#ดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง
ตอนที่ ๒
กลิ่นมื้อเช้าลอยอบอวลปลุกเด็กหนุ่มทั้งหลายให้สมควรตื่นได้แล้ว หากทว่าก็ยังสายอีกตามเคย แวนกัสะโเรียกเ้าแสนดื้อให้ตื่นเป็รอบเท่าไรไม่อาจนับ ชายหนุ่มทอดถอนใจ วางข้าวของในมือแล้วถอดผ้ากันเปื้อน เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนด้วยความไม่ได้ดังใจ “สาว ๆ ตื่นกันได้แล้ว ถ้าไม่ออกมาพ่อจะเอาข้าวไปเททิ้ง”
ชายหนุ่มกอดอก ทั้งใจจะหมุนลูกบิดเข้าไปด้านใน หากทว่ามันถูกเปิดจากคนเพิ่งตื่นเสียก่อน แวนกัสมุ่นคิ้วนึกว่าลูกชายกำลังหลับ ที่ไหนได้ทุกคนกำลังเหงื่อแตกมองมาทางเขาด้วยแววพิรุธ เหมือนกำลังลักลอบทำอะไร ชายหนุ่มหรี่ตามองกวาดไปรอบห้อง หาอะไรที่พอจะเป็มูลข่าวได้ทว่าไม่มี
“ทำอะไรกัน ตื่นแล้วทำไมไม่ลงไปข้างล่าง”
“เดี๋ยวเราลงไปฮะ” วิลรีบตอบ
ชายหนุ่มกวาดมองรอบห้องอยู่ครู่เดียว “ทำความสะอาดกันบ้างนะ”
“ได้ครับเดี๋ยวกลับมาเราจะทำ”
“แล้วเอาผ้าใส่ตะกร้ามาให้พ่อซัก”
“พวกเราทำเองได้แล้วฮะ” ไวน์รีบตอบเสียงสดใส
คนเป็พ่อหรี่ตา “ไม่ต้องเกรงใจพ่อ พ่อรู้ว่าพวกลูกโตเป็หนุ่มกันหมดแล้ว มันอาจจะมีคราบ...”
“โธ่! ปะป๊า” ทุกคนเริ่มโวยวาย
“งั้น พวกลูกทำอะไรกันอยู่ รู้ไหมว่าแบบนี้มันแปลก” แวนกัสชะเง้อคอมองเข้าไป แล้วเห็นคนหนึ่งดูท่าจะผิดปกติที่สุดคือเคลที่นั่งซ่อนอยู่ด้านหลัง ปกติเ้าตัวจะมั่นใจเื่ใบหน้ารูปหล่อของตัวเอง เหตุใดคราวนี้สวมทั้งหมวกและฮู้ดดี้ทับปกปิด แวนกัสอยากจะถาม แต่ครั้นลงมาก็คงได้เห็นกันอยู่ดี จึงปัดความคิดทิ้งไป “งั้นตามลงไปกินมื้อเช้าได้แล้ว เดี๋ยวรถจะมารับซะก่อน”
“เอ่อคือ...” ไวน์รั้งบิดา เรียกให้ผู้อายุมากที่สุดเอี้ยวตัวกลับไปเลิกคิ้ว ใจจริงก็อยากรู้ แต่ไม่อยากซักไซ้ให้เด็ก ๆ รู้สึกอึดอัดมากเกินไป ทุกคนกำลังไม่สบายใจ แต่แล้วเป็เคลที่รีบส่ายหน้าไม่ยอม “ไม่มีอะไรครับ ปะป๊าลงไปทำธุระต่อเถอะ เดี๋ยวเราตามลงไป”
“พวกลูกมีอะไรบอกพ่อได้นะ”
“ฮะ ไม่มีปัญหา ได้ทุกเมื่อฮะ”
“นายเงียบน่า!” วิลตัดบทน้องชาย “เราขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ”
“ได้สิ เอาเลย” แวนกัสพยักหน้าให้เด็ก ๆ แล้วปิดประตูลง ชายหนุ่มดอกอกอย่างนึกเป็ห่วงอยู่หน้าประตูพักใหญ่ ใคร่ครวญว่าจะแอบเงี่ยหูฟังดีหรือไม่ แต่แล้วความเป็พ่อของเขามันมีเอ่อล้นจนไม่อาจทนเมินเฉยไปได้ ชายหนุ่มแอบกระเถิบเข้าไปแนบใบหูกับบานประตู ครู่เดียวก็ได้ยินแล้วว่าทั้งสี่กำลังคุยอะไรกัน
“จะทำยังไงเคล มันเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง”
“ฉันก็ไม่รู้ ตื่นมามันก็เป็แบบนี้เลย” เคลตอบเหล่าพี่
“แล้วฉันจะเป็เหมือนนายรึเปล่า”
“ก็ฉันบอกว่าไม่รู้ไง”
“ทำไมจู่ ๆ นายถึงเป็แบบนี้ขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราก็ปกตินี่”
“ก็บอกว่าไม่รู้ไงวะ!”
