เสียงอุทานด้วยความใดังขึ้นพร้อมกันจากคนสองวัยที่เพิ่งััมือกันโดยไม่คาดฝัน!
จ้าวมู่เฉินผงะถอยหลังจนเกือบตกม้านั่ง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก มือที่เพิ่งคว้าข้อมือเล็กๆ นั้นชักกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน
เขามอง “ผู้บุกรุก” ตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง เป็เพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หน้าตางดงามราวกับตุ๊กตา แต่เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่? และเหตุใดจึงมาแตะต้องผลไม้ของเขา? ความกลัวในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสับสน และความสงสัยใคร่รู้ตามประสาเด็ก
เฉินซูเหรินเองก็ใไม่แพ้กัน นางผงะถอยไปสองสามก้าวเช่นกัน หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา! นางไม่เคยถูกใครจับได้ซึ่งๆ หน้าแบบนี้มาก่อน! แต่เพียงชั่วอึดใจ แววตาตื่นตระหนกก็แปรเปลี่ยนเป็ความขุ่นเคือง และความคิดที่จะเอาตัวรอด
ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างประเมินสถานการณ์ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
“เ้า...” จ้าวมู่เฉินผู้ใสซื่อ และตรงไปตรงมา เป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน เขาชี้ไปที่จานผลไม้ที่พร่องไปเกือบหมด “เ้าเป็ใคร? มาแอบกินผลไม้ของข้าทำไม?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยไร้เดียงสา ไม่ได้มีแววคุกคามแต่อย่างใด
คำถามซื่อๆ นั้นกลับทำให้เฉินซูเหรินที่กำลังเตรียมจะหาเื่กล่าวโทษ รู้สึกเสียหน้าขึ้นมาเล็กน้อย! นางเชิดหน้าขึ้น กอดอก ทำท่าทางวางโตเกินวัย
“หา? ผลไม้ของเ้าหรือ?” นางแสร้งทำเสียงสูง “นี่มันสวนหลังจวนของท่านปู่ข้าต่างหาก! ผลไม้นี้ก็ต้องเป็ของข้าสิ! แล้วเ้าล่ะเป็ใครกันแน่ มานั่งเฝ้าผลไม้ในสวนของคนอื่นได้อย่างไร?!” นางพลิกสถานการณ์ กล่าวโทษอีกฝ่ายเสียฉิบ!
“ไม่ใช่ซะหน่อย!” จ้าวมู่เฉินเถียงทันควัน แม้จะยังไม่เข้าใจเื่ 'สวนหลังจวน' อะไรนั่น แต่เขามั่นใจว่าผลไม้เชื่อมจานนี้เป็ของเขาแน่นอน เพราะพี่ถิงถิงเป็คนนำมาวางไว้ให้ “พี่ถิงถิงเอามาให้ข้า! มันเป็ของข้า!”
“ท่านปู่ข้าเป็คนสั่งให้คนเอามาวางไว้ต่างหาก!”
เฉินซูเหรินเถียงกลับเสียงดังไม่ยอมแพ้ นางเหลือบไปเห็นผลไม้เชื่อมชิ้นสุดท้ายที่ยังคงอยู่บนจาน ความคิดซุกซนก็แล่นเข้ามาอีกครั้ง
“ชิ้นสุดท้ายนี่ ข้าจะกิน!”
ว่าแล้วนางก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปคว้าผลไม้เชื่อมชิ้นนั้น!
“ไม่ได้! ของข้า!” จ้าวมู่เฉินเองก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ตามสัญชาตญาณ เขาขยับตัวบังจานผลไม้ไว้ แล้วยื่นมือไปหมายจะคว้ามันมาเก็บก่อน!
กลายเป็ว่าเด็กสองคนกำลังจะยื้อแย่งผลไม้เชื่อมชิ้นสุดท้ายกันอย่างจริงจัง! เฉินซูเหรินใช้ความคล่องแคล่วพยายามเบี่ยงตัวหลบ ส่วนจ้าวมู่เฉินก็ใช้ความพยายามทั้งหมดปกป้อง “สมบัติ” ของตนเอง ท่าทางทุลักทุเลปนน่าขัน
“หยุดนะ! นั่นของข้า!” “ของข้าต่างหาก! เ้าคนแปลกหน้า!”
เสียงทะเลาะเถียงกันดังขึ้นเล็กน้อย แต่แล้ว...
