เสิ่นฉางซีตุ๋นรังนกมาเพื่อให้เกาฮ่วนปิ่งและเกาฮูหยินกินเป็ของว่างทว่าเมื่อเดินมาถึงประตูห้องเสียงโต้เถียงที่ดังออกมาด้านนอกทำให้เท้าทั้งสองข้างชะงักไป
“รุ่ยเฉียง ปีนี้เ้าอายุสิบเจ็ดซ้ำยังเป็บุตรชายคนโตของสกุลเกา เ้าต้องคิดเื่แต่งงานได้แล้ว” เสียงเกาฮูหยินทั้งปลอบทั้งข่มขู่ด้วยความระอาใจ
“ท่านแม่ข้าอยากแต่งงานกับฉางซี”
เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านนอกประตูถึงกับตกตะลึงไปทันทีนางตั้งใจจะถอยกลับแต่เท้ากลับไม่ยอมขยับนางรู้ว่าเการุ่ยเฉียงดีกับนางมากแต่ไม่เคยคิดว่าเขาคิดกับนางเช่นนี้
“เ้า!” เกาฮูหยินอ้าปากค้าง
“ท่านแม่รังเกียจนางรึ?”เการุ่ยเฉียงถามตามที่ใจคิด
“มิใช่รังเกียจ” เกาฮูหยินเบาเสียงลง“แม่ออกจะเอ็นดูนางเสียด้วยซ้ำ นางมาอาศัยเราอยู่แต่นางก็มิได้อยู่เฉยเป็แค่เด็กหญิงตัวน้อยแต่กลับขยันขันแข็งดูแลข้าดีเสียยิ่งกว่าลูกอย่างเ้าเสียอีก”
“นางดีถึงเพียงนี้เหตุใดข้าแต่งฉางซีเป็ภรรยาไม่ได้”
“ใช่ นางดีทุกอย่างแต่มีเื่เดียวคือนางให้กำเนิดบุตรมิได้ เ้า
เป็บุตรชายคนโตต้องมีทายาทสืบสกุล เ้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ให้กำเนิดทารกได้” เกาฮูหยินยื่นมือไปลูบไหล่ลูกชายอย่างปลอบโยน“เ้ารักมั่นในฉางซีย่อมเป็เื่ดี แต่หน้าที่ของบุตรชายคนโตมิควรละเลยเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เ้าแต่งงานกับจูเอ๋ออิ่งเป็ภรรยาเอกแล้วรับฉางซีเป็ภรรยารอง เ้าก็ไม่ผิดกับบรรพชนและยังได้ดูแลฉางซีไปชั่วชีวิต”
“จะให้ฉางซีเป็ภรรยารอง...นางจะรับได้หรือ?”
ในใจของเการุ่ยเฉียงมีเพียงเสิ่นฉางซีเขาไม่เคยใส่ใจรอยแผลเป็บนใบหน้าหรือที่นางต้องเดินลากขาข้างขวาหรือแม้แต่ที่นางให้กำเนิดบุตรไม่ได้เขารักนางและอยากดูแลปกป้องนางไปชั่วชีวิตของเขา
“เื่นี้เ้าอย่าได้กังวลไปแม่จะคุยกับฉางซีเอง ขอเพียงเ้ารับปากจะแต่งงานกับจูเอ๋ออิ่งก็พอ”
“ข้า...”