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งตีกัน เราจะรับหน้ากับปะป๊าเื่เคลยังไงก่อน”
“เอาอย่างนี้...” เป็เสียงของไวน์แสนซน
จากนั้น เสียงของทุกคนก็เงียบลงไปราวกับกำลังกระซิบกระซาบ แวนกัสกอดอกด้วยความใคร่ทราบว่าภายในเกิดอะไรขึ้น อยากจะเร่งเคาะเรียกให้ออกมา หากทว่าเขาไม่อยากเป็พ่อที่เอาแต่ใจ ชายหนุ่มเดินลงไปด้านล่าง จัดเตรียมมื้อเช้าให้เด็กจอมดื้อทั้งสี่ด้วยท่าทีดังเดิม ครู่เดียวก็ปรากฏเสียงฝีเท้าเดินตามกันลงมาแล้ว
เป็ไคล์ ไวน์ และวิล ที่เดินมาวางกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะตั้งใจทานมื้อเช้า “อรุณสวัสดิ์ฮะ”
“เคลไม่ลงมาเหรอ” แวนกัสถามทั้งสาม
“เคลบอกว่าไม่สบาย เพราะว่าแอบไปเล่นน้ำเมื่อวานครับ” วิลผู้พี่ตอบ
“ทำไมลูกไม่หายาให้น้องกินด้วยล่ะ”
“เคลกินแล้วครับ แล้วบอกว่าขอนอนพักซักวัน อีกสักพักฝากปะป๊าเอายาขึ้นไปให้เขาด้วยนะ”
“ได้สิ แล้วพ่อจะแวะมาดูอาการตอนเที่ยงด้วย” ชายหนุ่มบอก
ทุกคนพยักหน้ารับโดยไม่มีพิรุธอันใดนัก หรือเขาจะมองลูกชายเป็ตัวร้ายแสนซนเกินไปหนอ ใครต่างก็บอกว่าวัยนี้เป็วัยต่อต้าน แวนกัสครุ่นคิด มองขึ้นไปยังชั้นบนอันเป็ที่อยู่ของอีกคนอย่างพะวงถึง แล้วเตรียมมื้อเที่ยงวางไว้ให้เ้าคนป่วยด้วย กว่าจะเสร็จภารกิจยามเช้าแสนวุ่นวายก็ถึงเวลาทำงานแล้ว หากทว่าเพราะท่าทางผิดแปลกของเหล่าลูกชาย ทำให้แวนกัสไม่วางใจ
“พวกลูกอยากให้พ่อไปส่งไหม”
“ได้สิ ได้เลยฮะ” วิลรีบตอบ แล้วพยักเพยิดหน้าให้คนอื่นเออออด้วย หมายความว่า้าให้เขาออกจากบ้านอย่างเร็วที่สุดสินะ แวนกัสปัดความระแวงของตัวเองแล้วเดินนำมายังรถยนต์ที่นาน ๆ จะขับเอง บังคับมาจอดอยู่ริมถนนหน้าบ้าน เรียกสามแสบให้ขึ้นมา “ไปเถอะ ถ้าห่วงเคลเดี๋ยวพ่อกลับมาดูอาการให้ พวกลูกจะสาย”
“ครับ” ลูกชายของแวนกัสไม่ใช่เด็กเกเรเอาแต่ใจ แต่ค่อนไปทางรักอิสระ ไม่รู้เอานิสัยหัวขี้เลื่อยมาจากใคร ไม่เคยคิดอยากจะเรียนหนังสือ สิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งสี่สนใจคือเื่เดียวกัน นั่นก็คือป่า และมันเป็สิ่งสุดท้ายที่แวนกัสอยากให้เด็ก ๆ เข้าใกล้
แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ นับวันการหลบหนีเขาเข้าไปเที่ยวป่ายิ่งถี่ขึ้น ขอแค่ได้เข้าไปดูชม ได้ไปมองเพียงไม่กี่นาทีทุกคนก็เหมือนถูกต่อชีวิตกลับมา กลายเป็สดใส ดูมีชีวิตชีวาไม่เศร้าหมอง แวนกัสไม่เข้าใจเลยว่าที่นั่นมีอะไรดี
หลังกลับจากป่าเมื่อวานทำให้เคลมีอาการผิดปกติไปจากเมื่อก่อน แวนกัสไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเหตุใดเด็ก ๆ ถึงได้ตั้งใจช่วยกันปกปิดเขาด้วย ่เวลาพักเบรกแรกของการเริ่มงาน เขาตัดสินใจขับรถกลับมาที่บ้านเพราะห่วงลูกชายคนเล็ก เกรงว่าไข้จะขึ้นสูง เพราะั้แ่เช้าชายหนุ่มยังไม่ได้ดูแลเคลเลย