“คุณชาย! เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ?!” เสียงใสกังวานที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของถิงถิงดังขึ้นจากทางประตูเรือนพัก นางคงได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นภาพคุณชายกำลังมีเื่กับเด็กผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง นางก็ใรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
การปรากฏตัวของถิงถิงทำให้ศึกชิงผลไม้เชื่อมหยุดชะงักลงกะทันหัน ทั้งจ้าวมู่เฉิน และเฉินซูเหรินต่างหันไปมองผู้มาใหม่พร้อมกัน...
ถิงถิงรีบวิ่งเข้ามาทรุดตัวลงข้างๆ จ้าวมู่เฉิน สำรวจดูอย่างรวดเร็วว่าเขาได้รับาเ็หรือไม่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวแปลกหน้าด้วยแววตาไม่ไว้วางใจปนความสงสัย
“แม่นางน้อย ท่านเป็ใคร? มาทำอะไรที่นี่เ้าคะ? เหตุใดจึงมามีเื่กับคุณชายของข้า?” นางเอ่ยถามอย่างสุภาพแต่ก็แฝงความปกป้อง
เฉินซูเหรินเมื่อเห็นว่ามี “พวก” ของอีกฝ่ายโผล่มา ก็ชะงักไปเล็กน้อย นางเหลือบมองถิงถิงั้แ่ศีรษะจรดเท้า เห็นว่าเป็เพียงบ่าวสาวใช้ธรรมดาๆ นางจึงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามความเคยชิน
“ข้าต่างหากที่ต้องถาม! พวกเ้าเป็ใครกันแน่ มาอาศัยอยู่ในเรือนท้ายสวนของท่านปู่ข้าได้อย่างไร?!” นางยังคงยืนกรานใน “สิทธิ์” ของตนเอง
“พี่สาวถิงถิง!” จ้าวมู่เฉินรีบฟ้องทันที ชี้ไปที่เฉินซูเหริน “นางมาแอบกินผลไม้เชื่อมของข้า! กินไปเกือบหมดเลย!”
ถิงถิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว นางมองไปยังจานผลไม้ที่พร่องไปจริงๆ แล้วหันกลับมามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา เสื้อผ้าที่นางสวมใส่นั้นแม้จะดูทะมัดทะแมงเหมาะแก่การปีนป่าย แต่ก็เป็ผ้าไหมเนื้อดี มีปิ่นปักผมสวยงาม บ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดา... หรือว่านี่จะเป็...
“เอ่อ... หรือว่าท่านคือ... คุณหนูแห่งจวนแม่ทัพ?” ถิงถิงลองเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก
เฉินซูเหรินชะงักไปอีกครั้ง ไม่คิดว่าบ่าวสาวใช้ผู้นี้จะพอมีไหวพริบอยู่บ้าง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะยอมรับหรือจะปฏิเสธ แต่แล้วความภาคภูมิใจในฐานะหลานสาวท่านแม่ทัพก็มีมากกว่า นางจึงกอดอกตอบกลับไปว่า
“ใช่แล้ว! ข้านี่แหละ เฉินซูเหริน! แล้วพวกเ้าล่ะ มีสิทธิ์อะไรมาอยู่ในเขตจวนของท่านปู่ข้า?!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถิงถิงก็หน้าซีดเผือด รีบค้อมศีรษะลงทันที
“บ่าว... บ่าวขออภัยเ้าค่ะ คุณหนู! บ่าวไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็ท่าน! โปรดอภัยให้บ่าวกับคุณชายด้วยเถิดเ้าค่ะ!” นางรู้ดีว่าหากล่วงเกินคุณหนูผู้นี้เข้า อาจจะเกิดเื่เดือดร้อนตามมาได้
จ้าวมู่เฉินมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของถิงถิงอย่างงุนงง “พี่สาวถิงถิง ทำไมต้องขอโทษนางด้วยเล่า? นางกินผลไม้ของข้านะ!”
“ช่างเถอะเ้าค่ะ คุณชาย” ถิงถิงกระซิบเสียงเบา พลางดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ เป็เชิงห้ามปราม
เฉินซูเหรินเห็นท่าทีหวาดกลัวของถิงถิงก็รู้สึกขบขัน และได้ใจขึ้นมาเล็กน้อย นางเลิกสนใจเื่ผลไม้เชื่อมแล้ว แต่หันมาให้ความสนใจกับบุรุษท่าทางแปลกๆ ผู้นี้แทน “แล้วเ้าล่ะ ชื่ออะไร?” นางถามจ้าวมู่เฉิน มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จ้าวมู่เฉินเมื่อเห็นว่าถิงถิงดูจะเกรงกลัวเด็กสาวผู้นี้ เขาก็พลอยรู้สึกเกรงๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเห็นใบหน้างดงาม และดวงตาที่จ้องมองมาอย่างสงสัยใคร่รู้ ความรู้สึกทึ่งในตัวเด็กสาวผู้กล้าหาญ ที่ปีนกำแพงได้! ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง “ข้า... ข้าชื่อ จ้าวมู่เฉิน” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้มเล็กน้อย
“จ้าวมู่เฉิน?” เฉินซูเหรินทวนชื่อนั้น คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินท่านพ่อหรือท่านปู่เอ่ยถึง... อ้อ! ใช่แล้ว! คู่หมั้นที่น่าเบื่อของนางนั่นเอง! แต่... ดูไม่เหมือนที่คุณหนูในเมืองหลวงร่ำลือกันเลยสักนิด คนตรงหน้านี่ดูเหมือนเด็กน้อยไม่รู้ความมากกว่าคุณชายผู้มากความสามารถเสียอีก
ความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นมีมากขึ้น เฉินซูเหรินตัดสินใจว่าจะต้องสืบเื่ของ “จ้าวมู่เฉิน” ผู้นี้ให้รู้แน่ นางเปลี่ยนท่าทีเป็ยิ้มแย้มขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังแฝงแววเ้าเล่ห์
“เอาล่ะๆ ข้าไม่ถือสาเื่ผลไม้ก็ได้ ถือว่าแบ่งกันกิน” นางกล่าวอย่างใจกว้าง ทั้งที่ตัวเองกินไปเกือบหมด
“ข้าชื่อซูเหริน ต่อไปนี้เ้าเรียกข้าว่าพี่สาวซูเหรินก็ได้นะ”
จ้าวมู่เฉินมองรอยยิ้มนั้นแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น เขาพยักหน้ารับ “ขอรับ พี่สาวซูเหริน”
“ดีมาก!” เฉินซูเหรินยิ้มกว้างขึ้น
“วันนี้ข้าต้องไปแล้ว แต่พรุ่งนี้ข้าจะมา 'เยี่ยม' ใหม่ก็แล้วกัน!” นางกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหมาย ก่อนจะหันหลังวิ่งไปยังกำแพง แล้วปีนป่ายกลับออกไปอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วราวกับลิง ทิ้งให้จ้าวมู่เฉิน และถิงถิงมองตามไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
จ้าวมู่เฉินรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รู้จัก “พี่สาว” คนใหม่ที่ทั้งสวย ทั้งเก่ง ปีนกำแพงได้! และดูเหมือนจะไม่ถือสาเื่ที่เขาจับมือนาง ส่วนถิงถิงนั้นได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกสังหรณ์ใจว่าการมาเยือนของคุณหนูจอมแก่นผู้นี้ จะนำพาความวุ่นวาย มาสู่ชีวิตอันเงียบสงบในเรือนพักท้ายจวนแห่งนี้อย่างแน่นอน...
เฉินซูเหรินปีนข้ามกำแพงเตี้ยๆ กลับเข้ามายังเขตสวนของจวนใหญ่อย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับกระรอก นางปัดเศษดินเศษหญ้าออกจากชุดผ้าไหมเนื้อดีอย่างลวกๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินไปยังเรือนพักหลักของท่านปู่ทันที ในหัวเล็กๆ ของนางนั้นเต็มไปด้วยคำถาม และความสับสนปนเป
เด็กหนุ่มคนนั้น... จ้าวมู่เฉิน... ใช่ชื่อนี้จริงๆ หรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่เรือนหลังเล็กท้ายจวนได้? แล้วท่าทางแปลกประหลาดเหมือนเด็กไม่รู้ความนั่นอีกเล่า? มันช่างแตกต่างจากคำร่ำลือที่นางเคยได้ยินจากพวกพี่ๆ หรือเหล่าคุณหนูในเมืองหลวงลิบลับนัก
พวกนั้นต่างพูดถึงคู่หมั้นของนางว่าเป็คุณชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม มีความสามารถทั้งบุ๋นบู๊ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย... แต่คนที่นางเพิ่งเจอเมื่อครู่นี้ กลับดูเหมือนเด็กโข่งท่าทางเซ่อซ่าที่สนใจแต่ผลไม้เชื่อมเสียมากกว่า!
นางไม่เข้าใจ! และเมื่อไม่เข้าใจ เฉินซูเหรินผู้ไม่เคยเก็บงำความสงสัยไว้ได้นาน ก็ตัดสินใจว่าจะต้องไปหาคำตอบจากผู้ที่น่าจะรู้ดีที่สุด ท่านปู่ของนางเอง!
นางเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินไม้ขัดมันเงา ผ่านเหล่าบ่าวรับใช้ที่โค้งคำนับให้ แต่สายตาของนางมองตรงไปยังห้องหนังสือส่วนตัวของท่านปู่ ซึ่งนางรู้ดีว่าเป็สถานที่ที่ท่านมักจะใช้เวลาพักผ่อนหรือตรวจตราเอกสารใน่บ่ายเช่นนี้
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือที่ปิดสนิท นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้ขออนุญาตตามธรรมเนียมปฏิบัติ!
ภายในห้องหนังสืออันโอ่โถงแต่ก็เรียบง่าย อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกและกระดาษสา แม่ทัพเฉินเหยาจินในชุดลำลองสีเข้ม กำลังนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ในมือกำลังถือพู่กัน จรดปลายลงบนม้วนกระดาษด้วยทีท่าสง่างาม คล้ายกำลังฝึกฝนลายมือหรือเขียนบทกวี รัศมีความสงบและน่าเกรงขามแผ่ออกมารอบกาย
“ท่านปู่!” เฉินซูเหรินร้องเรียกเสียงใส วิ่งพรวดเข้าไปหาโดยไม่สนใจว่ากำลังขัดจังหวะการใช้สมาธิของท่านหรือไม่
แม่ทัพเฉินเหยาจินชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองหลานสาวจอมแก่นด้วยแววตาที่อ่อนลง แต่ก็แฝงแววตำหนิเล็กๆ ที่นางเสียมารยาท
“ซูเหรินเอ๋ย มีเื่อันใดรึ? เหตุใดจึงส่งเสียงดังและวิ่งเข้ามาเช่นนี้?”
“ก็ข้ามีเื่สงสัยนี่เ้าคะ!” เฉินซูเหรินตอบเสียงดังฟังชัด เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของท่านปู่ กอดอก จ้องมองท่านด้วยแววตาคาดคั้น
“ข้าอยากถามท่านปู่ว่า... เหตุใด 'แขกพิเศษ' ของท่านปู่ถึงได้ไปอาศัยอยู่ที่เรือนหลังเล็กท้ายจวนของข้าได้ล่ะเ้าคะ?!” นางเน้นคำว่า 'ของข้า' ราวกับเป็เ้าข้าวเ้าของสถานที่นั้นจริงๆ
ท่านแม่ทัพเลิกคิ้วเล็กน้อย วางพู่กันลงอย่างใจเย็น “เรือนหลังนั้นข้ายกให้พวกเขาพักชั่วคราว มีอันใดไม่เหมาะไม่ควรหรือ?”
“ก็ไม่เชิงเ้าค่ะ แต่มันแปลก!” นางกล่าวต่อ ไม่ยอมลดละ
“แล้ว เขาเป็อะไรกันแน่เ้าคะ? คนที่ชื่อจ้าวมู่เฉินน่ะ! ข้าไปเจอเขามาเมื่อครู่ ทำไมเขาถึงมี อาการแปลกๆ ทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้ความ ทั้งที่ตัวโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว?”
คำถามนี้ทำให้แม่ทัพเฉินเหยาจินนิ่งไปเล็กน้อย แววตาครุ่นคิดปรากฏขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“แล้วอีกอย่างนะเ้าคะ!” เฉินซูเหรินรุกต่อทันที
“ทำไมเขาถึงไม่เหมือนที่ใครๆ พูดกันเลย?! เื่ราวที่ข้าเคยได้ยินมาจากเมืองหลวงเกี่ยวกับคู่หมั้นของข้า กับคนที่ข้าเจอเมื่อกี้นี้ มันเหมือนเป็คนละคนกันเลยเ้าค่ะ! ตกลงเื่ไหนจริง เื่ไหนไม่จริงกันแน่?!”
คำถามสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยความข้องใจอย่างแท้จริง นางจ้องมองท่านปู่เขม็ง รอคอยคำตอบที่จะมาไขความกระจ่างให้แก่ความสับสนวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นในใจนับั้แ่ได้พบกับ “จ้าวมู่เฉิน” ผู้นั้น
แม่ทัพเฉินเหยาจินมองหลานสาวตัวน้อยที่กล้าหาญชาญชัย สมกับเป็เชื้อสายของตน แววตาฉายประกายเอ็นดูระคนความหนักใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าความลับเื่อาการของว่าที่หลานเขย จะไม่ได้เป็ความลับสำหรับหลานสาวผู้แสนฉลาด และสอดรู้สอดเห็นของเขาอีกต่อไปแล้ว... เขาควรจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไรดีนะ?