“ท่านแม่ เซวียนเอ๋อร์ก็อยากไปด้วย” กู้จิ่งเซวียนยังคงชอบร่วมวงกับผู้อื่นช่วงนี้สุขภาพของเขาไม่ค่อยดี จึงถูกจำกัดไม่ให้ก้าวพ้นประตูตำหนักบูรพา
“อืม ไปเถอะ” กู้ชิงเฉิงมองรอยยิ้มบนใบหน้าซีดขาวของกู้จิ่งเซวียนพลันรู้สึกไม่สบายใจนัก ดูท่าแล้ว นางคงเหลือเวลาให้คิดไม่มากคงไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วจริงๆ ในยุคสมัยนี้แม้จะมีวิธีมากมายเพียงใดก็ไม่อาจนำมาใช้ได้
ขณะที่นางส่องกระจกมองรอยแผลเป็นอันน่าเกลียดบนใบหน้ารอยแผลเป็นนี้ แม้แต่นางเองก็ยังรู้สึกขยะแขยง ไม่ต้องกล่าวถึงโม่อวี้เฉิน ดังนั้นจำต้องหาข้ออ้างเพื่อลบรอยแผลเป็นนี้ออกไป
ตอนที่นางอยู่ในอันหยวนถังนางเก็บรอยแผลเป็นนี้ไว้เพื่อปกปิดฐานะ ยามนี้นางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไปไม่มีผู้ใดสามารถเชื่อมโยงนางกับหมอเทวดากู้ได้เลยเว้นก็แต่โม่อวี้เฉินและโม่หรั่นถัง
ต่อมานางจึงทาขี้ผึ้งลงบนใบหน้า เพื่อให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาตินางจึงใช้ขี้ผึ้งสีแดงดูสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง จนผู้คนไม่อาจละเลยได้
เมื่อโม่อวี้เฉินโม่หรั่นถัง และกู้จิ่งเซวียนยกสำรับอาหารมาถึง และได้เห็นใบหน้าของกู้ชิงเฉิงก็ตกใจกันถ้วนหน้า
“ท่านแม่...” กู้จิ่งเซวียนรู้ว่ารอยแผลเป็นบนใบหน้าของกู้ชิงเฉิงเป็นของปลอมแต่เมื่อเห็นขี้ผึ้งบนใบหน้าของนาง เขาก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
“ช่วงนี้แม่ได้คิดค้นยาสมุนไพรชนิดใหม่ที่สามารถลบรอยแผลเป็นได้แม่จึงใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองเสียก่อน” กู้ชิงเฉิงส่งสายตาเป็นนัยให้กู้จิ่งเซวียนแม้นางจะไม่เต็มใจนัก แต่เพื่อกู้จิ่งเซวียน นางจำต้องเดินหมากตานี้
โม่หรั่นถังและโม่อวี้เฉินต่างก็แสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อยอันที่จริง ด้วยสายตาของคนทั้งสองก็สามารถมองออกว่ารอยแผลเป็นนั้นเป็นของปลอมเพียงแต่ไม่ได้เอ่ยออกมา เพราะพวกเขาคิดว่าไม่มีความจำเป็นอันใด
“ท่านพ่อทำอาหารอร่อยจริงๆ” กู้จิ่งเซวียนรับคำอย่างว่าง่ายแก้มของเขากลมป่องดูน่าเอ็นดูยิ่ง
“จากนี้ไป พ่อจะทำอาหารให้เจ้ากินทุกวันเลย” โม่อวี้เฉินกล่าวอย่างภาคภูมิใจเมื่อครั้งยังอยู่ในค่ายทหาร หากเขากินอาหารไม่ถูกปาก ก็จะลงมือทำเองเสมอไม่คาดคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้บุตรชายสุดที่รักของเขามีความสุขได้นี่คงเป็นทักษะที่จำเป็นแล้วกระมัง
ใบหน้าเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ยว่า“ท่านพ่อดีที่สุด” จากนั้นก็หอมแก้มลงบนใบหน้าของโม่อวี้เฉินเสียงดังฟอด
“ปู่เองก็มีขนมหวานนะ” โม่หรั่นถังก็ชื่นชอบกู้จิ่งเซวียนเป็นอย่างมากขณะนี้จึงเอ่ยด้วยความอิจฉาว่า “ปู่ยังเล่นกลได้อีกด้วย”
“เล่นกล เล่นกลอันใด? ท่านแม่ก็เล่นได้ขอรับ” กู้จิ่งเซวียนดูท่าจะไม่มีความสนใจมากนัก กู้ชิงเฉิงมักจะมีสารพัดวิธีเสมอความรู้ของเขามีมากกว่าเด็กทั่วไปเสียอีก
“ก็คือการทำให้ใบหน้าของคนสองคนเหมือนกันราวกับแกะ นั่นแหละคือการเล่นกล”โม่หรั่นถังกลอกตาพลางกล่าวอย่างลึกลับ
ฟังแล้วกู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินต่างก็ตกตะลึง นี่เขากำลังกล่าวถึงวิชาปลอมแปลงใบหน้า
“ทำให้เหมือนกันราวกับแกะเลยหรือ? เช่นนั้นข้าก็จะปลอมเป็นเสี่ยวโต่วจื่อไปแกล้งท่านเกอจวิ้น” กู้จิ่งเซวียนพลันสนใจขึ้นมาทันที“และครั้งหน้าเมื่อข้าไปพบแม่มดเฒ่านั่น ข้าก็จะปลอมใบหน้าอีกด้วย”
แม่มดเฒ่าที่กล่าวถึงนั้นย่อมหมายถึงกู้ตงหลิงเป็นแน่
“เหตุใดเจ้าไม่รีบคารวะอาจารย์” กู้ชิงเฉิงรีบกล่าวอย่างจริงจังพลางอุ้มกู้จิ่งเซวียนมาตรงหน้าโม่หรั่นถัง
“เร็วเข้า กอดขาอาจารย์ไว้!” ท่าทางเช่นนั้นราวกับเกรงว่าโม่หรั่นถังจะเปลี่ยนใจในชั่วพริบตา
“ท่านอาจารย์โปรดรับการคารวะจากศิษย์” กู้จิ่งเซวียนตอบสนองรวดเร็วเป็นพิเศษเขานั่งคุกเข่าลงแล้วคำนับทันที
สิ่งที่ทำให้ท่านแม่ของตนสนใจย่อมต้องมีประโยชน์อันใดเป็นแน่ดังนั้น จึงไม่ควรลังเล
โม่หรั่นถังยังกังวลว่าเด็กน้อยผู้นี้จะไม่ยอมรับดังนั้น ภาพตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ท่านอ๋อง?” กู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินมองไปยังเขาพร้อมกัน
โม่หรั่นถังผู้สิ้นหวังจึงทำได้เพียงหยิบหยกจากเอวออกมาแล้วยัดใส่มือเล็กๆ ของกู้จิ่งเซวียน พลางกล่าวว่า “ศิษย์รักจากนี้ไป เจ้าก็คือศิษย์เอกของข้า”
ใบหน้าของเขาแย้มยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความหม่นหมอง
กู้ชิงเฉิงกับโม่อวี้เฉินสบตากันเรื่องราวในอดีตของโม่หรั่นถังนั้น กู้ชิงเฉิงไม่เคยล่วงรู้
ในนิยายต้นฉบับโม่หรั่นถังในเวลานี้ได้พิษกำเริบจนสิ้นใจไปนานแล้วผู้เขียนจึงไม่ได้บรรยายเขามากนัก ส่วนโม่อวี้เฉินซึ่งเติบโตมาข้างกายโม่หรั่นถังย่อมต้องรับรู้ทุกสิ่งอย่าง
แววตาของโม่หรั่นถังฉายแววเศร้าสร้อยจนยากที่จะมองข้าม
“ในภายหน้า ข้าจะส่งเซวียนเอ๋อร์ไปเรียนกับท่านอ๋องเพคะ” กู้ชิงเฉิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากความ นางไม่สนใจความลับของผู้อื่นทว่าวิชาปลอมแปลงใบหน้านี้ นางกลับอยากเรียนรู้อย่างยิ่ง
“ให้มาตำหนักรัชทายาทก็ได้” โม่หรั่นถังเก็บงำความคิด
“จวนอ๋อง... เกรงว่าจักไม่สงบสุข” ฮ่องเต้ประสงค์เอาชีวิตเขามานานแล้วจนไม่อาจรอคอยได้อีก ครานี้ถึงกับดึงบุตรชายตนเองลงมาพัวพันด้วยนับว่าฮ่องเต้ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วจริงๆ
“ท่านอา โปรดวางใจเถิด ข้าจะไม่ยอมให้เสด็จพ่อทำร้ายท่านเป็นอันขาด”โม่อวี้เฉินครุ่นคิดอย่างขุ่นเคืองในใจความรู้สึกระหว่างเขากับโม่หรั่นถังนั้นลึกซึ้งเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้ฉินและฮองเฮาเสียอีก ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เขาจะไม่ยอมให้โม่หรั่นถังต้องประสบภัยเป็นอันขาด
“ที่เขาอดทนกับข้ามาหลายปี ก็สุดกำลังแล้ว” โม่หรั่นถังลดสายตาลงเล็กน้อยพลางเยาะหยัน
“ท่านทำเพื่อต้าฉินมามากมายเพียงนี้ แม้เสด็จพ่อจะทนไม่ได้ก็ต้องทน”โม่อวี้เฉินกัดฟันกล่าว
“หากเสด็จพ่อยังคงสับสนเช่นนี้ ก็ควรพักผ่อนให้ดีบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเถิด” คำพูดนี้นับเป็นคำพูดที่กบฏต่อราชบัลลังก์อย่างยิ่ง ทำให้กู้ชิงเฉิงประหลาดใจนัก
ความรู้สึกของโม่อวี้เฉินกับรุ่ยอ๋องช่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้การที่เขาทำเพื่อรุ่ยอ๋องได้ถึงเพียงนี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะคนทั้งโลกต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้ฉินมีพระโอรสเพียงคนเดียวไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แผ่นดินนี้ย่อมเป็นของโม่อวี้เฉิน เขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้แย่งชิง หรือไขว่คว้า เพียงแค่นั่งรอรับก็พอแล้ว
“อวี้เฉิน เจ้าอย่าได้ทำสิ่งใดวู่วาม” โม่หรั่นถังโบกมือ“นี่เป็นความแค้นระหว่างข้ากับเขา”
“ท่านแม่บอกว่า แค้นต้องชำระ คืนให้เป็นเท่าตัว จะทนไม่ได้เช่นนั้นก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย” กู้จิ่งเซวียนอ้าปากเล็กๆกล่าวทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำพลางเชิดหน้าขึ้นทำให้โม่อวี้เฉินและโม่หรั่นถังต่างพากันจนปัญญาอย่างยิ่ง
“ชิงเฉิงเอ๋ย เจ้าสอนลูกอย่างไรกัน...” โม่อวี้เฉินไม่คาดคิดว่ากู้จิ่งเซวียนจะกล่าวคำเช่นนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
“เป็นอย่างไร?” กู้ชิงเฉิงเชิดหน้าขึ้นพลางถามกลับ
“สอนดีแล้ว” โม่อวี้เฉินปกปิดความไม่พอใจทั้งหมดไว้พลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
โม่หรั่นถังเหลือบตามองเขาทีหนึ่งจากนั้นโม่หรั่นถังจึงหันไปกล่าวกับกู้จิ่งเซวียนว่า“ที่แม่เจ้ากล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว แค้นย่อมต้องชำระ”
ความเกลียดชังในดวงตาของเขาพลันพลุ่งพล่านจนกู้จิ่งเซวียนสัมผัสได้และต้องการหลีกหนีเขาโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานั้นเองเฟิงเจ๋อเดินเข้ามา “ท่านอ๋องมีคนจับนกพิราบสื่อสารได้ตัวหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
กู้จิ่งเซวียนมองไปดวงตากลมโตฉายแววรอยยิ้มเล็กน้อย “ท่านลุงสวีมาแล้ว”
จากนั้นเด็กน้อยก็กระโดดไปด้านหน้าเฟิงเจ๋อยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับ
เฟิงเจ๋อมองโม่อวี้เฉินและกู้ชิงเฉิงนกพิราบสื่อสารตัวนี้มาอย่างกะทันหันอีกทั้งไม่ใช่ของตำหนักรัชทายาทที่พวกเขาเลี้ยงไว้
เมื่อได้ยินคำว่า‘ท่านลุง’ โม่อวี้เฉินก็รู้สึกไม่พอใจมากนักอีกทั้งยังนึกถึงหยวนจิ่วและเกอจวิ้น จึงเลิกคิ้วมองกู้ชิงเฉิง “ผู้ใดกัน?”
“หุ้นส่วนน่ะ” กู้ชิงเฉิงตอบกลับเบาๆแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า นางหยิบจดหมายที่ผูกติดกับขาของนกพิราบใบหน้าปรากฏความกังวลเล็กน้อย สวีอิ่นชิงจะไม่เปิดเผยตัวตนง่ายๆหากไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ คงไม่ส่งนกพิราบสื่อสารมาเป็นแน่
“มีคนไปปล้นคุกหลวงแล้ว” กู้ชิงเฉิงอ่านจดหมายแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“ราชครูกู้ผู้นี้ช่างมีผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตไปปล้นคุกหลวง”
“ช่างกล้าหาญยิ่งนัก” โม่หรั่นถังแค่นเสียงเย็นชาแล้วยิ้มเล็กน้อย “นี่นับเป็นโอกาสอันดีเลยทีเดียว”