มือเรียวปลดกุญแจบ้านแล้วหยุดอยู่ที่ห้องครัว มีร่องรอยการทานอาหาร ผู้เป็พ่อยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าลูกชายทานจนหมด สงสัยอาการป่วยคงทุเลาไปมากโขแล้ว ถึงได้เจริญอาหารเช่นนี้ หรือไม่อีกฝ่ายก็กำลังแสร้งป่วยการเมืองอยู่เป็แน่ เห็นดังนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นบน จะเปิดประตูเข้าไปว่าไม่สามารถทำได้
“เคล เปิดประตูให้พ่อหน่อย” ชายหนุ่มเคาะเรียก
“มีอะไรฮะ”
“เปล่า พ่อแค่อยากรู้ว่าลูกสบายดีมั้ย”
“ผมสบายดี”
“สบายดีก็ออกมาหน่อยสิ เปิดประตูหน่อย” แวนกัสนิ่งฟังอย่าง้าทราบว่าคนข้างในจะตอบอย่างไร เคลเงียบไปพักหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่เ้าตัวจะตัดสินใจเดินมาเปิดประตูแง้มออก ทั้งที่คราวแรกแวนกัสคิดว่าอย่างไรลูกชายก็ไม่ยอมเปิด เคลเป็เด็กดีกว่าที่ชายหนุ่มคิด “ผมโอเคครับปะป๊า ไม่ต้องห่วง”
“โล่งอกไปที” แวนกัสยกยิ้มให้ มองท่าทางแสนเศร้าแล้วก็นึกเป็ห่วง ไหนจะการสวมฮู้ดและหมวกทับกันนี่อีก “ทำไมลูกอยู่มืด ๆ แบบนั้นล่ะ ไม่เปิดผ้าม่านหรือไฟสักหน่อย ไหนพ่อขอดูหน่อยว่าลูกเป็ยังไงบ้าง”
“มะ...” ลูกชายเบี่ยงหน้าหลบ สร้างความแปลกใจขึ้นมา
“เคล ลูกเป็อะไร” แวนกัสนึกแปลกใจ
คนถูกถามก้มหน้าก้มตาไม่เงยขึ้นสบ “เปล่าครับ”
“ไหนพ่อขอดู เผื่อพ่อช่วยได้ ไปหาหมอกันไหม”
“หมอช่วยอะไรไม่ได้ฮะ!” เคลปัดมือแวนกัสออกไม่ยินยอม
“ทำไม เกิดอะไรขึ้นกับลูกบอกพ่อหน่อย พ่อรับฟังได้นะ”
“ไม่ อย่าแตะผม!” เคลเสียงดังต่อต้าน แต่เพราะรู้แล้วว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกับเด็กน้อย ทำให้แวนกัสร้อนใจขึ้นมา ไม่อาจเมินเฉยได้ ชายหนุ่มพยายามจะเปิดหมวกของเคล ในขณะที่เด็กหนุ่มพยายามยื้อไว้ ทั้งสองเยื้อแย่งกันอยู่หน้าประตู ท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกปกปิดก็เผยออกมาให้ชายหนุ่มเห็น แวนกัสเบิกตา ยกมือสั่นกุมปิดที่ริมฝีปากของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ “เคล...”
“อย่ามอง!”
“เคล ลูก...”
“ห้ามมองผม อย่ามอง...” ลูกชายร้องไห้ แม้ในความมืดก็รู้ว่าบิดาเห็นตัวเองอย่างเต็มตาแล้ว ลำขายาวพาตัวเองเดินไปยังหน้าต่างชั้นสองของบ้าน คว้าฉับเอาที่ผ้าม่าน แหวกมันออกเสียทีเดียวจนคนเป็พ่อแสบตา “เคล เคล!”
เขาอยู่ที่นี่กับพ่อบุญธรรมไม่ได้แล้ว
พ่อเก็บตัวประหลาดมาเลี้ยง เก็บลูกของตัวอะไรก็ไม่รู้กลับมา เคลยกหลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองอย่างไร้หนทาง รังเกียจความผิดแปลกของตัวเอง และคิดว่าความแตกต่างที่มีอาจทำให้พ่อบุญธรรมนึกเกลียดกลัว เกลียดในความที่เด็กหนุ่มไม่เหมือนคนอื่น
พ่อไม่รักเขาอีกต่อไปแล้ว
“เคล ลูกจะทำอะไร!”
เ้าเด็กแสนดื้อของแวนกัสคนเดิมนั้นปีนขึ้นไปอยู่ที่ขอบหน้าต่าง แล้วะโลงไปอย่างไม่กลัวขาเจ็บ แวนกัสใวิ่งไปชะโงกดูด้วยความใคร่ทราบ น้ำตาเอ่อขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้พูดคุยกันดี ก็เห็นร่างสูงโปร่งของลูกชายคนเล็กในชุดเสื้อฮู้ดสีเขียวและกางเกงยีนส์ขายาวสีดำวิ่งตรงไปยังป่าเนินเขาข้างหน้า โดยไม่หันกลับมาเพียงสักครั้ง หัวใจคนเป็พ่อเหมือนโดนมีดกรีด
“เดี๋ยวก่อน! เคล...”