เสิ่นฉางซีเรียกสติให้ตัวเองแล้วค่อยๆหมุนตัวเดินออกมาอย่างเงียบเชียบ
‘ภรรยารอง’
หญิงที่ไม่สามารถให้กำเนิดทารกอย่างนางเป็ได้แค่ภรรยารอง
บางสิ่งที่คิดว่าตนเองทำใจยอมรับได้แล้วนั้นแท้จริงนางยังเ็ปกับความจริงในข้อนี้ นางมิได้คิดอื่นใดกับเการุ่ยเฉียงที่ผ่านมาเขาดีกับนางมาก เื่นี้นางรู้อยู่เต็มอกกระนั้นนางคิดกับเขาเพียงแค่พี่ชาย อยู่อย่างเจียมตัวอยู่เสมอหญิงที่ทั้งอัปลักษณ์และให้กำเนิดบุตรมิได้อย่างนาง ย่อมไม่เป็ที่้าแต่สกุลเกายอมให้นางเป็ ‘ภรรยารอง’ ของเการุ่ยเฉียงนั้นก็นับว่ามากแล้ว
แต่นางไม่้า
เพลงขลุ่ยหวานเศร้าเรียกสติของเสิ่นฉางซีนางมิรู้เลยว่าตนเองใจลอยเดินถือชามรังนกมาถึงเรือนของเกาเทียนฉีนางหยุดยืนมองบุรุษในชุดเสื้อสีเขียวใบไผ่ยืนเป่าขลุ่ยอยู่ในลานกว้าง ดวงตาเหม่อลอยคู่นั้นปรายตามายังร่างของเด็กสาวเขาจึงหยุดเป่าขลุ่ยแล้วพยักหน้าเป็เชิงเรียกให้นางเข้าไปหา
“นายท่านรอง”เสิ่นฉางซีวางชามรังนกบนโต๊ะหิน“ฉางซีฟังเพลงนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยฟังท่านเป่าจนจบเพลงเสียที”
“ข้าบรรเลงให้เ้าฟังที่ไหนกัน”เกาเทียนฉียื่นมือมาใช้ปลายนิ้วดีดหน้าผากของเด็กสาวเบาๆ แล้วหลุบตามองชามรังนก“เอามาให้ข้ารึ ไฉนจึงเย็นชืดเช่นนี้เล่า เ้าเดินข้ามเขาหัวซานมาหรือไร”
ถ้อยคำหยอกล้อของเกาเทียนฉีทำให้เด็กสาวหัวเราะออกมาบุรุษผู้นี้อายุยี่สิบหกแล้วแต่บางครั้งยังทำตัวเหมือนเด็ก
“ฉางซีจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เ้าค่ะ”นางไม่กล้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจยกมาให้เขาแต่เกาเทียนฉีกลับโบกมือไปมาแล้วหยิบรังนกชามนั้นมากินเสียเอง
“ฝีมือทำอาหารของเ้าดีขึ้นทุกวัน”เกาเทียนฉีเอ่ยชมจากใจจริง ราวกับไม่แปลกใจที่เห็นรังนกอยู่สองชาม“อีกสองสามวันข้าจะเดินทาง เ้ามาช่วยข้าจัดเตรียมสัมภาระหน่อยนะ”
“นายท่านรองจะไปหยุนหนานหรือเ้าคะ”
คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจกับน้ำเสียงตื่นเต้นของเด็กสาว“ยังหรอก อีกสองสามเดือนข้าถึงจะไปหยุนหนาน แต่นี่ข้าจะเข้าป่าขึ้นเขาไปหาโสมซานซีเสียหน่อยเ้าก็รู้เวลาเข้าป่าแต่ละครั้งข้าไปหลายวัน
อย่างไรก็ต้องเตรียมสัมภาระให้พร้อม”
“อ่อ” นางรับคำเบาๆ แล้วพยักหน้ารับ
“เ้าอยากไปหยุนหนานหรือ?” เห็นท่าทางตื่นเต้นของนางแล้วอดหัวเราะไม่ได้เด็กคนนี้มักเก็บอาการ ไม่แสดงความ้าสิ่งใดออกมานัก
เด็กสาวพยักหน้าหงึกหงัก“ได้ยินนายท่านรองและท่านหมอหวังข่ายพูดถึงหยุนหนานบ่อยๆข้าจึงอยากเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง”
เกาเทียนฉีกินรังนกจนหมดแล้วรับน้ำชาจากเสิ่นฉางซี
“แท้จริงเ้ามีเื่ไม่สบายใจสินะ”
“นายท่านรอง...”นางเอ่ยได้เพียงแค่นั้นแล้วก็พูดอะไรไม่ออกอีก
“ฉางซี” เกาเทียนฉีฉีกยิ้มให้เด็กสาว“ที่เ้าพยายามเรียนรู้อะไรมากมายเพียงเพื่อออกไปใช้ชีวิตข้างนอกนั่นมิใช่หรือ?”
เสิ่นฉางซีเงยหน้ามองบุรุษที่อยู่ตรงหน้า“ฉางซิมิได้...”
