“เ้าว่าอย่างไรนะ” บุรุษหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างผึ่งผายยืนเอามือสองข้างไพล่หลังผินหน้าจากหน้าต่างกลับมามอง
จินจางิ่ องค์รักษ์ของตนด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“สกุลซ่งตอบตกลงแต่ขอเปลี่ยนตัวเ้าสาวขอรับสกุลซ่งอ้างว่าบุตรสาวซ่งอันหนิงมีร่างกายไม่แข็งแรงั้แ่เล็กเกรงว่าไม่เหมาะสมจะแต่งงานขอรับ”
“เท่าที่ข้ารู้สกุลซ่งมีบุตรสาวคนเดียวมิใช่หรือ” หลี่จื้อเปรย เมื่อครึ่งปีก่อนเขามีโอกาสได้เจอกับโฉมงามนางหนึ่งใบหน้าของนางช่างตราตรึงในใจของเขายิ่งนักจนทำให้ต้องออกคำสั่งให้สืบหาในที่สุดก็ได้รู้ว่านางคือซ่งอันหนิง บุตรสาวเพียงคนเดียวของซ่งจินเหลียงตระกูลพ่อค้าในตำบลหนึ่งของลั่วหยางนี่เองเขาจึงไม่รอช้าส่งแม่สื่อทาบทามสู่ขอทันที
“เห็นว่าเป็บุตรสาวอีกคนที่ไปอยู่ต่างเมืองมานานขอรับ”
“หึ! สกุลซ่งกล้าดีอย่างไรถึงเล่นแง่กับข้าแบบนี้ เ้าจงไปสืบความเป็มาของนางมาให้ข้า”เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะ หลี่จื้อเอ่ยอนุญาตให้คนที่อยู่ด้านนอกเข้ามาสตรีร่างเล็กอายุเกือบสี่สิบปีก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนโยนดวงหน้างดงามละม้ายคล้ายเ้าของห้อง
“ท่านแม่” หลี่จื้อปราดเข้าหามารดาแล้วจับมือนางมานั่งที่โต๊ะ
“เ้ารู้เื่ที่สกุลซ่งขอเปลี่ยนตัวเ้าสาวแล้วสินะ”นางสอบถามเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหลี่จื้อ
“ลูกรู้แล้วขอรับ”
“เ้ามีความเห็นอย่างไร”หลี่ฉิงซูถามความเห็นบุตรชาย
“ข้าเพิ่งสั่งให้จางิ่ไปสืบเื่ของนางขอรับเพราะเท่าที่ข้ารู้มาสกุลซ่งมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือซ่งอันหนิง”
“แล้วเ้าจะตอบรับหรือไม่”
“แม่คิดว่าลูกควรตอบรับ” เขาถามมารดากลับ
“แต่ไหนแต่ไรแม่ให้อิสระเ้าในการเลือกคู่ครองมาตลอดตอนนั้นเ้าต้องตาต้องใจคุณหนูตระกูลซ่งแม่ก็ไม่คัดค้าน สกุลซ่งทำเช่นนี้คงมีเหตุผลยังไงเ้าก็ลองตรองดูเองเถิด” หลี่ฉิงซูกุมมือบุตรชายเบาๆ หากแต่หลี่จื้อไม่ได้ตอบอะไรออกมาในใจยังขุ่นมัวอยู่มากเนื่องจากสตรีสกุลซ่งไม่ใช่คนที่หมายตา
ด้านเหลยเหลย หลังจากเดินทางรอนแรมมาหลายวันในที่สุดก็ถึงบ้านสกุลซ่ง นางลงจากรถม้าด้วยท่าทีอ่อนเพลียการอุดอู้อยู่ในรถม้าทำให้รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อยนอกรถม้าปรากฏร่างของชายคนหนึ่งอายุราวสี่สิบปียืนรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยหากบรรยากาศรอบตัวแลดู
เป็มิตรทำให้คนที่จากบ้านมาไกลอย่างหญิงสาวใจชื้นขึ้น
“ท่านคือคุณหนูเหลยเหลยใช่หรือไม่ยินดีต้อนรับสู่สกุลซ่งนะขอรับ
