ฟ้าว!
ลำแสงขาวก่อตัวปะทุออกจากปลายนิ้วของมู่เฟิงคมกริบดุจแสงดาวตกที่พาดผ่านน่านฟ้า จู่โจมใส่หน้าอกเฮ่อเสี่ยน
อุบัติการณ์กะทันหันที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คาดคิด
ก่อนหน้านี้ทุกผู้ทุกนามล้วนมองมู่เฟิงเป็นไอ้ปัญญาอ่อนหนำซ้ำยังเป็นไอ้ปัญญาอ่อนที่ไร้ยางอายอีกด้วย คงไร้ความสามารถแต่แผนร้ายกลลวงนี่ถนัดนัก
ทว่าเมื่อครู่นี้เองที่มู่เฟิงไม่เพียงต้านการบุกซึ่งๆหน้าของเฮ่อเสี่ยนได้ แต่ยังโต้กลับได้รวดเร็วทั้งที่อีกฝ่ายรุกไล่รุนแรงและแข็งแกร่งช่างเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
ปึ้ง!
พลังรุนแรงปะทะกันจนพลังหยวนแท้แตกกระสานซ่านเซ็นไปทั่วลมแรงโกลาหลกวาดล้างทั้งสังเวียน อากาศธาตุเจือเสียงกู่ร้องของคลื่นปราณ
เฮ่อเสี่ยนผู้มีตบะระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งไม่อาจครองความได้เปรียบยามเผชิญหน้ากับมู่เฟิงได้
“นี่น่ะหรือที่เจ้าว่า ‘ไม่มีโอกาสให้ข้าได้โต้กลับ’?” มู่เฟิงเยาะเย้ยถากถาง
เฮ่อเสี่ยนหงุดหงิด แสงสุกสกาวคมกล้าไต่ตัวกระบี่เร็วรี่ รังสีสังหารเย็นอบอวลจากสังเวียนประลองลงมาเบื้องล่าง“หึ ข้าดูเบาเจ้าเกินไป ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเสแสร้งแกล้งโง่เก่งถึงเพียงนี้”
“ฮะๆ ขอโทษที ข้าไม่เคยโง่อยู่แล้ว เจ้าคิดเองเออเองต่างหาก”
สิ้นคำ มู่เฟิงขยับเท้าเป็นการเคลื่อนไหวอันปราดเปรียว นำพาพลานุภาพปราณที่ไม่ด้อยไปกว่าของศัตรูเข้าประจันหน้าลำแสงสีขาวสายแล้วสายเล่าแลบแล่นออกจากปลายนิ้ว ทุกสายเต็มเปี่ยมด้วยเดชานุภาพน่าพรั่นพรึง
เฮ่อเสี่ยนไม่กล้าดูเบามู่เฟิงอีกต่อไปเขาสร้างปราณกระบี่แวววาวออกมาต้านทานไม่หยุด
พลันนั้น สังเวียนประลองเกิดกระแสลมปั่นป่วน ทั้งสองโรมรันห้ำหั่นจนกระแสปราณรอบทิศสั่นสะท้าน
...
“ศิษย์ ศิษย์พี่มู่เฟิงเก่งปานนี้ได้อย่างไร?” หลี่ฮุยเย่ใต้สังเวียนตาโตหน้าตาตะลึงงัน
โจวลู่ก็เบิกตาค้างเติ่งไม่ต่างกัน หว่างคิ้วมีแต่ความคาดไม่ถึง เห็นทีว่ามู่เฟิงคงแกล้งโง่แสร้งบ้ามาตั้งแต่เริ่มเพื่อจะรอโอกาส ‘แต่งเป็นหมูกินเสือ’ นี่เอง
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ท่านรู้ถึงพลังที่แท้จริงของศิษย์พี่มู่เฟิงมานานแล้วหรือ?”ศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์ผู้หนึ่งถามขึ้น
ฉู่เหินส่ายหน้าเป็นเชิงว่าเขาเองก็ไม่รู้มาก่อน
แต่หากจะบอกว่ามู่เฟิง ‘แกล้งโง่แสร้งบ้า’ นั้น ฉู่เหินกลับไม่เห็นด้วย เขาก็ชวนปวดหัวเช่นนั้นอยู่ทุกวันแสดงไม่ได้ตลอดเวลาหรอก บอกได้เพียงว่าเขามีวิธีรับมือกับเรื่องราวต่างๆแตกต่างจากคนอื่นเท่านั้น
“พลังเนตรปีศาจ...”
ฉู่เหินพึมพำ พลังประหลาดเคลื่อนไหวเร้นลับในกายา
สิ้นความรู้สึกรุ่มร้อน สองตาฉู่เหินปรากฏแสงสีม่วงเลือนรางทัศนวิสัยเปลี่ยนแปรและบิดเบี้ยว ชั่วขณะนั้น พลังหยวนแท้ในกายคนทั้งสองบนสังเวียนก็เผยในห้วงคิดของฉู่เหิน
“นั่นมัน?”
ฉู่เหินเพ่งสายตา ใบหน้าหล่อเหลารูปงามฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง
พลังเนตรปีศาจทำให้ฉู่เหินมองเห็นว่าลำแสงขาวที่มู่เฟิงใช้นั้นหาใช่ก่อตัวจากพลังหยวนแท้ธรรมดาไม่
แต่เป็นภาพมายาคลับคล้ายคลับคลาแสงกระบี่ต่างหาก
เงากระบี่ที่ห่อหุ้มด้วยแสงขาวหรือ?
อีกทั้งมู่เฟิงก็ไม่ได้ถือกระบี่เลยสักเล่ม ใช้นิ้วเป็นกระบี่กระบี่ไร้ตัวตน...
ฉู่เหินเก็บพลังเนตรปีศาจกลับมา นัยน์ตากลับเป็นสีลุ่มลึกสุดหยั่งถึงเช่นเคย
มู่เฟิงไม่ใช่คนธรรมดา!
ฉู่เหินถอนหายใจแผ่วเบา หว่างคิ้วเจือแววสับสนหลายส่วน แล้วจึงส่ายหน้าครุ่นคิดในใจ คนธรรมดาไม่มีทางใช้ ‘เงากระบี่ไร้ลักษณ์’ ได้ เห็นทีเบื้องหลังของมู่เฟิงคงมีความลับที่ไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้อยู่ด้วย
แน่นอนว่าฉู่เหินเพียงสงสัยใคร่รู้ก็เท่านั้น
ไม่ว่ามู่เฟิงจะเป็นใครก็หาได้กระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองไม่
ในเมื่อตั้งแต่แรกเริ่มจนบัดนี้ มู่เฟิงไม่เคยคิดทำเรื่องร้ายต่อฉู่เหินเลย
นับประสาอะไรกับการที่คนทุกคนล้วนมีความลับของตนเองเฉกเช่นฉู่เหินที่ก็มีความลับฟ้าตะลึงที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้
...
“เหอะ ไม่นึกเลยว่าสำนักดาราสวรรค์จะยังมีอัจฉริยบุคคลเช่นนี้”เขตสำนักวายุจักรพรรดิ เหรินชงมองการสัประยุทธ์ด้านบนอย่างสนุกสนาน
“เขาน่าจะเป็นหนึ่งในศิษย์ใหม่ที่แกร่งที่สุดในปีนี้ของสำนักดาราสวรรค์กระมัง”บุรุษหนุ่มคนหนึ่งโพล่ง
“จริงหรือ?” เหรินชงสงสัยชำเลืองมองเย่โยวข้างกายแล้วยิ้มเหลาะแหละ “หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าเบื่อแย่ข้าหวังว่าใครคนนั้นคงทนไม้ทนมือข้าได้เกินสิบกว่าครั้งนะ”
เย่โยวไม่เปลี่ยนสีหน้าอันใด นางตอบนิ่งๆ “เช่นนั้นท่านคงต้องผิดหวังแล้วใครคนนั้นไม่มีความสามารถปานนั้นหรอก”
“เหอะๆ” เหรินชงหัวเราะไม่พูดไม่จา
...
การประลองบนสังเวียนดุเดือดขึ้นเรื่อยๆลำแสงสีขาวและเงากระบี่คมเฉียบปะทะพุ่งชนกันไม่มีหยุดสังเวียนกลายเป็นรูโหว่นับไม่ถ้วน เศษหินกระจุยกระจาย ฝุ่นดินปลิวว่อน
เฮ่อเสี่ยนกับมู่เฟิงต่อกรกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ดูผิวเผินแล้วเฮ่อเสี่ยนเหมือนจะถือไพ่เหนือกว่าเล็กน้อยแต่หากเทียบกันกับมู่เฟิงแล้วเขาได้เปรียบแค่ที่มีศาสตราวุธในมือเพิ่มมาเท่านั้นเอง
โครม!