ยังไม่ทันพูดจบประโยคเกาเทียนฉีโบกมือห้ามไม่ให้นางพูดต่อ
“สกุลเกาสร้างสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามมาสองชั่วอายุคนแล้วแต่พวกเราก็มิใช่คนลืมกำพืดตนเอง พวกเราไม่ใช่สกุลใหญ่โตเหมือนพวกคหบดีหรือวาณิชเ้าเองอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้วย่อมรู้ว่าคนในสำนักคุ้มภัยมีที่มาที่ไปหลากหลายบางคนโลดแล่นในยุทธภพมาก่อน บางคนเป็ช่างตีเหล็กหรือเป็ชาวนาที่แข็งขันเ้าเองเป็บุตรสาวสหายรักของพี่ใหญ่ข้า พวกเราเลี้ยงดูเ้าธรรมดายิ่งตัวเ้าเองพยายามตอบแทนบุญคุณเสมอมา เื่นี้ต่อให้คนตาบอดก็ยังรู้หากเ้ามีสิ่งที่ปรารถนาจะทำ มีสถานที่ที่อยากไป เ้าจงทำมันเสียอย่าได้คิดว่าการไปจากที่นี่เป็การอกตัญญูเลย”
ดวงตาของเด็กสาวจ้องมองบุรุษที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้าราวกับพูดเื่ดินฟ้าอากาศซ้ำยังแสดงท่าทีเกียจคร้านออกมา
“เ้าอยากไปหยุนหนานก็เตรียมตัวให้พร้อมข้าจะบอกพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เอง”
“ขอบคุณนายท่านรองมากเ้าค่ะ”
เกาเทียนฉีพยักหน้าขึ้นลง“การรักษาอาการาเ็ของเ้าใช้เงินทองไปมากก็จริงแต่ที่ผ่านมาเ้าเองมิได้อยู่เฉย หากเ้า้าไปหรือมีสิ่งใดที่เ้า้าทำข้ายินดีสนับสนุน แต่ที่เป็กังวลเพราะร่างกายของเ้ายังไม่แข็งแรงดีนัก”
“ใครว่าข้าไม่แข็งแรงข้าแข็งแรงราวกับวัวเชียวนะ” นางหัวเราะพลางแอบเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า
“ข้ารู้” ชายหนุ่มโคลงศีรษะไปมา“เอาอย่างนี้ ระหว่างที่ข้าขึ้นเขาไปหาสมุนไพรหายากเ้าไปเฝ้าสวนสมุนไพรที่กระท่อมเชิงเขา ที่นั่นใกล้บ่อน้ำพุร้อน เ้าไปแช่ตัวอบสมุนไพรเพื่อเตรียมตัวเดินทางดีหรือไม่เ้าเองไม่ได้ไปที่บ่อน้ำพุร้อนนานแล้วกระมัง”
“ก็ไม่นานนะเ้าคะ แค่เดือนเศษๆ เอง”
“แต่ก่อนข้าย้ำให้เ้าไปแช่น้ำพุร้อนทุกสิบวันเ้าลืมไปแล้วหรือไร” เขาส่ายหน้าไปมา “ทีเื่ของผู้อื่น เ้าใส่ใจทุกเื่แต่ไยเื่ของตนเองกลับหลงลืมไปได้”
เด็กสาวยิ้มทำหน้าทะเล้น
“ฉางซี เ้าอย่าเพิ่งถอดใจหลายปีมานี้ สภาพร่างกายเ้าฟื้นฟูขึ้นมาก ไม่แน่ว่าบางที...”
“ขอบคุณนายท่านรองที่เมตตาฉางซีเ้าค่ะ”นางลุกขึ้นยืนกล่าว
ออกมาจากใจจริง“ทุกอย่างล้วนเป็ชะตากำหนด”
“วัวดื้ออย่างเ้าเชื่อเื่ชะตากำหนดเรอะ”เขายื่นมือไปดีดหน้าผากเด็กสาวอีกครั้ง “ชีวิตเป็ของเ้า เ้าต้องลิขิตเองสิ”
“ลิขิตชีวิตตัวเอง?”
“เ้าอายุยังน้อยอย่าเพิ่งสิ้นหวังกับชะตากรรมของตนเอง”
เขายื่นมือทำท่าจะดีดหน้าผากนางอีกครั้งแต่เห็นนางหลับตาปี๋เขาก็อดยิ้มไม่ได้ จึงแค่ยื่นมือไปลูบศีรษะของนางเบาๆเด็กสาวอายุสิบห้าแล้ว แต่ไม่อาจเกล้าผมหรือปักปิ่นเช่นเด็กสาวในวัยเดียวกันได้หากนางไม่ถักเปียไว้หลวมๆ ก็จะเห็นนางใช้ผ้าเส้นเล็กๆ รวบมัดเส้นผมไว้ ปลายนิ้วกร้านเกลี่ยเส้นผมที่ใบหน้าเปิดโคนเส้นผมที่หน้าผากของนางขึ้นรอยแผลเป็คล้ายรอยไหม้ที่ตีนผมยังเห็นเป็รอยสีชมพูเขายังจำสภาพของนางที่พี่ใหญ่พานางกลับมาที่สำนักคุ้มภัยได้เป็อย่างดีต่อให้เป็ผู้ชายตัวโตเห็นสภาพของเด็กหญิงวัยสิบขวบเปื้อนเปรอะโลหิตเช่นนั้นยังอดะเืใจมิได้
‘ฝ่ามืออัคคี’
เพียงเห็นร่องรอยที่ทิ้งไว้ผู้คนก็ต่างขวัญผวาฝ่ามืออัคนีเป็วิชาของพรรคมาร แม้รู้เต็มอกว่าพรรคมารชั่วช้าเพียงใดแต่ไม่คิดว่าจะข้องเกี่ยวพัวพันกับราชสำนัก บิดาของเสิ่นฉางซีเป็องครักษ์หลวงจากที่พี่ใหญ่เล่าให้เขาฟังนั้นเสิ่นจางเหว่ยแต่งงานกับนางกำนัลที่ถูกปลดส่งออกจากวังหลวงทั้งสองมิได้ใช้ชีวิตอย่างสามีภรรยาทั่วไป เพื่อปกป้องภรรยาและลูกน้อยจึงแต่งงานกันอย่างเงียบๆ และให้ภรรยาอยู่กระท่อมในเขตชุมชนยากจน ใช้ชีวิตเรียบง่ายเมื่อมีวันหยุดจึงได้มาหาภรรยาและบุตรสาวคนทั่วไปไม่มีใครรู้ว่าเสิ่นจางเหว่ยเป็องครักษ์ หาก
เข้าใจว่าเป็พ่อค้าที่เดินทางอยู่เสมอ
แม้ปกป้องลูกสาวมากเพียงใดเมื่อถึงเวลา คนผู้นั้นกลับเลือกหน้าที่มาก่อนชีวิตของบุตรสาวเพียงคนเดียวยอมให้นางสวมเสื้อคลุมขององค์รัชทายาทเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อให้องค์รัชทายาทตัวจริงปลอดภัยจากการถูกลอบสังหาร
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกาเทียนฉีตรวจดูรอยแผลบนศีรษะให้นางเด็กสาวจึงไม่คิดหลบเลี่ยงหรือปัดมือออกเพียงแต่เห็นท่าทีเหม่อลอยของเขาแล้วนางจึงเรียกอีกฝ่ายเบาๆ
“นายท่านรอง...าแของฉางซีเป็อะไรรึเ้าคะ”
“อ่อ...”เกาเทียนฉีตื่นจากภวังค์แล้วชักมือกลับช้าๆ ไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด “ดีขึ้นมากแล้วแต่อาการปวดศีรษะของเ้ายังเหมือนเดิมสินะ”
เสิ่นฉางซีพยักหน้าแทนคำตอบ
“ไปพักผ่อนได้แล้วระวังต้องลมเย็นเข้า”
“ฉางซีทราบแล้วเ้าค่ะ”
เกาเทียนฉีโบกมือไล่เด็กสาวให้กลับไปพักผ่อนเขามองร่างของเสิ่นฉางซีเดินจากไปสุดสายตาแล้วจึงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงแล้วคิดถึงโชคชะตาของตนเอง
‘ชีวิตเป็ของเ้าเ้าต้องลิขิตเองสิ’
อ่า...เขาเอ่ยกับเ้าวัวดื้อตัวน้อยเหตุใดกลับรู้สึกเหมือนบอกตัวเองอย่างไรไม่รู้ได้.