ร่างผอมแห้งในชุดคลุมสีเทาของผู้าุโอวี้หยุนก้าวเดินเข้าสู่กระท่อมไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขียวชอุ่มบนยอดเขา เมื่อเข้ามาภายในกระท่อม บรรยากาศก็ให้ความรู้สึกเย็นสบายและเงียบสงัด ผู้าุโอวี้หยุนหยิบกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ รินน้ำชาอุ่นๆ ลงในถ้วยชาสีขาว จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มฟางหลงที่ยืนค้อมตัวอยู่ตรงข้าม
“ก่อนอื่น ข้าต้องสอบถามเ้าสักเล็กน้อย”
ผู้าุโอวี้หยุนกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความเข้มงวด
“จากภารกิจทดสอบและการสอบถามที่ข้าได้ยินมา กลุ่มของเ้ามีเ้าเป็ผู้นำและยังเป็มันสมองของกลุ่ม เ้าเชี่ยวชาญเื่สมุนไพรใช่หรือไม่?”
ฟางหลงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงสุภาพและนอบน้อม
“ใช่ขอรับ ศิษย์มาจากตระกูลฟางที่พอมีความรู้ด้านสมุนไพร แต่ความรู้ที่ศิษย์รู้นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอผู้าุโโปรดอย่าคิดจริงจัง”
ผู้าุโอวี้หยุนโบกมือเป็การขัดจังหวะ
“พอๆ ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะถามอีกข้อ ในฐานะที่เป็ทายาทของตระกูลฟาง เ้าถนัดในการใช้สมุนไพรในด้านใด รักษาคน กลั่นโอสถ หรือเอาไว้ใช้ดูดซับทดแทนพลังงานฟ้าดิน?”
แม้ว่าข้อสุดท้ายนี้จะเป็การสิ้นเปลืองอย่างมาก แต่ในสภาวะที่พลังปฐมฟ้าดินขาดแคลนเช่นนี้ ย่อมต้องมีคนใจกล้าบ้าบิ่นนำสมุนไพรล้ำค่ามาปู้ยี่ปู้ยำเพื่อยกระดับพลังของตนอย่างแน่นอน ดังนั้นชายชราจึงถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
ฟางหลงนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่เพื่อคำนึงถึงคำตอบที่เหมาะสม จากนั้นจึงประสานมือตอบออกไปอย่างภาคภูมิใจ
“ในฐานะทายาทของตระกูลฟาง ศิษย์ถนัดในการนำสมุนไพรหายากพวกนั้นมา หมักบ่มสุรา มากที่สุดขอรับ แม้ความรู้จะยังไม่ลึกซึ้ง แต่ศิษย์มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้น”
ฟางหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เพียงได้ยินคำตอบจากเด็กหนุ่มตรงหน้า
ใบหน้าเหี่ยวชราของผู้าุโอวี้หยุนพลันกระตุกทันที
น้ำชาอุ่นๆ ที่เพิ่งจะจิบลงคอไปถึงกับสำลักพรวดพุ่งกระจายออกจากปากในทันใด ความเคียดแค้นสะท้อนอยู่ในดวงตาที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน ราวกับว่ามี
ูเาไฟลูกหนึ่งกำลังจะปะทุได้ตลอดเวลา
“เ้า...เ้าเด็กชั่ว! สมุนไพรดีๆ ที่ต้องใช้เวลาเติบโตอย่างยาวนานต้องโดนเ้านำไปใช้ทำเื่พรรค์นั้น เ้าไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ?”
ชายชราตวาดอย่างเป็เดือดเป็แค้น เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธจัด ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับเปลี่ยนเป็คมกริบดั่งมีดวงจันทร์ในคืนเดือนมืด
ในฐานะที่ข้องแวะอยู่ในวงการสมุนไพรมาหลายสิบปี
อวี้หยุนย่อมรู้คุณค่าของมันเป็อย่างดี มีหรือที่จะทนเห็นใครก็ไม่รู้นำของล้ำค่าไปใช้เพียงแค่การหมักบ่มสุรา ความล้ำค่าของสมุนไพรนั้นมิใช่สิ่งที่ใครจะเข้าใจได้โดยง่าย มันย่อมต้องใช้เวลา ความอดทน และความรู้ที่ลึกซึ้งในการปลูกและบำรุงรักษา คำพูดของเด็กหนุ่มนั้นเหมือนคลื่นน้ำที่ซัดเข้ามาทำลายความสงบสุขในใจของชายชรา เขารู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างยิ่งที่เห็นสิ่งที่ตนรักและหวงแหนถูกนำไปใช้ในทางที่ไร้ค่าเช่นนี้
ฟางหลงยังคงงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้าุโตรงหน้าต้องเป็เดือดเป็แค้นถึงเพียงนั้น เพียงเวลาไม่นาน ในที่สุดผู้าุโอวี้หยุนก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ก่อนจะถามออกไปอย่างใจเย็น
“แล้วเหตุใดเ้าถึงเลือกเรียนวิชายันต์ มรรคาแห่งยันต์ไม่ใช่ของง่าย แม้ว่าตระกูลฟางจะทำตัวต่ำเตี้ยมาตลอดหลายปี แต่ข้าจำได้ว่าตระกูลฟางของเ้าก็ใช้วิชากระบี่ที่ร้ายกาจ”
ผู้าุโอวี้หยุนขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย พลางมองดูฟางหลงด้วยสายตาที่แฝงด้วยความคาดหวังและความกังวล
ฟางหลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง
“เอ่อ...ความจริงแล้วข้าแค่้าหาวิธีเร่งห้วงเวลาให้ไวขึ้นกว่าปกติ ถ้าข้าเขียนยันต์เช่นนั้นได้ สุราที่ข้าบ่มหมักเอาไว้ก็จะได้ไม่ขาดแคลน อีกอย่างถ้าหากข้าทำได้จริงแล้วนำมาใช้กับสมุนไพร เช่นนั้นแปลงสมุนไพรของข้าก็คงจะโตเร็วกว่าที่อื่นๆ”
ฟางหลงพูดตอบอย่างมั่นใจ เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ หากสิ่งที่เขาคิดเป็จริงขึ้นมาได้ แผ่นดินแห่งนี้คงจะดีขึ้นไม่น้อย
ผู้าุโอวี้หยุนฟังคำตอบด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เหมือนกับว่าความไม่พอใจในตอนแรกเริ่มคลายลงบ้าง
…
สองวันถัดมา
ฟางหลงเดินลงเขาออกจากสำนักไปด้วยความงุนงง ความคิดของเขาวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนหมอกที่ปกคลุมยอดเขา ฟางหลงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดผู้าุโอวี้หยุนจึงมอบหมายให้เขาไปปฏิบัติภารกิจที่เสี่ยงอันตราย
ในฐานะที่เป็ศิษย์ใหม่…
เขาควรจะต้องนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนท่ามกลางตำราไม่ใช่หรือ? มีเพียงศิษย์พี่ปีสามขึ้นไปเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ออกปฏิบัติภารกิจ เพื่อแลกกับแต้มคะแนนอันล้ำค่าที่ใครต่อใครต่างเฝ้าถวิลหา
“ข้าต้องขอโทษเ้าด้วย จื่อเหลียน” ฟางหลงพึมพำคนเดียว
แน่นอนว่าภารกิจครั้งนี้ดูเหมือนมีความลับบางอย่าง โดยถูกผู้าุโอวี้หยุนกำชับมาว่าห้ามบอกใครอย่างเด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงไม่ได้บอกฟางจื่อเหลียนหลังจากแยกจากกันเมื่อตอนเช้า
เมื่อเดินมาถึงเชิงเขา ฟางหลงรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ ท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าใสเป็สีเทาหม่น สายลมที่พัดผ่านช่างหนาวเหน็บ หัวใจของฟางหลงก็รู้สึกหนาวตามไปด้วย ในที่สุดเขาก็พบกับกลุ่มคนอีกสามคนที่ยืนรออยู่ โดยหนึ่งในนั้นเป็คนที่เขาคุ้นหน้าเป็อย่างดี แผ่นหลังหนากว้างที่เขามองเห็นทำให้เขารู้สึกอยากนอนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
นี่ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า
แต่เป็เพราะความอุ่นใจที่ได้เห็นแผ่นหลังแผ่นนี้
ฟางหลงก้าวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมของป่าที่รายล้อมทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย
“ศิษย์พี่เฉินเมิ่ง…” เขาพูดเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความเคารพ หลังจากวันนั้นที่ทดสอบภารกิจ เขาก็ได้รู้ชื่อของศิษย์พี่คนนี้ วันนี้ฟางหลงจึงกล่าวทักทายทันทีที่ได้พบหน้า
เฉินเมิ่งหันกลับมา ใบหน้าคมคายและดวงตาที่คมกริบของอีกฝ่ายทำให้ฟางหลงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง
“เ้ามาช้า” เฉินเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเรามีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ และข้าหวังว่าเ้าจะไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง”
ฟางหลงพยักหน้ารับอย่างเคร่งเครียด เขารู้สึกว่าภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เื่ง่าย แต่ด้วยคำสั่งของผู้าุโอวี้หยุน เขาต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด
…
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของยอดเขาที่สูงที่สุดในสำนักศึกษา กระท่อมขนาดย่อมที่มุงด้วยหญ้าคาถูกตั้งไว้อย่างเรียบง่าย ท่ามกลางป่าไผ่เขียวที่โบกสะบัดตามสายลมเย็นในยามตะวันลับขอบฟ้า แสงสีทองอบอุ่นที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสะท้อนบนใบไผ่
บรรยากาศแห่งธรรมชาติที่กลมกลืนกันนั้นพาให้จิตใจของผู้คนที่มาเยือนรู้สึกสงบสุข แต่ภายในกระท่อมที่ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง กลับมีบทสนทนาที่ซ่อนเร้นความลึกลับและความลำบากใจ
ด้านหน้าของกระท่อมหลังนั้นมีชายชราสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์ของพวกเขาบ่งบอกถึงความรู้และความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในใจ หนึ่งในนั้นคือผู้าุโอวี้หยุน ผู้มีชื่อเสียงในการรักษาและปรุงโอสถ เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล
“ศิษย์พี่ ข้าคิดว่าอาการป่วยของฮ่องเต้ยากจะรักษาได้อีกต่อไป” เขาพูดด้วยเสียงแ่เบาแต่หนักแน่น
“ดังนั้นข้าจึงมอบหมายให้ศิษย์ใหม่คนนั้นออกไปตามหาสมุนไพรเซียนที่ไม่รู้ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ แม้ว่าจะเป็การเสี่ยงอันตราย หากเ้าเด็กฟางหลงนั่นเกิดตามหาได้จริง อาการป่วยของฮ่องเต้อาจทุเลาลง และข้าจะถือโอกาสนี้กราบทูลฝ่าาถึงความดีความชอบของเ้าเด็กคนนั้น สุดท้าย ข้าจะได้มอบภาระหน้าที่ที่แบกรับไว้มานานออกไปเสียที”
สิ้นเสียงของผู้าุโอวี้หยุน ทุกอย่างกลับมาอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ความเงียบนั้นยาวนานจนกระทั่งเสียงถอนหายใจที่หนักแน่นดังขึ้นจากผู้เฒ่าอีกคน คนผู้นี้คือศิษย์พี่ใหญ่ของ
ผู้าุโอวี้หยุนเมื่อวัยเยาว์และยังเป็เ้าสำนักเฒ่าของสำนักศึกษาแห่งนี้ในปัจจุบัน
“ศิษย์น้อง ข้าคิดว่าเ้าด่วนตัดสินใจเกินไปที่จะยัดเยียดให้เ้าเด็กคนนั้นเป็ศิษย์ปิดประตู ข้ารู้ว่าเ้าคงอยู่ได้อีกไม่นานหลังจากใช้พลังชีวิตที่มีไปกับการกลั่นโอสถเพื่อให้ฮ่องเต้มนุษย์นั่นได้กินเพื่อต่อชีวิต เ้าก็รู้ว่าจิตใจที่หันหลังให้โลกแห่งโลกียะอย่างพวกเราไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก”
เสียงของเ้าสำนักเฒ่าหยุดลงพร้อมกับความเงียบที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งสองนั่งเงียบมองดูดวงอาทิตย์ที่เริ่มลับขอบฟ้า ความคิดต่างๆ ที่เวียนวนอยู่ในใจของพวกเขาไม่ต่างจากสายลมที่พัดผ่านไปในหุบเขาอันกว้างใหญ่
…
ในปลายรัชสมัยแห่งต้าถัง
แผ่นดินจงหยวนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ปราชญ์เมธี่รุ่นก่อนเคยทำนายไว้ว่า
“อีกไม่นานหลังจากพลังปฐมแห่งฟ้าดินเสียหาย…เมื่อถึงตอนนั้นโลกมนุษย์จะถึงกาลสิ้นสุด”
คำทำนายนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางและเป็ที่เชื่อถือของชนชั้นสูงและสามัญชนทั่วไป จนกระทั่งหนึ่งร้อยปีต่อมา ความโกลาหลก็ได้บังเกิดขึ้นจริง แผ่นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และสงบร่มเย็นกลับกลายเป็สมรภูมิระหว่างสองฝ่ายที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ด้านหนึ่งคือราชสำนักแห่งต้าถัง นำโดยฮ่องเต้ หลี่หยวน ซึ่งเป็ผู้ปกครองที่มีปัญญาเฉียบแหลมและมีกำลังทหารที่แข็งแกร่ง อีกฝั่งหนึ่งคือ ลัทธิไท่เทียน ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นาน แต่กลับมีอิทธิพลและพลังที่ไม่อาจประเมินได้ ลัทธิไท่เทียนนั้นเชื่อมั่นในคำทำนายและมุ่งมั่นที่จะผลึกเซียน ซึ่งถือเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถนำมาสนองพลังปฐมแห่งฟ้าดินที่เริ่มหายไปจากโลกนี้ได้
าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสู้รบทางกายภาพ แต่ยังเป็การต่อสู้ทางจิติญญาและสติปัญญา
ราชสำนักต้าถังส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปในลัทธิไท่เทียนเพื่อลอบทำลายและแย่งชิงผลึกเซียน ขณะเดียวกัน ลัทธิไท่เทียนก็ใช้วิธีการอันลึกลับและแยบยลเพื่อหาทางเข้าแคว้นต้าถัง
ด้วยเหตุนี้ าจึงเป็ไปอย่างดุเดือดตลอดร้อยปี
สิ่งที่เหลืออยู่คือความหวังเพียงเล็กน้อยในอนาคตที่ยังไม่แน่นอน แต่ท่ามกลางความโกลาหลนี้ ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าผู้ที่ผลึกเซียนจะได้เป็ผู้กำหนดชะตากรรมของฟ้าดินในที่สุด
…
ในยามราตรีที่ความมืดมิดได้ปกคลุมทั่วผืนป่า เงาของต้นไม้ใหญ่ยืนยงกระพือไปตามสายลมเย็นที่พัดผ่าน เฉินเมิ่งและพรรคพวกอีกสองคนรวมทั้งฟางหลงกำลังเดินทางไปตามเส้นทางคับแคบที่คดเคี้ยวด้วยความระมัดระวัง
เฉินเมิ่ง ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่และท่าทางเคร่งขรึม เดินนำหน้าโดยไม่มีการหยุดพัก ฟางหลงเดินตามหลังมาติดๆ อย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้เกิดเสียง
กลุ่มคนจากสำนักศึกษาเซียนเหรินซานพากันมุ่งหน้าผ่านป่าทึบที่เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย
แม้ว่าตลอดทางจะพบเห็นภูตผีิญญาร้ายแต่ก็ไม่มากนัก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการทดสอบภารกิจเมื่อครั้งก่อน ฟางหลงจึงคาดเดาได้ว่า คงเป็เพราะเมื่อครั้งเดินทางมายังสำนักศึกษา เขาได้ดื่มสุรามาตลอดทาง ทำให้กลิ่นอายบางอย่างในตัวแพร่กระจายออกไป ทำให้ภูตผีเ่าั้ที่โหยหาพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นต่างพากันเฮโลบุกเข้ามาอย่างกับคลื่นน้ำทะเล
หากแต่นั่นก็เป็เพียงข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ดังนั้นในภารกิจตามหาสมุนไพรครั้งนี้ เขาจึงไม่แตะต้องสุราเลยแม้แต่น้อย แม้จะพกติดตัวมาตลอดก็ตาม
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดถึงเื่ราวเหล่านี้ ตอนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็หยุดชะงัก ทำให้เขาที่เดินตามหลังมาอย่างไม่ระวังชนเข้ากับแผ่นหลังหนาตรงหน้าเข้าอย่างจัง
“ศิษย์พี่ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ฟางหลงรีบเอ่ยขอโทษ ทว่าเฉินเมิ่งดูเหมือนไม่สนใจคำพูดนั้น
“ระวัง! มีบางอย่างผิดปกติด้านหน้า”
เฉินเมิ่งขมวดคิ้วเอ่ยเตือนด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้าุโอวี้หยุนต้องให้ฟางหลงตามออกมาด้วย ทั้งที่ศิษย์พี่ที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในสำนักก็มิใช่ว่าจะมีน้อย แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจแต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเตือน
ทันใดนั้น ลูกธนูสิบกว่าดอกก็พุ่งฝ่าเข้ามาจากพุ่มไม้ในป่าด้านหน้า ประหนึ่งฝนธนูที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า เฉินเมิ่งพลันะโออกมาด้วยเสียงดังกังวานอีกครั้ง
“ก้มตัวลง!”
ขณะเดียวกันเขาก็ใช้หอกยาวของตนควงตวัดปัดป้องลูกธนูที่พุ่งตรงมาด้วยความชำนาญดุจน้ำนิ่งไหลผ่านหินก้อนใหญ่
ฟางหลงที่อยู่ข้างหลังได้แต่ทำตามคำสั่งโดยไม่ทันคิด หนึ่งในลูกธนูที่พุ่งเข้ามาเฉียดผ่านใบหูของเขาไป ทำให้รู้สึกถึงความหวาดเสียวที่วิ่งผ่านร่างกาย