ภาพสุดท้ายที่แวนกัสจำได้ คือดวงตาที่แดงก่ำที่มองเขาอย่างเศร้าเสร้อย และเส้นผมสีเงินพราวระยับพลิ้วไหวตามแรงลมของลูกชาย เหมือนใครสักคนที่ยังอยู่ในความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว
๑๖ ปีก่อน
เชนกลับไปแล้ว คราวนี้เป็การเริ่มต้นใช้ชีวิตเพียงคนเดียวในป่าของแวนกัส ชายหนุ่มตั้งใจว่าวันนี้จะออกไปทำสวน แต่ครั้นแต่งตัวได้ครู่เดียวฝนก็พรำลงมา สิ่งที่ทำได้ก็เพียงยกหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา กว่าฝนจะซาก็่สาย ชายหนุ่มจึงหยิบหาอะไรทานรองท้องให้หายหิว ก่อนจะตัดสินใจถืออุปกรณ์ทำสวนออกไป
สวนกระจกอยู่หลังบ้าน ห่างกับลำธารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อ่านจากวิธีการปลูกพืชพันธุ์ก็เริ่มจัดการถางหญ้าปรับหน้าดินเสียก่อน ่เวลาที่ง่วนอยู่กับงานก็ไม่ทันได้สังเกตว่าถูกจับตามอง กระทั่งถึงเวลาพัก แวนกัสรู้สึกเหมือนได้กลิ่นสัตว์ป่าอยู่แถวนี้ มันเป็กลิ่นสาบที่ไม่รู้ว่ามาจากตัวของสัตว์ชนิดไหน
ร่างโปร่งทรุดตัวนั่งพัก หันขวับไปตามเสียงฝีเท้าบางอย่างอย่างรู้สึกไม่ชอบมาพากล เริ่มคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนที่เพื่อนรักกลับนั้น เ้าตัวได้เล่าอะไรให้ฟัง
‘ป้ามีญ่าบอกว่าในป่านี้มีบิ๊กฟุต’
‘อะไรนะ’ แวนกัสขำแทบสำลักน้ำชา
‘ฉันรู้ว่ามันฟังเหมือนเื่ตลก แต่เธอบอกว่าที่นี่มีจริง ๆ’
แวนกัสยกยิ้ม กล่าวขณะยังคงสนใจหนังสือ ‘เธอเคยเห็นงั้นสิ’
‘นายเองอยู่คนเดียวก็ระวังตัวด้วย กลางคืนอย่าออกนอกบ้าน’ เชนจริงจัง
‘โธ่ นี่มันปีไหนแล้วนะเชน งั้นช่วยอธิบายมาซิว่ามันรูปร่างหน้าตายังไง ถ้าฉันเจอจะใช้ยาฆ่าแมลงฉีดให้’
‘ไม่เอาน่ากัส นายควรฟังฉันบ้าง’
‘นายนั่นแหละ เลิกพูดจาเหลวไหลสักที’
เพื่อนรักถอนใจ ‘นายไม่รู้เหรอ ในป่ามันเป็ที่ของปิศาจ นายอย่าท้าทายมันสิ เกิดมันมาหักคอนายเข้าจะทำไง’
คนคิดถอนหายใจแล้วสะบัดหน้าไล่สิ่งเหลวไหลออกไป เื่พรรค์นั้นจะไปมีได้ยังไงกันเล่า แวนกัสลุกขึ้นหันไปขนข้าวของ ตัดสินใจเดินกลับเข้าที่พัก ระหว่างทางก็เหลือบไปเห็นหน้าต่างห้องนอนของตัวเอง มันปิดสนิทดี แต่ที่ผิดแปลกไปก็คือผิวดินด้านนอกนั้นเละเทะ เหมือนเป็ร่องรอยของการถูกเหยียบย่ำอยู่บ่อยครั้งจนไม่รู้ว่าเป็รอยเท้าของอะไร
แวนกัสก้มลงสำรวจอย่างไม่อาจเข้าใจ แต่แล้วก็ถึงบางอ้อ อาจเป็ลุงแซ็คที่มาช่วยดูแลซ่อมแซมให้เขาั้แ่เมื่อวานก็ได้ คิดแล้วชายหนุ่มก็หัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา เพราะเพียงแค่วันเดียวก็ทำเหมือนตัวเองอยู่มานานจนเป็บ้าไปแล้ว
กลับเข้ามาในบ้านพักแล้วแวนกัสก็ถอดผ้ากันเปื้อน ถอดอาภรณ์ที่ปกปิดกายลงไปฟุบนอนบนเตียงอย่างสิ้นท่า พักเดียวเขาก็ลุกขึ้นนั่งอย่างคาใจ แล้วเดินไปยังหน้าต่างด้วย้าหาความกระจ่างให้ตัวเอง หากเป็ร่องรอยของลุงแซ็คจริง มันควรจะโดนฝนกลบไปั้แ่เมื่อเช้านี้แล้วนี่นา!
แวนกัสชะโงกหน้าออกไป แล้วรู้สึกขนลุกไปถึงท้ายทอย เมื่อเห็นว่าเป็รอยใหม่ที่ยังไม่ผ่านการโดนน้ำฝนชะล้างออกไป มันคือรอยอะไร แล้วสิ่งใดเป็คนทำ!
