
การก้าวะโจากศิษย์รับใช้ต้อยต่ำไปเป็ศิษย์สายนอกโดยตรงเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ปกติที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในสำนักหมอกครามเลย
"ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น!" ผู้ดูแลจางยิ้มกว้างจนตาหยี่แทบปิด "ท่านประมุขยังทรงเมตตา มอบหมายภารกิจสำคัญยิ่งให้แก่เ้า เพื่อเป็การเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีอันดีระหว่างสำนักกับตระกูลซูแห่งเมืองเมฆาคล้อย เ้านั้นจะต้องเดินทางไปเข้าพิธีแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ตระกูลซู นามว่าซูเหยียนหราน!"
"แต่งงาน?" มู่ฝานถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที
เขาเพิ่งจะข้ามมิติมาได้เพียงสองเดือน ยังไม่ทันได้ตั้งตัวหรือสร้างรากฐานในโลกยุทธภพแห่งนี้ ก็ถูกจับคลุมถุงชนเข้าเสียแล้วหรือ
ผู้ดูแลจางเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของมู่ฝานก็รีบเอ่ยปากพูดเสริมทันที "นี่นับเป็เกียรติยศอันสูงสุดเลยนะน้องมู่ ตระกูลซูถึงอย่างไรก็เป็ตระกูลใหญ่ เ้าได้ไปเป็บุตรเขยที่นั่น ย่อมมีความสุขสบายรุ่งเรืองกว่าการเป็ศิษย์รับใช้คอยกวาดใบไม้อยู่ที่นี่ร้อยเท่าพันทวี!"
แต่มู่ฝานไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา เขาสามารถมองเห็นแววตาที่แฝงไปด้วยความสมเพชและเยาะหยันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตาของผู้ดูแลจางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากเป็เื่น่ายินดีและมีผลประโยชน์มหาศาลจริง มีหรือที่สิ่งนี้จะตกทอดมาถึงมือศิษย์รับใช้ต้อยต่ำไร้ค่าอย่างเขา ป่านนี้พวกศิษย์สายในระดับหัวกะทิคงจะแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตกไปแล้ว
ชัดเจนที่สุดว่านี่คือการหาแพะรับบาปดีๆ นี่เอง ตัวเขาถูกเลือกให้เป็เพียงเบี้ยหมากที่ใช้แล้วทิ้ง เพื่อเป็เครื่องมือในการรักษาหน้าตาของสำนัก และจัดการกับปัญหาข้อพิพาทอันน่ารำคาญใจนี้ให้สิ้นซากไป
"ข้า..." มู่ฝานกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ
"นี่เป็คำสั่งเด็ดขาดโดยตรงจากท่านประมุข ไม่มีข้อแม้หรือที่ว่างให้เ้าปฏิเสธได้ทั้งสิ้น" ผู้ดูแลจางหุบยิ้มลงทันควัน น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและเ็า "รีบไปเก็บสัมภาระเสีย อีกหนึ่งชั่วยาม ขบวนรถม้าจะมารับตัวเ้ามุ่งหน้าไปยังเมืองเมฆาคล้อย"
ผู้ดูแลจางยัดป้ายคำสั่งศิษย์สายนอกใส่มือของมู่ฝานอย่างแรง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมยามเช้าที่เริ่มพัดกระโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ มู่ฝานกำป้ายคำสั่งในมือแน่น ดวงตาหรี่เล็กลงพลางครุ่นคิดในใจ
'แต่งงานเข้าตระกูลซูงั้นหรือ'
ในโลกอันโหดร้ายที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้ที่อ่อนแอย่อมไม่มีสิทธิ์เลือกหนทางของตนเอง แต่เขาก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมสยบหรือจำนนต่อโชคชะตาฟ้าลิขิตได้ง่ายๆ
'เอาเถอะ การออกจากสำนักหมอกครามที่เต็มไปด้วยสายตาจับจ้องของผู้คนมากมาย แล้วย้ายไปอยู่ในตระกูลที่กำลังตกต่ำ บางทีอาจจะเป็ฉากบังหน้าชั้นดีสำหรับการบำเพ็ญเพียรเงียบๆ ของข้าก็เป็ได้'
มู่ฝานโยนไม้กวาดในมือทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี หันหลังเดินกลับเข้ากระท่อมหลังน้อยไป ในเมื่อโลกใบนี้้าให้เขาเล่นบทบาทเป็ศิษย์รับใช้ผู้โชคดี เขาก็จะสวมบทบาทนั้นให้สมจริงที่สุด
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครกันแน่ที่จะเป็ผู้โชคดีที่แท้จริง... กาลเวลาเท่านั้นจะเป็เครื่องพิสูจน์!