คลื่นกระแทกพลังรุนแรงระเบิดออกระหว่างคนทั้งสอง สองราถอยร่นอย่างรวดเร็ว
ยามล่าถอย ลำแสงสีขาวแข็งแกร่งก็ปะทุออกจากกายมู่เฟิงคลื่นพลังรุนแรงดลให้กระแสอากาศโดยรอบปั่นป่วนรวนเรไม่หยุด
“นี่มัน?”
ผู้คนใต้สังเวียนเห็นพลังหยวนแท้ถาโถมรวมตัวยังสองฝ่ามือของมู่เฟิงอย่างว่องไวได้ชัดเจนหลอมรวมไปยังปลายนิ้วทั้งสิบ พลังอันน่าสะพรึงกลัวคึกคะนอง
“ดูซิว่าพ่อจะกระทืบแกเยี่ยงหมาเช่นไร”
ฟิ้วๆ
พูดไม่ทันขาดคำ มู่เฟิงก็กางนิ้วทั้งสิบออก อากาศธาตุบังเกิดเสียงสั่นไหวลำแสงสีขาวก่อร่างแลบแล่นออกจากปลายนิ้ว
ลำแสงขาวดุจของจริงลากเป็นคลื่นปราณเกือบโปร่งใสในอากาศกวาดล้างเข้าหาเฮ่อเสี่ยนจากทุกองศา รังสีปราณเย็นยะเยือกเหมือนดั่งลูกธนูดีดผึงจากสายพลานุภาพสุดต้านทาน
“ดี!” หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์กู่ร้อง
บรรดาศิษย์ใหม่สำนักอื่นต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆ กัน
...
นัยน์ตาที่หรี่ลงของเฮ่อเสี่ยนสะท้อนภาพลำแสงเย็นยะเยือกสิบสายที่เหินฟ้ามาหาเพียงพริบตา พลังหยวนแท้แห่งเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งก็ปลดปล่อยออกมาจากกายจนหมดสิ้น
เฮ่อเสี่ยนวาดกระบี่เป็นแนวขวางไว้เบื้องหน้าปราณกระบี่ไพศาลหลายสิบสายพันวนรอบตัวกระบี่เร็วรี่ เสียง ‘เคร้ง’ ดังขึ้นมาปราณกระบี่ถาโถมก่อร่างเป็นภาพมายาแสงกระบี่กว้างและใหญ่ด้านหน้าเฮ่อเสี่ยน
“ความสามารถแค่นี้คิดหรือว่าจะเอาชนะข้าได้?”
“โล่ปราณกระบี่!”
ตูม ตึง!
ลำแสงสีขาวสิบสายถล่มใส่แสงกระบี่เบื้องหน้าเฮ่อเสี่ยนติดต่อกันพลังแรงกล้ากระแทกกระทั้นประหนึ่งหินผาถล่มจากขุนเขา
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงนับคู่ไม่ถ้วน ลำแสงขาวสิบสายเปล่งประกายแสงเจิดจรัสอากาศธาตุบังเกิดเสียงผ่าสลาตันถี่รัวเป็นรัศมีจากร่างเฮ่อเสี่ยน
ปึง!
ภาพมายาแสงกระบี่เบื้องหน้าเฮ่อเสี่ยนแตกสลายเป็นผุยผงการบุกอันโหมกระหน่ำดุจน้ำหลากกวาดล้างเข้าหา วินาทีที่ลำแสงสีขาวสิบสายจู่โจมถึงตัวเฮ่อเสี่ยนมันก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นภาพมายาแสงกระบี่ที่เหมือนฝันและโปร่งใสสิบสาย
อะไร?
นั่นมันอะไรกัน?
คนใต้สังเวียนมากมายอดยืนขึ้นไม่ได้ ใบหน้าทุกผู้ล้วนตื่นตะลึง
ลำแสงขาวนั่นซ่อนเงากระบี่เอาไว้ด้วย
มู่เฟิงทำได้อย่างไรกัน?
ฉัวะ
ไม่ทันให้ตื่นจากความตระหนกเงากระบี่สิบสายนั้นก็แทงเข้าที่ร่างเฮ่อเสี่ยนทั้งหมด
เสื้อผ้าเฮ่อเสี่ยนขาดเป็นรอยเลือดสิบสายในบัดดลความเจ็บปวดรวดร้าวถึงขีดสุดแผ่ลามไปทั่วร่าง เปลวเพลิงโทสะไร้ที่สิ้นสุดลุกโชติช่วง
“สารเลว ข้าจะสับแกเป็นชิ้นๆ”
ลำแสงขาวทั้งสิบไม่ได้ทำร้ายเฮ่อเสี่ยนถึงตาย แต่กลับดูน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง
เฮ่อเสี่ยนผู้ตกอยู่ในเพลิงโทสะดวงตาเรืองรองด้วยจิตสังหาร
กระนั้น ยามโกรธแค้นเกินระงับมู่เฟิงกลับตัดสินใจบางอย่างเช่นที่ใครก็ไม่คาดฝัน
“พอ พ่อไม่สู้ต่อแล้ว ชัยชนะยกให้แก”
ไม่สู้ต่อแล้ว?
ทุกคนในที่นั้นอึ้งไปตามๆ กัน มาไม้ไหนกันอีกเล่านี่?
“สารเลว ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะกันเลย อย่าคิดจะได้ลงจากสังเวียน!” เฮ่อเสี่ยนกัดฟันกรอด
“ฮึๆ เจ้ายุ่งอะไรกับข้า?”
มู่เฟิงทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘แล้วเจ้าจะทำไม?’ พลันกระโดดลงจากสังเวียนอย่างไร้ลังเล ก้าวอาดๆกลับไปประจำที่ของสำนักดาราสวรรค์
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันดลให้คนทั้งสนามตั้งตัวไม่ทัน
กำลังได้ที่แต่กลับเลิกสู้เสียดื้อๆ มู่เฟิงกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?
“อะไรกันนี่ เจ้าตัวกลัวตายขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?”
“ใครจะไปรู้เล่า สู้ได้ครึ่งยกก็ไม่สู้ต่อแล้วพับผ่าสิวะ!”
...
เสียงเอ็ดตะโรโห่ลั่นดังไม่หยุด เฮ่อเสี่ยนบนสังเวียนประลองโกรธจนอกแทบแตก
ชัยชนะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับแพ้ มู่เฟิงทำเฮ่อเสี่ยนบาดเจ็บแล้วยอมแพ้เสียดื้อๆเท่ากับไม่เหลือโอกาสให้เขาได้แก้แค้นเลย
ไม่เพียงแต่เฮ่อเสี่ยนเท่านั้นที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแม้แต่ศิษย์สำนักจันทร์สกาวคนอื่นก็อัดอั้นตันใจไม่หยอก
...
“ศิษย์พี่มู่เฟิง ทำไมท่านถึงหยุดสู้เสียดื้อๆ ขอรับ? ท่านชนะได้นะ!” หลี่ฮุยเย่ถามอย่างฉงน
มู่เฟิงยิ้มไม่ใส่ใจ “ข้าคิดว่าสู้พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสู้ต่อ”
“เจ้ากลัวว่าจะไม่ทันระวังฆ่าเขาตายกระมัง?” ฉู่เหินถามเสียงนิ่ง
มู่เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เห็นความนัยที่ส่งผ่านมาจากสายตาฉู่เหินก็เพียงแต่ยิ้มไม่พูดอะไร
...
การสัประยุทธ์ครานี้จบลงอย่างพิสดารพันลึก
เฮ่อเสี่ยนยังอยู่บนสังเวียน เห็นได้ชัดว่าอยากสู้ต่อ
แต่กระนั้น เห็นใบหน้าดำคล้ำเขียวมุ่งร้ายของเฮ่อเสี่ยนแล้วสำนักทั้งหลายก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปประมือด้วยเลย ทุกผู้ล้วนรู้ได้ว่าตอนนี้เฮ่อเสี่ยนกำลังโกรธจัดอีกครู่เขาต้องระบายโทสะทั้งหมดที่มีใส่คู่ต่อสู้คนถัดไปเป็นแน่
ไม่มีความสามารถจริงจะกล้าท้าทายเขาได้อย่างไร?
ทันใดนั้นเอง ร่างสะโอดสะองอ้อนแอ้นก็เดินออกมาจากขบวนสำนักมหาหัสดีแล้วหายตัวไปปรากฏกายบนสังเวียนประลองยุทธ์
ผู้ชมต่างตาเป็นประกาย
“อวี๋เฉินอวี้!”
………………………..