ไม่รู้เพราะอะไร แวนกัสนึกไม่พอใจขึ้นมา ชายหนุ่มมุ่ยหน้าแล้วปิดหน้าต่างลงฉับ ไม่ว่าจะเป็คนหรือผีที่ทำเื่แบบนี้ ชายหนุ่มจะไม่ยอมให้อะไรมาทำให้ความ้าของเขาต้องพังลง อย่างไรเสียเขาต้องอยู่ที่นี่อย่างสบายใจโดยไม่มีอะไรมาขัดขวาง
มือเรียวเปิดค้นหาหนังสือ อะไรที่จะไล่สิ่งเหนือธรรมชาติออกจากบริเวณนี้ได้ชายหนุ่มก็ลองทำไปก่อน อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ และอย่างน้อยมีต้องมีสักอย่างที่ป้องกันไอ้ ‘บางอย่าง’ ที่ว่านั่นได้
“โรยเกลือ น้ำผึ้ง กับเรียงหินกั้นอาณาเขต...” คนอ่านมุ่นคิ้ว มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วตัดสินใจเดินเข้าครัว คว้าขนมบังมาคาบที่ปาก มือก็หยิบกระปุกเกลือมาถือ ก่อนจะเดินออกไปดูลาดเลาข้างนอก สีหน้าของเขาบอกได้เป็อย่างดีว่ากำลังไม่สนุกเอาเสียเลย
“ไม่ว่าแกจะเป็อะไร เอานี่ไปซะ” คนพูดโรยมันไปด้วยกล่าวกับตัวเองไปด้วย แล้วหันไปมองรอบกายที่ว่างเปล่าราวกับคนบ้า เพียงครู่เดียวก็รีบวิ่งกลับไปอยู่ด้านในบ้านราวกับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่นั่นจริง ๆ ก่อนจะเงี่ยหูฟัง ตั้งใจรับรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันมีจริงหรือไม่
หากทว่าว่างเปล่า
แวนกัสถอนหายใจ หรือเขาจะเหงาเกินไปหนอ ชายหนุ่มคิดแล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาผิดหวัง
ผิดหวังงั้นหรือ เขาจะมาหวังว่าจะเจอตัวประหลาดอะไรในป่านี้กันเล่า แวนกัสมุ่นคิ้วแล้วเปลี่ยนจุดมุ่งหมายมาใช้ชีวิตของตัวเองอย่างที่้าดังเดิม
โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่าทีของตัวเองนั้น อยู่ในสายตาเ้า ‘บางอย่าง’ นั่น อยู่ตลอดเวลา...
ค่ำมืดดึกดื่นแล้ว ร่างกายใหญ่ของมันก็ซุ่มมาหยุดอยู่ที่เดิมของเมื่อคืนอย่างเงียบเชียบ ในความมืดของจากทั้งด้านนอกด้านในกระท่อม มันมองเห็นได้อย่างสว่างไสวปกติ แสงจากพระจันทร์สาดเข้าไปในหน้าต่างที่ปิดผ้าม่านไม่มิดชิด เห็นคนพริ้มตาหลับใหลอย่างนึกน่าเอ็นดู ั์ตาสีแดงวาวของมันจับจ้องไปที่มือเล็กนั้น ที่บนข้อมือยังคงสวมสร้อยเส้นผมของมันอยู่ติดตัวตลอดเวลา
ั์ร้ายเอียงคอ ก้มลงมองรอบกายเต็มไปด้วยผงสีขาวบางอย่าง นิ้วมันลากไล้ขูดไปตามขอบหน้าต่าง แลบลิ้นเลียหลังจากดมฟุดฟิด รสชาติเค็มทำให้เ้าตัวั์อย่างมันถึงกับหูตาสว่าง เป็ของที่มนุษย์บอกว่ายกให้มันแล้ว คิดได้มันก็ลากลิ้นเลียไปตามผงนั้น ก่อนจะเหลือบไปเห็นอาหารที่ตัวเองชอบอยู่อีกมุม ความสนใจต่อผงสีขาวตรงหน้าจึงถูกกลืนหายไป
มนุษย์น้อยนอนหลับสนิทได้น่ามอง ความงดงามราวถูกบรรจงสร้างนั้นทำเอาหัวใจมันสะท้านไปพักหนึ่ง นึกอยากััดูว่าความรู้สึกที่ได้แตะต้องกายมนุษย์เป็อย่างไร แต่มันทำไม่ได้ ทำได้แค่แอบมองอยู่ที่หน้าต่างอย่างนี้เท่านั้นเอง
มนุษย์จะรู้ว่ามันมีตัวตนไม่ได้เด็ดขาด...
ใบหน้าที่กำลังหลับพลิกหันมาทิศนี้ให้เห็นความสวยสดเต็มตา มันกลืนน้ำลายที่กำลังจะหกเต็มแก่ลงคอ ปัดผมเผ้ารุงรังของตัวเองออกเพื่อเพ่งมองให้ชัดแจ้ง ว่าคนหลับตรงหน้าน่าชิมเพียงไหน แม้หน้าต่างจะคั่นไว้ ทว่ากลิ่นหอมยังคงลอยมาปะทะจมูกอยู่เนือง ๆ เสียมันทนไม่ไหว เปิดบานหน้าต่างยกขึ้น แล้วเอื้อมไปลากนิ้วแตะที่พวงแก้มนั้นอย่างอ่อนแ่
ัันุ่มหยุ่น และอุ่นร้อนเหมือนแสงแดด
มือมันชะงักกลัว แล้วทรุดลงนั่งกับพื้นดินตรงนั้นจ้องมองที่ปลายนิ้วของตัวเอง อยากชิมรสชาติ อยากสูดดมให้เต็มอิ่ม แต่ที่ทำได้ก็เพียงจ้องมองเท่านั้นเอง
ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น มันก็รู้ตัวว่าอยากกินมนุษย์น้อยเหลือเกิน...
อยากลิ้มลองจนทนไม่ไหวแล้ว
แวนกัสรู้สึกตัวอีกทีในเช้ามืด ชายหนุ่มแปลกใจที่คราวนี้ตัวเองเดินออกมาในป่าสภาพบนกายเปลือยเปล่าได้อย่างไร รอบกายมีหมอกบางเจือจาง ก้มลงมองที่เท้าไม่ได้สวมอะไรเลย ตรงหน้าเป็ลำธารที่กว้างขึ้น หรืออาจจะเป็ต้นน้ำ ในขณะที่ยังมึนเบลอไม่เข้าใจที่มาที่ไป ด้านหน้าก็ปรากฏร่างของผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งในสภาพไม่ต่างกัน กำลังยืนนิ่งไร้สติอยู่
เกิดอะไรขึ้นกัน แวนกัสไม่อาจเข้าใจ
ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า กวาดพิศมองชายแปลกหน้าที่พบเจอด้วยความงุนงง อีกฝ่ายสูงพอ ๆ กัน ผมสีเงินวาววับกำลังพริ้มตาหลับสงบนิ่ง แต่แล้วที่ทำให้ชายหนุ่มใ ก็คงจะเป็ที่อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลันกระมัง แวนกัสสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นโครมครามแล้วรำลึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้อยู่บนเตียงนอน นั่นหมายความว่าเมื่อครู่คือความฝัน
เหตุใดถึงเหมือนจริงเช่นนี้เล่า
“บ้าจริง!” เพราะไอ้เื่แปลก ๆ เมื่อวานนั่น ทำให้เขาสติแตกจนเก็บเอามาฝันอย่างนี้
คิดแล้วชายหนุ่มก็หยิบเสื้อคลุมมาสวม หันรีหันขวางเดินไปยังหน้าต่างเพื่อเปิดดูว่าจะมีร่องรอยใหม่ขึ้นมาหรือไม่ ครั้นบานหน้าต่างถูกยกขึ้นไป แวนกัสก็ใกับสิ่งที่เกาะอยู่ขอบหน้าต่าง “อ๊าก บ้าฉิบ!” มือเรียวปิดมันลงฉับอย่างนึกผวา เมื่อเหลือบไปเห็นแมงมุมตัวสีดำสองสามตัวนอนหงายแอ้งแม้งอยู่
ทำไมพวกมันมานอนอยู่ที่นี่ ตรงนี้กัน
แวนกัสมือสั่น ตัดสินใจยกบานหน้าต่างขึ้นใหม่ แล้วควานหาอะไรมาเขี่ยให้มันตกลงไปให้หมดอย่างขนลุกขนพอง จะให้คิดว่ามีใครเอามาวางไว้ก็คงจะงมงายเกินไป บางทีแมงมุมพวกนี้อาจมาบังเอิญตายอยู่แถวนี้แล้วลมพัดมาก็เป็ได้
แวนกัสเองก็อยากจะคิดเช่นนั้น หากไม่เหลือบไปเห็นร่องรอยดินโคลนที่พื้น
และบริเวณขอบหน้าต่างของตัวเอง
“หรือจะมีอะไรอย่างที่ป้ามีญ่าพูดจริง ๆ”
แวนกัสทึ้งหัวตัวเองอารมณ์เสีย อยากจะร้องว้ากออกมาเสียรู้แล้วรู้รอด แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเลือกทำกลับเป็สิ่งตรงกันข้าม ขายาวก้าวฉับไปที่ครัวคว้ากระปุกน้ำผึ้งมาถือั้แ่ยังไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา เดินดุ่มออกไปยังด้านนอกด้วยอารมณ์ไม่ใคร่ดีนัก “้าแบบนี้ใช่ไหม เดี๋ยวจัดให้”
ว่าแล้วก็จัดการเทราดลงไปเพื่อกั้นอาณาเขต ไม่รู้เป็ความเชื่อของประเทศไหน ก็แค่ได้ลองกันสักตั้ง ครั้นระบายความโมโหของตัวเองด้วยการเทน้ำผึ้งเล่นไปทั้งกระปุกแล้ว แวนกัสถึงคิดได้ ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาในบ้าน แล้วแปลกใจว่าใบหน้าของตัวเองนั้น เหตุใดถึงได้มีเศษดินโคลนติดอยู่ จะว่าตัวเองฉลาดก็ย่อมได้ มันไม่ได้เพิ่งติดมาตอนที่เขาเอาน้ำผึ้งไปเทแน่นอน
เพราะดินมันแห้งและเกาะแน่นเสียอย่างนี้
“นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ” ชายหนุ่มบ่นอย่างนึกปลง
แล้วไอ้ตัวที่ว่านั่นมัน้าอะไร เหตุใดถึงได้คอยมาวนเวียนแถวหน้าต่างห้องนอนของชายหนุ่มด้วย แวนกัสครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ และยิ่งไม่เข้าใจไปกว่าเดิม คือทุกค่ำคืนเขาจะฝันแปลกประหลาด ฝันว่าตัวเองเที่ยวเดินไปทั่วทั้งป่าด้วยสภาพเปล่าเปลือย กระทั่งไปเจอชายผมสีเงินผู้หนึ่งในที่ต่าง ๆ
ที่น่ากลัว คือชายที่ว่านั้น ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเขามักถูกสิ่งหนึ่งนำพาไปที่นั่นด้วย
แวนกัสพลิกตัวนอนตะแคงในเวลารุ่งเช้า หลังจากตื่น ดูเหมือนชีวิตประจำวันของชายหนุ่มจะต้องลุกขึ้นมาตรวจตราหน้าต่างของตัวเองอยู่ทุกครั้ง ลำขายาวลงแตะพื้น ห่างไม่ถึงหนึ่งเมตรก็เป็หน้าต่าง มือบางเอื้อมยกเปิดขึ้น วันนี้เป็หนอนตัวสีเขียวอวบอ้วนหลายตัวอยู่ในใบไม้รองอย่างดี เขาเริ่มจะชาชินกับสิ่งแปลก ๆ นี่แล้ว
“อะไรเนี่ย”
มันไม่เหมือนสิ่งที่สัตว์จะนำมาได้ ไม่ละเมียดละไมเท่าคน แต่ก็ไม่หยาบเหมือนสัตว์
แต่อย่างไรก็น่าขยะแขยงอยู่ดี
แวนกัสหยีหน้า หาอะไรยาว ๆ มาเขี่ยให้ของเหล่านี้ตกลงไปที่พื้นแล้วปิดหน้าต่างฉับลง แม้จะรู้สึกรังเกียจและนึกหวาดระแวง แต่นอกจากตื่นขึ้นมาแล้วเจอของพิลึกเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งอื่นที่ก่อกวนใจแวนกัสเลย อีกไม่นานชายหนุ่มก็คงชาชินและไม่รู้สึกอะไรกับของที่อยู่ริมหน้าต่างเ่าั้แน่นอน และไม่นาน คาดว่าเขาจะกล้าตามหาต้นเหตุด้วย
นานวันเข้า แวนกัสเริ่มค้นชินกับเสียงนกเสียงไม้ เสียงฝนตกยิ่งทำให้ชายหนุ่มมีสมาธิทำงานขึ้นกว่าแต่ก่อน ชายหนุ่มกำลังตั้งใจวาดรูป อยากอยู่กับตัวเองและงานเท่านั้น
ย่ำบ่ายก็แดดออกทำให้โดยรอบสว่างและสวยขึ้น แวนกัสรู้สึกอยากสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเสียบ้าง ชายหนุ่มเดินออกจากที่พัก ตั้งใจจะลัดเลาะไปตามลำธารสู่ข้างบน ระหว่างที่ผ่านหน้าต่างห้องพักของตัวเองก็ชะงักเท้ามอง ลองชะโงกเข้าไปเขาก็เห็นเตียงนอนชัดเจน แม้จะปิดหน้าต่างและผ้าม่าน
ได้ยินเสียงฝีเท้ากระรอกไต่อยู่ข้างบน มันว่องไวไปยังต้นไม้แถบนี้ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มแล้วหมุนตัวเดินไปยังลำธาร น้ำที่ไหลเอื่อยใสแจ๋วน่าเล่น แต่อากาศก็ยังคงเย็นเกินไปสำหรับการเดินในน้ำ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไต่เข้าไปในป่าแทน แต่น่าแปลก เมื่อเดินขึ้นมาเขากลับไม่รู้สึกหวิวใจอะไรนัก นอกเสียจากรู้สึกราวกับมาที่นี่เป็ร้อยรอบแล้ว
ลำขายาวหยุดอยู่ที่กอดอกไม้ป่าริมลำธาร ่หน้าฝนดอกของมันบานสะพรั่งเป็พวง นิ้วเรียวยาวแตะสีสวยสดอยู่เพียงครู่เดียว หยดน้ำที่เกาะก็หลุ่นตุบลงที่หลังมือให้ชุ่มฉ่ำ แวนกัสยกยิ้ม เด็ดยอดน้อย ๆ มาสอดที่ใบหูของตัวเองแล้วเดินเข้าไปอีกนิดเพื่อดูชมธรรมชาติแถวบ้าน
ข้างบนร่มรื่นน่ามานั่งเล่น วาดรูป หรือปิ๊กนิก ไม่ได้รกอย่างที่ชายหนุ่มคิดไว้เลย อาจเป็เพราะมีก้อนหินเล็กใหญ่เรียงรายรอบไว้ด้วย แวนกัสก้มลงมองน้ำที่เอื่อยไหล นึกใที่จู่ ๆ ลมก็พัด ดอกไม้แสนสวยที่ทัดบนใบหูจึงปลิวตกลงไปในน้ำ ชายหนุ่มพยายามเอื้อมคว้าทว่าไม่ทันเสียแล้ว
มันไหลไปตามแรงน้ำ ครู่เดียวก็หนีมือแวนกัสไปไกล ชายหนุ่มได้แต่มองตามมันด้วยใจที่ห่อเหี่ยว
“โธ่ ดอกไม้ของฉัน”
เมื่อครู่ที่เอื้อมจะคว้า ตัวของเขาเองก็เกือบพลัดตกลงไปในน้ำด้วย
เพลิดเพลินอยู่ในป่า้าครู่เดียวแวนกัสก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมาบ้านพัก ทำอาหาร นั่งทานข้าวและอาบน้ำ ชีวิตประจำวันของเขาไร้สีสันหากทว่าเต็มไปด้วยความสงบสุขที่ชายหนุ่ม้า
ทุกอย่างเพอร์เฟ็ก แวนกัสก็อยากจะคิดเช่นนั้น หากคืนนี้เขาไม่บังเอิญรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วใคร่ครวญว่าลืมปิดผ้าม่านหน้าต่างห้องนอน ขณะที่นอนตะแคงหันหลังให้อยู่นั้น แม้ภายในจะมืดมิด ทว่าก็ยังมีแสงสลัวของพระจันทร์สาดให้เห็นทรงสี่เหลี่ยมของกระจก แล้วปรากฏเงาของสิ่งที่เดินเข้ามายืนอยู่บริเวณนั้น
แวนกัสนอนนิ่งหันหลัง พยายามหายใจให้เป็ปกติแม้หัวใจจะเต้นโครมคราม เขาเห็นร่างกายใหญ่ในเงามืด มันมีแขนขาเหมือนมนุษย์ สูงราวสามเมตร เรือนผมก็ยาวยุ่งเหยิง
มันไม่ได้ส่งเสียงอันใดให้เขาตื่นเพียงนิด แค่จ้องเขม็งมาทางทิศนี้ เป็เวลาที่แวนกัสอยากจะเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มไม่อาจทำได้ ปล่อยให้มันยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความใคร่ทราบถึงสิ่งที่มัน้า เพราะทุกเช้า เขาก็ตื่นขึ้นด้วยความปกติดีทุกอย่าง
เช้าแล้ว
“เหวอ!” แวนกัสสะดุ้งตื่นจากเตียงเมื่อรู้สึกตัวและนึกถึงสิ่งที่เกิด ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ก้มลงสำรวจที่ร่างกายของตัวเองก็พบว่ามันปกติดีทุกอย่าง เป็อย่างทุกวัน คิดได้ชายหนุ่มจึงผุดวิ่งไปเปิดหน้าต่าง รู้สาเหตุแล้วว่าทำไมถึงได้มีสิ่งของแปลกปลอมมาวางไว้ เพราะตัวประหลาดใหญ่ั์ตัวนี้เอง!
“อะไรวะเนี่ย...” แวนกัสเกาหัว
ทำไมวันนี้ไม่มีแมงมุมั์ ไม่มีหนอน ไม่มีกิ้งก่า ไม่มีหัวเผือกหัวมัน
มีแต่ดอกไม้เล็ก ๆ วางทิ้งไว้เท่านั้น...
ชายหนุ่มนึกแปลกใจ หยิบมันขึ้นมาถือด้วยความไม่เข้าใจว่าของสิ่งนี้ เป็เ้าตัวน่าเกลียดนั่นนำมาวางไว้ให้ชายหนุ่มจริงน่ะหรือ ตากลมสีน้ำตาลเข้มชะเง้อมองออกไปด้านนอกอย่างงงวย ความหอมของดอกไม้ลอยลิ่วตามลมมาที่จมูกให้ได้กลิ่นอ่อนนุ่ม ดึงดูดให้อดที่จะเอาเข้ามาดอมดมใกล้กว่าเก่าไม่ได้
หอมจัง
อาจจะเป็ความหอมของสิ่งนี้กระมัง ที่ทำให้อารมณ์ของแวนกัสดีขึ้นมา จนกลายเป็ว่ากำลังยกยิ้ม และไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่ารอยยิ้มของตัวเองกำลังสะกดใจเ้าของดอกไม้เล็ก ๆ ดอกนั้น ให้จับจ้องอยู่อย่างไม่อาจผละออกไปได้ มันมองแวนกัสอย่างไม่อาจปิดบังความ้ามิด ก่อนจะเดินแยกออกไปอีกทาง เมื่อเห็นว่ามนุษย์น้อยกำลังพอใจในสิ่งที่มันนำมาให้
ระหว่างทาง มันเจอเข้ากับดอกไม้แสนสวย อดไม่ได้ที่จะลองก้มดอมดมดูบ้าง
แต่แล้วมือใหญ่ตะปบปัดทิ้ง เ้าดอกไม้นี่ หอมไม่ได้ครึ่งมนุษย์น้อยของมันสักนิด!
-------------------------------------------------------------
จงดูวิธีการจีบของพี่ั์เป็ตัวอย่าง จีบแบบให้น้องหลอน จีบยังไงให้ได้ลูกสี่คน อิอิ
พี่ั์เป็ประเภทชอบแบบคลั่งไคล้ ชอบแล้วคือิญญาตามติด ตามเฝ้าแทบตลอดเวลา
ส่วนเคล น้องเป็อะไร จะเริ่มเฉลยมาเรื่อย ๆ แล้วทำไมพี่คนอื่นไม่เป็ น่าจะรู้กันนะคะ