ข้าซุนเหว่ยเป็พ่อบ้านของที่นี่ ตอนนี้นายท่านไม่อยู่ที่เรือนแต่ฝากข้ามาเรียนคุณหนูว่าถ้าคุณหนูเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ให้พาคุณหนูไปพักผ่อนที่เรือนหลังเล็ก แล้วยามโหย่ว (เวลา 17.00-18.59น.)ข้าจะพาท่านไปพบนายท่านขอรับ”
“ขอบคุณพ่อบ้านซุนมากเ้าค่ะ”
ดวงตาเฉี่ยวชั้นเดียวกวาดสายตาสำรวจบรรยากาศโดยรอบระหว่างที่เดินตามพ่อบ้านเข้าสู่ตัวเรือนตรงหน้าของนางคือเรือนหลังใหญ่ที่มีเรือนเล็กเรือนน้อยรายล้อมอีกสามหลังถือได้ว่าฐานะตระกูลซ่งคือตระกูลพ่อค้ามีเงินในตำบลนี้
“นี่คือเรือนของคุณหนูขอรับนายท่านเกรงว่าคุณหนูจะรู้สึกอึดอัดปรับตัวลำบากเมื่ออยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเลยยกเรือนหลังนี้ให้คุณหนู”
ดวงหน้ารูปไข่มีรอยยิ้มในใบหน้า เรือนตรงหน้าเป็เรือนไม้หลังเล็กอยู่ด้านหลัง รอบนอกปลูกต้นไห่ถังส่งกลิ่นหอมแลดูอบอุ่นลานหน้าบ้านถูกทำความสะอาดเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
“ส่วนนี่คือเสี่ยวฮวากับอิงอิงต่อไปนางสองคนจะเป็คนดูแลรับใช้คุณหนูขอรับ” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเหลยเหลยสองคนทำความเคารพเ้านายคนใหม่อย่างกระตือรือร้น
“หมดธุระของข้าแล้วเชิญคุณหนูพักผ่อนเถิด ยามซวีข้าจะมารับนะขอรับ”
“ขอบคุณพ่อบ้านซุน”เหลยเหลยก้มศีรษะให้เล็กน้อย
หลังจากที่พ่อบ้านจากไปเหลยเหลยจึงเริ่มสำรวจสถานที่พำนักใหม่ของตนเองนางเปิดประตูก้าวเข้าไปด้านในเรือนหลังตรงหน้า
ห้องแรกคือห้องโถงที่ถูกทำความสะอาดหมดจดหอมกรุ่นเหลยเหลยรู้สึกขอบคุณ์ที่ส่งโชคก้อนใหญ่มาให้นี่มันมากเกินกว่าที่คิดไว้เสียอีก ด้วยฐานะของตนเองที่จากมาไม่ควรได้รับการใส่ใจจากพ่อบุญธรรมขนาดนี้เสียด้วยซ้ำ
“คุณหนู ข้าเสี่ยวฮวาเ้าค่ะสัมภาระของท่านข้านำไปเก็บไว้ในห้องแล้วนะเ้าคะ”
“ส่วนข้าคืออิงอิง เ้าค่ะคุณหนูเดินทางมาหลายวันคงอยากพักผ่อน ให้พวกข้าไปเตรียมน้ำให้ท่านอาบดีหรือไม่”
“ถ้างั้นข้ารบกวนพวกเ้าด้วยนะ”เหลยเหลยคลี่ยิ้มอ่อนหวาน จริงอยู่ตอนนี้นางจะมีฐานะเป็ลูกบุญธรรมของซ่งจินเหลียงแต่นางก็ไม่คิดลืมตนวางอำนาจกับสาวใช้เมื่อนางสองคนถูกจัดให้มาดูแลรับใช้ตนก็ควรผูกมิตรกันเอาไว้ดีกว่า
ใกล้ถึงยามซวีเหลยเหลยกระวีกระวาดเลือกอาภรณ์ที่จะใส่จะว่านางตื่นเต้นคงไม่ผิดนัก นี่เป็ครั้งแรกที่นางจะได้เจอครอบครัวใหม่ไม่รู้ว่าสมาชิกในครอบครัวที่เหลือจะยินดีต้อนรับนางหรือไม่จากการได้พูดคุยกันวันก่อนทำให้เหลยเหลยได้รู้ว่าพ่อบุญธรรมของตนมีภรรยาบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนนับว่าเป็ครอบครัวที่น่าจะอบอุ่นครึกครื้นทีเดียว
“พวกเ้าสองคนว่าข้าใส่ชุดไหนดีกว่ากัน”นางหันมาขอความเห็นจากสาวใช้ทั้งสองพลางทาบชุดฮั่นฝูสีม่วงอ่อนกับสีฟ้าสลับไปมา
“ข้าว่าสีม่วงดูขับผิวของคุณหนูมากกว่านะเ้าคะ”
“แล้วเ้าละเสี่ยวฮวา”
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกันคุณหนูงดงามขนาดนี้สวมใส่อะไรก็น่ามองเ้าค่ะ”นางพูดจากใจจริง คุณหนูของนางมีดวงหน้ารูปไข่ ดวงตาแม้จะเรียวเล็กชั้นเดียวแต่ฉายแววสดใสเวลาริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้างนั้นจะส่งไปถึงดวงตาราวกับั์ตาคู่นั้นยิ้มไปด้วยผิวพรรณของนางก็ขาวเนียนละเอียดนุ่มนิ่มราวกับเต้าหู้
“ถ้าอย่างนั้นข้าเลือกสีม่วงตามพวกเ้าว่าก็แล้วกันพวกเ้าว่างหรือเปล่ามาช่วยข้าแต่งตัวหน่อยได้ไหม”สามนายบ่าวช่วยกันแต่งกายอย่างเร่งรีบ
พ่อบ้านซุนมาถึงเรือนเล็กก่อนเวลาเล็กน้อย เขาพานางเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังส่วนต่างๆระหว่างนั้นก็อธิบายถึงสถานที่ที่อยู่ภายในตระกูลรวมถึงกฎที่สำคัญอีกเล็กน้อย
“เชิญคุณหนูเหลยเหลยขอรับ”พ่อบ้านเชื้อเชิญให้หญิงสาวก้าวเข้าไปยังบริเวณห้องโถงในเรือนใหญ่ด้านในมีซ่งจินเหลียงและบุรุษสตรีไม่คุ้นตาอีกสามคนนั่งรออยู่เหลยเหลยทำความเคารพพ่อบุญธรรมและเดินไปนั่งเก้าอี้ด้านข้างตามคำอนุญาตของเขา
“การเดินทางเป็อย่างไรเหนื่อยมากหรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะ ขอบคุณท่านพ่อที่เป็ห่วง” ซ่งจินเหลียงพยักหน้ารับ
“เอาละในเมื่อมาพร้อมหน้ากันแล้วข้าขอแนะนำ นี่คือฮูหยินของข้า
ส่วนนั่นคือพี่ชายคนโตและพี่สาวคนรองของเ้า จะขาดก็แต่พี่ชายคนรองของเ้าเท่านั้น”
“ท่านแม่ ท่านพี่”เหลยเหลยรีบทำความเคารพทันทีทั้งสามไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้เท่านั้น เหลยเหลยแอบมองพี่สาวของตน นางเป็หญิงสาวที่หน้าตางดงามหมดจดคนหนึ่งแต่มีกลิ่นไอของความเย่อหยิ่งดื้อรั้น ถือตัวแฝงอยู่ไม่เหมือนผู้เป็พี่ชายที่ดูอบอุ่นอ่อนโยนมากกว่า
“ต่อไปนี้เ้าคือซ่งเหลยเหลยเป็บุตรสาวคนเล็กของข้าซ่งจินเหลียง
ถือว่าพวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วต้องรักใครปรองดองกันเข้าไว้นะ”
“เ้าค่ะท่านพ่อ” เหลยเหลยรับคำ
“เนื่องจากที่วันนี้เ้าเข้ามาอยู่ในตระกูลซ่งวันแรกข้าเลยสั่งให้พ่อครัวจัดอาหารพิเศษมาหลายอย่าง พวกเราไปกินข้าวด้วยกันเถอะ”ซ่งจินเหลียงเอ่ยชวนทุกคนเขารู้ว่าการรับหญิงสาวตรงหน้าเป็ลูกบุตรธรรมถึงแม้เพราะเหตุจำเป็แต่มันก็สร้างความอิหลักอิเหลื่อให้ทุกคนไม่น้อยเพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยกันมาก่อนจึงอยากสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นขึ้น
สักหน่อย