ตอนที่ 325 โอเอซิสแห่งที่ 2
แผนการสร้างความปั่นป่วนของทั้งสองได้ผลดีกว่าที่คาดมาก การใช้ประโยชน์จากความหิวและน้ำหมัก 8รสทำให้สัตว์อสูรที่ขาดสติปัญญาส่วนมากคลุ้มคลั่งเสียสติในพริบตา
ทั้งสองหลบหนีออกจากระยะ หัวเราะร่วนด้วยความเบิกบาน คีตาดูจะเป็นคนที่เบิกบานที่สุดที่มันสามารถแก้แค้นจิ้งจอกทะเลทรายได้ มันไม่ใช่หมาเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ในเมื่อมีโอกาสให้เอาคืน เรื่องอะไรจะต้องปล่อยผ่าน
นิทานเงยหน้ามองท้องฟ้า เพราะความวุ่นวายเมื่อครู่รวมถึงเวลาเดินทางก่อนหน้าทำให้ยามนี้พระอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะแล้ว เทียบตำแหน่งในแผนที่แล้วเขายังพอมีเวลาไปจนถึงโอเอซิสแห่งที่สองและสำรวจก่อนที่ฟ้าจะมืด
หลายสิบกิโลเมตรต่อมาโอเอซิสขนาดใหญ่จึงปรากฏแก่สายตา เพียงมองจากระยะไกลยังสามารถคาดเดาถึงความใหญ่โตของมันได้ โอเอซิสแห่งแรกที่เล็กจ้อยนั้นเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
ปัญหาหลักคือพื้นที่ภูมิประเทศของโอเอซิสแห่งนี้ มันเป็นภูมิประเทศที่ขรุขระ เต็มไปด้วยป่ารก ยากต่อการตรวจสอบละเอียด แม้แต่พลังอาณาเขตเมื่อมองจากมุมสูงยังยากจะมองเห็นต้นไม้ทุกต้นที่โดนบดบัง
เรื่องนี้ทำให้นิทานกุมขมับด้วยความเหนื่อยหน่าย หากเป็นโอเอซิสแบบแรกเพียงมองสำรวจผ่าน ๆ จากด้านนอกก็สามารถมองครบทุกภาคส่วนได้ไม่ยากแล้ว แต่เมื่อเป็นโอเอซิสรูปแบบนี้ หากมีต้นหอมแสนลี้อยู่ภายในป่าสักต้นนิทานจะแทบไม่มีทางพบเลยหากมองจากด้านนอก
นิทาน มีกลิ่นสัตว์อสูรแต่ไม่เห็นตัว คีตารายงาน พลังอาณาเขตในพื้นที่รอบโอเอซิสแห่งนี้ยังคงทำงานได้แทบจะเป็นปกติ มันสามารถมองพื้นที่ได้เป็นส่วนใหญ่ แม้จะไม่สามารถตรวจสอบต้นไม้ทุกต้นละเอียดแต่ก็สมควรมากพอจะตามหาสัตว์อสูรระดับอริยะสักตัวหนึ่ง
พลังจิตวิญญาณโดยรอบไม่ได้ถูกบิดผันแบบที่อูฐหอมดอกไม้ทำได้แต่คีตากลับหาตัวมันไม่เจอ หมายความว่ามันต้องเป็นสัตว์อสูรระดับอริยะที่มีความสามารถในการซ่อนตัว
ไม่มีทางเลือกนี่นา ยังไงก็ต้องเข้าไปสำรวจตรง ๆ แล้วล่ะ นิทานถอนหายใจ
ทั้งสองเดินอ้อมโอเอซิสเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบรอบตัว รอยเท้าและร่องรอยของสัตว์ป่าหลายตัวยังคงพบเห็นได้บ้างตามพื้นทราย ร่องรอยหลายจุดที่มีขนาดใหญ่และรัศมีพลังนั้นต่างมุ่งหน้าตรงเข้าไปยังโอเอซิสแห่งนี้
เพียงดูจากปริมาณรอยเท้าก็พอจะเดาได้ว่าที่นี่สมควรเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำสำคัญ สัตว์อสูรมากมายจึงแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย
ป่าของโอเอซิสแห่งนี้มีต้นพืชหน้าตาประหลาดมากมายที่นิทานไม่เคยเห็น เป็นต้นไม้ที่มีใบใหญ่เกือบเท่าลำต้น ห้อยยาวลงมาจากส่วนยอดสุด กระจายคล้ายใบร่ม รอบใบเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีเหลืองซีด คล้ายแห้งกรังแต่กลับเหนียวอย่างน่าประหลาด
เถาวัลย์พวกนี้เองที่ทำให้นิทานยากจะตรวจสอบให้ครบทุกตารางเมตร จำต้องใช้จางหายลอบเดินทางเข้ามาสำรวจอย่างเชื่องช้าเช่นนี้ ขนาดของโอเอซิสแห่งนี้แม้จะใหญ่กว่าโอเอซิสแรกแต่ก็ไม่ได้ใหญ่จนเทียบเท่าป่า มีขนาดเพียงไม่ถึงตารางกิโลเมตร
พื้นที่เท่านี้ตามปกติแล้วคีตาเพียงตั้งสมาธิครู่เดียวก็มากพอจะตรวจสอบจนทั่ว แต่เพราะความรกมันจึงไม่อาจทำได้ จะให้วิ่งวุ่นตรวจสอบไว ๆ ก็ทำไม่ได้อีกเพราะมีสัตว์อสูรระดับอริยะปกปิดตัวอยู่ในโอเอซิสแห่งนี้ ทางเดียวที่เหลือจึงเป็นการเดินตรวจสอบด้วยสองเท้า
เมื่อตรวจสอบไปได้ครึ่งป่าคีตาจึงสะกิดนิทานน้อย ๆ ภาพถูกส่งผ่านเข้ามา แอ่งน้ำสีอิฐขุ่นอยู่ที่ใจกลางของโอเอซิส ตัวบ่อนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงสิบกว่าเมตร รอบด้านคือต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนคลุมนภาเหนือบ่อจนมิด
ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ภายในดวงตาเกิดประกายแห่งความตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นแอ่งน้ำสีนี้มาก่อน และด้วยความแปลกตา เป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามันอาจเป็นสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติสักชนิดหนึ่ง
คีตาตื่นเต้นกว่านิทานมาก มันย่ำเท้าไปมาอยู่กับที่ ทั้งสองพลันเปลี่ยนเส้นทาง เดินทางด้วยเส้นทางที่ใกล้ที่สุดตรงไปหาแอ่งน้ำสีอิฐนั้น
บริเวณรอบแอ่งน้ำสีอิฐนั้นมีสัตว์ป่าทั่วไปอยู่หลายชนิด พวกมันดื่มน้ำแก้กระหายอยู่โดยรอบ เว้นระยะจากกันและกันอย่างพอเหมาะ ทั้งสองไม่มุ่งตรงเข้าไปสำรวจแอ่งน้ำใกล้ ๆ โดยทันที แต่จับตาดูปฏิกิริยาของเหล่าสัตว์ป่าที่ดื่มน้ำเหล่านั้นก่อน
ไม่มีตัวใดมีท่าทีผิดปกติ พวกมันทั้งหมดเมื่อดื่มเสร็จจึงแยกย้ายกลับเข้าป่า หมูตัวหนึ่งถึงกับเดินลงไปแช่น้ำคลายร้อนเสียด้วยซ้ำ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติทั้งสองจึงคลายจางหายออกไปสำรวจแหล่งน้ำ
น้ำเย็นเจี๊ยบเลย ดูชื่นใจ! คีตาประเมินหลังจากที่มันก้มมองน้ำสีอิฐใกล้ ๆ มันยังไม่ได้ทดลองดื่มแต่อย่างใด
มีพลังจิตวิญญาณอยู่ในน้ำด้วย ไม่ใช่เกิดจากตัวน้ำโดยตรงแต่เหมือนโดนพลังจิตวิญญาณผสานเข้ากับน้ำมากกว่า ใต้แอ่งมีอะไรอยู่รึเปล่า? นิทานก้มลงมองสีอิฐในแอ่งน้ำ การวิเคราะห์ของนิทานนั้นยึดตามหลักเหตุผลที่ว่า หากน้ำสีอิฐนี้เป็นสิ่งล้ำค่าทางธรรมชาติ เช่นนั้นมันก็สมควรปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมาด้วยตนเอง ไม่ใช่เหมือนโดนบางสิ่งผสมพลังจิตวิญญาณลงไปเช่นนี้
พลังจิตวิญญาณที่ผสานอยู่ในน้ำคือต้นเหตุที่ทำให้สัตว์ป่าแถวนี้นิยมมาดื่ม และยังเป็นต้นเหตุของความรู้สึกสดชื่นของคีตาอีกด้วย นิทานรู้สึกคาใจไม่น้อยเมื่อหันสายตาไปรอบ ๆ ป่าแห่งนี้
ไม่มีสัตว์อสูรอยู่เลย มีเพียงสัตว์ป่าเท่านั้น ระบบนิเวศเช่นนี้นั้นผิดปกติ
โอเอซิสแห่งแรกนั้นถูกปกครองโดยอูฐหอมดอกไม้ที่เป็นสัตว์กินพืช มันไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกโอเอซิสเพื่อหาอาหาร แต่โอเอซิสแห่งนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันเช่นนั้น
หากสัตว์อสูรระดับอริยะที่ซ่อนตัวอยู่เป็นพวกกินเนื้อ เช่นนั้นมันก็จำเป็นต้องล่า ในโอเอซิสแห่งนี้มีเพียงสัตว์ป่าทั่วไปที่มีสารอาหารน้อยไม่ถูกปากสัตว์อสูรระดับสูงอย่างเช่นระดับนักสลักไตร หมายความว่ามันต้องออกไปล่าหาในทะเลทรายฝังอัญมณี
ปัญหาก็คือระหว่างทางมานี้และยามที่นิทานและคีตาตรวจสอบรอบตัว เขาไม่พบร่องรอยหรือกลิ่นของสัตว์อสูรตัวดังกล่าวยามออกล่าเลย มีเพียงร่องรอยของสัตว์อสูรตัวอื่นที่เดินทางเข้ามา
และนั่นคือปัญหาจุดที่สอง ร่องรอยเหล่านั้นมีแต่เดินทางเข้ามา มีเพียงส่วนน้อยที่ออกไป ก่อนหน้านั้นเขาเพียงคิดง่าย ๆ ว่าส่วนมากคงออกหากินในโอเอซิสหรือพักผ่อนอยู่ในนั้น ร่องรอยเก่าสมควรถูกพัดหายไปกับทราย แต่เมื่อเข้ามาแล้วจึงได้พบว่ามันไม่ใช่
รอบ ๆ นี้ไม่มีสัตว์อสูรอยู่แม้แต่ตัวเดียว ไม่มีตัวใดออกไปจากโอเอซิสแห่งนี้ แต่ภายในโอเอซิสนี้ก็ไม่พบสัตว์อสูรใดเช่นกัน มีเพียงสัตว์ป่าอ่อนแอกับแหล่งน้ำที่มีพลังจิตวิญญาณประหลาด
ระบบความคิดของนิทานย่อมส่งผ่านไปถึงคีตา ม้าแผงคอแดงสีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งเครียด พลังจิตวิญญาณโคจรในร่างพร้อมใช้งาน หลากความคิดและข้อสังเกตก่อขึ้นในหัว แต่ในเมื่อเขายังหาคำตอบไม่ได้นิทานจึงพักความตึงเครียดไว้ก่อน
รีบตรวจสอบรีบออกเถอะนิทาน ไม่สบายใจเลย คีตาตอบหลังจากที่ได้รับรู้ความผิดปกติ มันพลันปรากฏความไม่สบายใจขึ้นมา สัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันไม่ได้มีการร้องเตือนใด ๆ และนั่นคือจุดที่มันกังวล
ทั้งสองตัดสินใจออกสำรวจต่อ ก่อนไปนิทานหยิบขวดโอสถขนาดเล็กขวดหนึ่งขึ้นมา ตักน้ำสีอิฐเก็บลงไปจำนวนหนึ่ง หวังนำมันกลับไปศึกษาต่อในภายหลัง วินาทีที่มือของนิทานแตะสัมผัสถูกน้ำ สีอิฐที่อยู่ในน้ำพลันเข้มขึ้นอีกหลายส่วนโดยเริ่มจากจุดที่นิ้วของนิทานแตะลงไป
พลังจิตวิญญาณในแอ่งน้ำสั่นไหวเมื่อมันรับรู้ได้ถึงพลังจิตวิญญาณระดับนักสลักเอกจากปลายนิ้วของนิทาน เพียงชั่วพริบตาเดียว ผงสีอิฐจำนวนมากเริ่มไต่ขึ้นปลายนิ้วของนิทาน กลิ่นเหม็นคล้ายของเสียกระจายออกจากผงสีอิฐเหล่านั้น
นิทานตบหน้าอกของตน ทำลายแผ่นกระดาษคัมภีร์ชำระอย่างไม่ลังเล พลังศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างระดับอริยะแผ่พุ่งเข้าทำลายผงสีอิฐนั้นภายในพริบตา กลิ่นเหม็นเน่าที่ติดอยู่ที่ปลายนิ้วพลันหายวับ
กระแสลมลูกใหญ่พัดปลายหางม้าสีดำสวยของเรนเดลจนปลิวไสว ร่มปกปักหทัยข้างกายไปอยู่ในปากของคีตาที่กระโดดขึ้นฟ้า ตัวร่มกางออก บดบังร่างของทั้งสองจนมิด
เสียงปะทะดังสนั่นเกิดขึ้นตามมา ร่มปกปักหทัยแม้ยังไม่ได้รับการพัฒนาหากก็ยังแข็งแรงทนทาน พลังจิตวิญญาณและแรงปะทะรุนแรงถึงเพียงนั้นหากตัวร่มกลับไม่มีความเสียหายแม้แต่น้อย
เป็นคีตาเองที่ไร้ที่ตั้งหลัก โดนแรงปะทะนั้นอัดให้กระเด็นออกไปทางอีกด้านพร้อมกับนิทานที่ติดพาไป นิทานไม่ได้เห็นการโจมตีที่คีตาป้องกันไว้ทัน มันไม่มีเวลาส่งผ่านข้อมูล หากแต่ตอนนี้ที่ทั้งสองลอยละลิ่วออกไปเขาได้พบเห็นสิ่งที่โจมตีเขาในที่สุด
จะงอยปากสีแดงอิฐคือตัวการของแรงปะทะรุนแรง เจ้าของจะงอยปากสะบัดปีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว ปลายขนเกิดละอองสีอิฐที่พัดเข้าหาทั้งสอง คีตากางร่มปกปักหทัยป้องกันอีกครั้ง ผงสีอิฐเหล่านั้นเกาะติดกับตัวร่ม พลังจิตวิญญาณอีกสายระเบิดออกจากผงเหล่านั้น กลายเป็นแรงระเบิดที่ผลักร่างของทั้งสองให้กระเด็นเปลี่ยนทิศทาง
นิทานเหยียบอากาศสุดแรงเกิดเพื่อหยุดแรงผลักเมื่อเห็นว่าปลายทางของการร่วงหล่นคือบ่อน้ำสีอิฐเมื่อครู่ ในตอนนี้ผงสีอิฐในบ่อน้ำรวมตัวกันกลายเป็นกรงเล็บนกที่อ้ารอพวกเขาอยู่
เพียงก้าวเหยียบนภาไม่มากพอจะต่อต้านผงสีอิฐปริมาณมหาศาลที่นกแร้งปล่อยออกมา นิทานหันไปตบกระดาษคัมภีร์ชำระอีกแผ่นที่กลางอกของคีตา สลายผงสีอิฐไปจนสิ้น แล้วจึงคว้าร่างคีตาเหยียบนภาลงสู่พื้นดิน
แกว๊ก!
นกแร้งขนาดใหญ่สีทองกรีดร้องเสียงดังลั่นเมื่อเห็นว่าเหยื่อทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ปากของมันอ้าออกกว้าง ลำแสงสีอิฐก่อตัว ควบแน่นกลายเป็นสายฝนที่พัดพาขึ้นสู่ฟ้า เพียงพริบตาฟากฟ้าเหนือโอเอซิสทั้งมวลก็กลายเป็นสีอิฐแดงฉาน
-่าฝน คำแห่งพลังสีทองเจิดจ้าที่จะงอยปากแผ่พลังจิตวิญญาณมหาศาล พร้อมกันนั้นเองที่นิทานสัมผัสได้ถึงร่องรอยของคำแห่งพลังอีกคำหนึ่งที่ใต้ขนปีก พลังจิตวิญญาณในร่างไหลผ่านคำแห่งพลังทั้งสอง ผสานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วก่อนจะยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า
ฝนทราย-่าใหญ่ระดมตกลงมาพร้อมกันกับที่สีหน้าของนิทานและคีตากลับกลายเป็นซีดเผือด ไอ้แร้งบ้านี่มันจะรีบใช้ผสานคำไปไหน!