อีกแค่สองวันที่บ้านสามจะเริ่มแผนทวงคืนที่ดินจากบ้านใหญ่หลังจากได้การเตรียมการและวางแผนมาเป็เดือน
หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ ถ้านางทำตามแบบแผนไม่ขาดไม่เกิน มันจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่บ้านสามตอนนี้เสียงแตกเสียแล้ว
ฝั่งแรกคือ หลินเว่ยเว่ย้าให้ทุกคนเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เพราะกลัวแผนการล่ม
แต่ฝั่งหลินลี่้าออกไปขายผักที่ตลาด หน้าหนาวอย่างนี้ผักย่อมแพง ถ้านางรอจนกว่าแผนจะสำเร็จผักอาจเสียหายได้
แต่สุดท้ายหลินเว่ยเว่ยก็ไม่อาจต้านทานความแน่วแน่ของหลินลี่ได้ ไหน ๆ หลินลี่ก็ต้องออกไปข้างนอก คราวนี้ก็นั่งเกวียนไปกับผู้อื่น และกระจายข่าวสารให้มากที่สุด
แผนนี้คือการเรียกความสงสาร
เด็กที่แกร่งกร้าวต่อให้ถูกต้องแค่ไหน ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าถูกต้องอยู่ดี
พวกนางจำเป็ต้องเรียกความสงสารของชาวบ้านให้มากที่สุด
คนที่เป็จุดเรียกความสงสารในครั้งนี้คืออาซาน
เพราะเขาเป็เด็กผู้ชายคนเดียวของบ้านสาม คนที่จะสืบสายเืตระกูลหลินต่อไป
ถ้าทายาทเพียงคนเดียวป่วยหนักล่ะ
ลำพังเด็กทั้งสามที่ถูกปล่อยให้อยู่เองก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่คนไม่ได้กล้าพูดออกมาเพราะไม่้าทำให้บ้านใหญ่ตระกูลหลินไม่พอใจ
แต่คราวนี้ชาวบ้านต้องเห็นใจบ้านสามแน่
หลินลี่ และหลินฮวาเป็เพียงเด็กสาว หากพวกนางเป็อะไรไป ก็ทำได้แค่ให้ผู้คนสงสารได้เพียงชั่วคราว แต่หลินซานเป็เด็กผู้ชายคนเดียวของบ้านสาม ถ้าบ้านใหญ่ปล่อยให้เขาเป็อะไรไป ทั้ง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้ ก็ไม่ต่างจากตั้งใจจะกำจัดบ้านสาม
เื่การกตัญญูต่อบรรพบุรุษเป็เื่สำคัญของคนยุคนี้ นางต้องทำให้ชาวบ้านเห็นว่า บ้านใหญ่กำลังทำอะไรอยู่แม้แต่จะเป็ทางอ้อม ทางตรง พวกนางก็จะโยงไปหาบ้านใหญ่ให้ได้
….
เด็กสาวมองป้ารองที่กำลังช่วยเก็บผักอย่างขะมักเขม้น ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกนางคัดค้านไม่ให้ออกไป เพราะ้าให้ผู้คนเห็นว่าบ้านสามนั้นจนมุม และโศกเศร้าเพียงใด
แต่นางเห็นต่าง นางคิดว่าชาวบ้านบางคนไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น การรับสารที่ดีที่สุดสำหรับคนแถวนี้ไม่ใช่การมองเห็นด้วยตาตัวเอง แต่คือการเล่าปากต่อปากตั้งหาก
หลินลี่เดินทางโดยเกวียนวัวร่วมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ พร้อมกระจายข่าวลือ หลินลี่เอ่ยเสียงเบาราวกับไม่ได้ตั้งใจจะเล่า แต่ชาวบ้านกลับสนใจมากกว่าเดิม
ที่หลินเว่ยเว่ยคัดค้านหลินลี่ไม่ใช่เพราะเื่การเก็บตัว แต่นางยังจำเป็ต้องทำอีกหน้าที่หนึ่ง ก็คือขอความช่วยเหลือกับบ้านใหญ่อย่างลับ ๆ
ลับที่ชาวบ้านคนอื่น ๆ กำลังแอบมองอยู่
เดิมหน้าที่นี้ควรเป็ของหลินลี่ แต่หลินลี่ไม่อยู่จึงต้องเป็หลินฮวาแทน มันก็ลงตัวทีเดียวที่พี่ใหญ่ออกไปหาเงิน ส่วนน้องรองมาขอความช่วยเหลือ
แต่หลินฮวายังเด็กเกินไป การโกหกครั้งใหญ่นี้จะล้มเหลวไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยจึงกำชับหลินฮวาไปหลายครั้ง ถึงสิ่งที่นางต้องทำ เพราะนางไม่ได้ไปด้วย นางจะตามไปสมทบวันพรุ่งนี้พร้อมกับชาวบ้านหลาย ๆ คน
หลินฮวารอเวลานี้มานานแล้ว เมื่อก่อนหลินลี่ก็ยอมรับกับสิ่งไม่เป็ธรรมได้เพราะไม่มีทางสู้ หลินซานยังเด็กเกินไป หลินฮวาได้แต่แค้นบ้านใหญ่ที่แย่งชิงสิ่งที่ควรจะเป็ของนางไป
หลินฮวาใส่ชุดที่เก่าที่สุด มีรอยปะชุนหลายตำแหน่ง ทั้งยังบางเกินไปสำหรับหน้าหนาว
นางยืนอยู่หน้ารั้วบ้านใหญ่เรียกหาคนอยู่นานก็ไม่มีใครออกมา
หลายบ้านที่ยังไม่ออกไปทำงาน เมื่อเห็นมีคนเสียงดังก็ออกมาดู พอพบหลินฮวาก็ใ นางอยู่ในสภาพแย่ขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร นางอาศัยอยู่ป่าท้ายหมู่บ้านที่นั่นไม่ค่อยมีคนไป จึงไม่ค่อยเห็นสภาพความเป็อยู่ของบ้านสาม
สุดท้ายก็มีเด็กชายอายุราว ๆ 9 ขวบปี ออกมาเปิดประตู มองหลินฮวาอย่างเหยียดหยาม
“หลินฮวา เ้าจะมาขอข้าวบ้านข้าอีกแล้วรึ บ้านสามไม่เคยช่วยทำงานแต่กินเยอะเหลือเกิน” หลินเปา เป็หลานชายคนเล็กของลุงใหญ่ที่นิสัยเสียที่สุดแล้ว
“อาเปา ขอข้าเข้าไปคุยกับลุงใหญ่สักครู่ได้หรือไม่” หลินฮวาเอ่ย
“อย่ามาเรียกข้าว่าอาเปา เ้าตัวสกปรก ออกไปจากบ้านข้าเลยนะ” เด็กชายเอ่ยปากไล่
ป๋ายเจียงเมื่อได้ยินเสียงหลานสุดที่รักโวยวายจึงออกมาดู พอพบหลินฮวานางก็ยิ่งไม่พอใจ ครั้งที่แล้วนางยังแค้นใจไม่หาย ที่พวกบ้านสามอยู่ฝ่ายหลินเว่ยเว่ย
นางอยากจะป่าวประกาศเหลือเกินว่าหลินเว่ยเว่ยที่ไม่เห็นผู้อื่นในสายตาถูกบ้านสามีไล่มาเหมือนหมูเหมือนหมา แต่ก็ต้องเงียบปากไว้ นางจึงเอาความแค้นไปลงกับบ้านสามแทน
“อาเปาอย่าไปเข้าใกล้นาง ทั้งสกปรกและโชคร้าย ระวังโชคร้ายจะติดตัวเ้า” ป๋ายเจียงบอกหลินเปาทั้งยิ้มเย้ยหลินฮวา
หลินฮวาสูดหายใจเข้าลึก ๆ และสงบจิตใจตัวเอง ป้าสะใภ้มักหาเื่นางทุกครั้ง นางไม่กลัวที่ต้องเผชิญหน้าแต่นางกลัวตัวเองทนไม่ไหวที่ถูกด่า และเอาคืนบ้าง
“ป้าสะใภ้ ข้ามีเื่ที่จะพูดกับลุงใหญ่ ขอข้าเข้าไปได้หรือไม่” หลินฮวาที่ยังคงติดอยู่หน้ารั้ว พูดประโยคเดิมอีกครั้ง
ป๋ายเจียงไม่้าให้เด็กสาวตัวสกปรกเข้าไปในบ้านนาง “พูดกับข้าตรงนี้แหละ พูดกับลุงใหญ่เ้า หรือข้า ย่อมไม่ต่างกัน”
หลินฮวามองไปรอบ ๆ พบว่าชาวบ้านบางคนแอบฟังอยู่ จึงพูดขึ้นเบา ๆ “จะดีหรือเ้าคะ”
ป๋ายเจียเมื่อเห็นชาวบ้านแอบมองอยู่ นางจึงยอมให้หลินฮวาเข้าบ้านอย่างไม่เต็มใจ
หลินเฉินประมุขของบ้านใหญ่ กำลังมองหลินฮวาอย่างไม่สนใจ เขาเป็ชายร่างใหญ่ ใส่เสื้อผ้าตัวหนา มันดูแพงมากเมื่อเทียบกับคนแถวนี้ ต่างจากหลินฮวาสิ้นเชิง
เขาไม่ได้ถามไถ่หลินฮวาสักคำ มีแต่ความเงียบ เพราะเขารู้ว่าอีกไม่นานนางก็จะออกไป เพราะทนไม่ได้ที่ไม่มีใครไยดี
เมื่อเห็นไม่มีใครพูด หลินฮวาก็เปิดปากคนแรก “ลุงใหญ่ได้โปรดช่วยน้องสามด้วย หลินซานกำลังป่วยหนัก ข้า…”
“อย่ามาโกหก วันนั้นข้ายังเห็นเขาสบายดี” ป๋ายเจียงที่ไปเยี่ยมเด็ก ๆ เดือนที่แล้ว ก็พบว่าหลินซานสบายดี
“อาซานมักตัวร้อนเหมือนไฟตอนกลางคืน หมอหลี่มาดูแล้วก็ไม่ดีขึ้น”
หลินเฉินพอจะทราบว่าหมอหลี่ไปบ้านสามบ่อยมาก แต่ก็ไม่ได้สนใจเมื่อฟังคำของหลินฮวาก็คิดว่าอาจเป็ไปได้ เขาจึงจะมอบเงินให้นางสัก 1 ก้วน แต่พอนึกถึงคำที่หลินเว่ยเว่ยพูดกับป๋ายเจียง เขาจึงหยิบเหรียญอีแปะมา 10 เหวิน
หลินฮวาก้มหัวลงกับพื้น แต่ไม่ได้โขกศีรษะ นางลอบเบ้ปากในใจ ตอนแรกป้ารองบอกไว้ว่า ถ้าบ้านใหญ่มีจิตสำนึก เราก็ไม่จำเป็ต้องทำให้เป็เื่ใหญ่
ลุงใหญ่กำลังจะยื่นให้นาง นางจึงรีบตัดบท “ลุงใหญ่ หมอหลี่บอกว่า มีวิธีรักษา แต่ค่ารักษา ประมาณยี่สิบก้วน”
“ยี่สิบก้วน” บ้านใหญ่พร้อมใจกันส่งเสียงอย่างใ
“เ้าตัวเล็ก ช่างเพ้อเจ้อดีแท้ ยี่สิบก้วน ข้าไม่มีวันมอบมันให้พวกเ้าแน่ บ้านใหญ่ก็ต้องกินต้องใช้” ป๋ายเจียงพูดแทนสามี
หลินฮวาจึงพูดขึ้นอีก “หมอหลี่บอกว่า อาซานไม่อาจรอนานได้ ได้โปรดเถอะลุงใหญ่”
หลินเฉินคิดเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก็สรุปในใจได้ทันทีว่าไม่มีทาง
“ข้าแม้มีใจอยากช่วยเหลือ แต่ตำลึงเงินมากเพียงนั้นข้าไม่อาจให้เ้าได้ ข้าจะให้เ้าไปสักหนึ่งก้วน เอาไปซื้อยามาเถอะ” หลินเฉินพูดราวกับว่าตนมีเมตตา
หลินฮวาคิดว่างิ้วฉากนี้ใกล้จบแล้ว นางจึงรีบพูดข้อความสุดท้ายที่สำคัญ “ลุงใหญ่บ้านสามมีที่ดินอยู่เกือบสามสิบหมู่ ถ้าขายมันไปอาจพอช่วยอาซา…”
“ไม่ได้” คราวนี้บ้านใหญ่พร้ะโกนพร้อมกัน
“ออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ หลินเว่ยเว่ยเป็คนบอกเ้าให้พูดเช่นนี้ใช่หรือไม่ พวกเ้าช่างอกตัญญูคิดขายที่บรรพบุรุษ ที่ดินนี้เป็ของบ้านใหญ่ไม่ใช่ของบ้านสาม” ป๋ายเจียงพูดออกไปอย่างโมโห
“ตะ…แต่ ท่านปู่ยกให้บิดา” หลินฮวาพูดเสียงสั่น
“พวกเราเลี้ยงดูพวกเ้ามาหลายปี ยังมีหน้าบอกว่าที่ดินผืนนั้นเป็ของตัวเองอีกรึ หน้าไม่อายจริง ๆ ข้าไม่สนว่าบ้านสามจะเป็จะตายอย่างไร ออกไปได้แล้ว” ป๋ายเจียงรู้ดีว่าสามีกำลังโมโหแต่ไม่อยากพูดอะไรออกมา นางจึงยอมพูดทั้งหมดแทนเขา เพราะนางเป็สตรีไม่ต้องกลัวเสียศักดิ์ศรีเหมือนบุรุษ
หลินฮวายังขอร้องอ้อนวอน แต่เหมือนว่าบ้านใหญ่เริ่มโมโห นางจึงวิ่งออกไปทั้งน้ำตา เสียงร้องไห้นางดังไปทั่ว จนชาวบ้านมองอย่างสงสัย
เมื่อไม่มีผู้คน หลินฮวาเหยียดยิ้มออกมา นางรอวันพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว