คิรากรเดินออกมาจากห้องทำงานของเ้าของและผู้บริหารค่ายเพลงที่ตนสังกัดอยู่ด้วยความรู้สึกที่อยากจะหายตัวไปให้ได้จากสภาพความอึดอัดใจที่เป็อยู่นี้ แต่ก็ติดที่ใบสัญญา
ใบแรกที่เขาเซ็นก็เพราะอยากเป็นักร้องอยากมีรายได้เพื่อพึ่งพาตัวเองและใบที่สองเขายอมเซ็นเพราะสำนึกในบุญคุณที่ค่ายเพลงเป็ผู้ปั้นให้เขาโด่งดังมีชื่อเสียงและมีเงินทองขึ้นมา
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันเป็เหมือนโซ่ตรวนที่รัดเขาแน่นขึ้นทุกทีจนแทบหายใจไม่ออก จะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าภายใต้ภาพพจน์ที่ดูสวยหรูเลิศลอยนี้เขาต้องรู้สึกกล้ำกลืนแค่ไหน
“พี่คิวขา จะไปไหนหรือค่ะ”
สาวน้อยที่ชื่ออรกมลเดินเข้ามาหาเขา หล่อนน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับวนิศราแต่บุคลิกท่าทางต่างกันลิบลับ อรกมลเป็คนร่าเริง ช่างพูด มั่นใจในตัวเองหรืออาจจะหมายถึงเอาแต่ใจตัวเองมากด้วย เธอแต่งกายทันสมัยและใช้ของแบรนเนมอยู่เสมอตามประสาลูกสาวของผู้มีฐานะอยู่ในระดับมหาเศรษฐี
“เอ่อ...ผม”
คิรากรยังนึกไม่ทันว่าจะตอบอย่างไรดี เ้าหล่อนก็รีบรวบรัด
“ออกไปทานข้าวกลางวันด้วยกันนะคะ น้องอรรู้จักร้านอาหารที่อร่อยมากอยู่ร้านหนึ่ง ถ้าพี่คิวได้ทานแล้วรับรองว่าจะติดใจแน่นอน”
เธอกล่าวพร้อมกับเข้ามากอดแขนเขาอย่างสนิทสนมทั้งที่พึ่งเจอกันเป็ครั้งที่สองเท่านั้น และครั้งแรกก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย
“ผมต้องดูก่อนว่ามีซ้อมร้องเพลงกับพี่ๆนักดนตรีเพื่อเตรียมเล่นคอนเสิร์ตหรือเปล่า”
คิรากรตอบโดยมีนัยสำคัญคือจะหาทางปฏิเสธ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเป็พิเศษกับเด็กสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่มีหรอกค่ะ ถึงมีก็เลื่อนไปซ้อมตอนบ่ายก็ได้ เพราะคุณอาธนวุฒิสั่งให้เราออกไปทานอาหารด้วยกัน”
อรกมลวางท่าถือไพ่เหนือกว่าด้วยการอ้างถึงคำสั่งของคนที่คิรากรพึ่งเดินออกมาจากห้องทำงานของเขา และชายหนุ่มก็คงไม่มีทางปฏิเสธเพราะมันก็เป็คำสั่งเดียวกันกับที่เขาพึ่งได้รับมาหยกๆนั้นเอง