ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านแนวกำแพงอิฐสูงตระหง่าน หอบเอาละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์ให้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ผืนฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกฉาบด้วยสีเทาหม่นอย่างถาวร ทว่ามันไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือโหดร้าย มันเพียงแค่ทำหน้าที่ห่มคลุมทุกสรรพสิ่งให้อยู่ในความสงบงันของเหมันต์ฤดูอย่างซื่อตรง
ที่ระเบียงไม้กระดานใต้ต้นท้อโบราณ โคมกระดาษทั้งสามใบยังคงแขวนตัวอยู่ใต้กิ่งก้านที่เปล่าเปลือย ชั้นหิมะบางๆ เกาะกุมอยู่บนหลังคาโครงไม้ไผ่ พวกมันแกว่งไกวไปมาอย่างเชื่องช้า รับน้ำหนักของฤดูกาลที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบ
ติง... ติง...เสียงกังวานใสของป้ายหยกมันแพะดังขึ้นทำลายความเงียบ จ้าวเหยียนโจวปรากฏตัวขึ้นที่ปลายระเบียงทางเดิน องค์รัชทายาทในวัยสิบสามหนาวยังคงสวมชุดคลุมตัวยาวสีเข้มที่ใช้สำหรับเข้าร่วมพระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมที่ใช้ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และเคร่งครัดยังคงลอยอวลติดอยู่ตามเนื้อผ้าและเส้นผม ท่าทางการก้าวเดินของเขามีความเชื่องช้าและหนักอึ้ง บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการต้องยืนตัวตรงท่ามกลางสายลมหนาวและสายตาของเหล่าขุนนางนับร้อยมาตลอดตั้งแต่รุ่งสาง
เขาก้าวเดินเข้ามาใต้ร่มเงาของต้นท้อ
เถาอิ่งในเสื้อคลุมขนสัตว์สีอ่อนนั่งพับเพียบอยู่หน้าโต๊ะตัวเตี้ย สองมือกุมเตาพกทองเหลืองเอาไว้บนตัก ถัดออกไป เสิ่นเยี่ยนฉือในชุดฝึกสีเข้มนั่งชันเข่าพิงโคนเสา ในมือถือมีดสั้นเล่มเล็กที่ใช้แกะสลักด้ามดาบไม้เมื่อจ้าวเหยียนโจวทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นกระดานไม้ในตำแหน่งประจำของตน เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ปลดปล่อยความตึงเครียดของราชสำนักทิ้งไว้เบื้องหลัง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากบ่นถึงความหนาวเหน็บและบทสวดที่ยาวเหยียด สัญชาตญาณของเขากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง
มวลอากาศบนระเบียงไม้กระดานแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป
มันไม่ได้มีความขัดแย้ง ไม่ได้มีความโศกเศร้าฟูมฟาย หรือความอึดอัดที่ชวนให้กระอักกระอ่วน ทว่าระหว่างเด็กหญิงที่นั่งกุมเตาพกและเด็กชายที่ถือมีดสั้น มีกระแสความเข้าใจบางอย่างไหลเวียนอยู่เงียบๆ เป็นความผูกพันที่หนักแน่นและหยั่งรากลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ พวกเขาได้ร่วมกันค้นพบและยอมรับสัจธรรมบางประการไปแล้ว
จ้าวเหยียนโจวนิ่งเงียบไป เขามองใบหน้าของเถาอิ่งที่สงบงันและยอมรับในชะตากรรม มองใบหน้าของเสิ่นเยี่ยนฉือที่เด็ดขาดและพร้อมเผชิญหน้ากับหน้าที่
เถาอิ่งละมือจากเตาพกทองเหลือง เธอเอื้อมมือไปรินน้ำชาอุ่นๆ ลงในจอกกระเบื้องเคลือบ แล้วเลื่อนมันข้ามโต๊ะมาให้เขา ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นปะทะความเย็น"พิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คิดนะเจ้าคะ" เถาอิ่งเอ่ยทักทาย น้ำเสียงของเธอราบเรียบ นุ่มนวล และปราศจากการปรุงแต่ง
จ้าวเหยียนโจวรับจอกชามาถือไว้ ความอบอุ่นซึมผ่านฝ่ามือ
"เสด็จพ่อทรงรวบรัดขั้นตอนบางส่วนเพราะอากาศหนาวจัด... ข้าคิดว่าข้าจะแข็งตายอยู่กลางลานพิธีเสียแล้ว"
เขาจิบน้ำชา ปล่อยให้ความอบอุ่นไหลลื่นลงสู่ลำคอ ก่อนจะทอดสายตามองลานหิมะที่ขาวโพลน
"พี่เหยียนโจว" เถาอิ่งเอ่ยเรียกชื่อเขา เสียงของเธอไม่ได้สั่นเครือ ทว่ามันมีความเด็ดขาดที่ถูกกลั่นกรองมาแล้วอย่างดี
จ้าวเหยียนโจวหันกลับมาสบตาเธอ
"เมื่อหิมะแรกนี้ละลาย และฤดูใบไม้ผลิมาเยือน..."
เถาอิ่งสบตากับเขาตรงๆ
"ช่างไม้จะเข้ามาเริ่มงานรื้อถอนระเบียงไม้นี้ และข้าจะต้องย้ายเข้าไปพำนักในเรือนชั้นใน เพื่อรับการอบรมกฎเกณฑ์อย่างเต็มรูปแบบ" มือที่ถือจอกชาของจ้าวเหยียนโจวชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ
เขาไม่ได้เบิกตากว้าง ไม่ได้ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ เขาเพียงแค่รับฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างสงบ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงทุ้มต่ำของเสิ่นเยี่ยนฉือก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งหนึ่ง
"และเมื่อสาร์ทฤดูมาถึง"
เสิ่นเยี่ยนฉือวางมีดสั้นลงบนพื้นกระดานไม้ ดวงตาสีเข้มของเขาทอดมองจ้าวเหยียนโจวอย่างเปิดเผย
"ข้าต้องย้ายไปกินนอนที่ค่ายทหารฝั่งตะวันออก เพื่อฝึกฝนร่วมกับกองทหารรักษาพระนคร"
ความจริงทั้งสองสายถูกวางลงบนโต๊ะอย่างซื่อตรงและเปลือยเปล่าที่สุด
ไม่มีการอ้อมค้อม ไม่มีการพยายามใช้คำพูดสวยหรูเพื่อลดทอนความเจ็บปวด เถาอิ่งและเสิ่นเยี่ยนฉือเลือกที่จะมอบความจริงนี้ให้แก่เขาโดยตรง เพราะพวกเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสาม ไม่จำเป็นต้องอาศัยคำลวงเพื่อประคับประคองอีกต่อไป
จ้าวเหยียนโจวนิ่งเงียบไป
เขามองใบหน้าของเถาอิ่งที่สงบงันและยอมรับในชะตากรรม มองใบหน้าของเสิ่นเยี่ยนฉือที่เด็ดขาดและพร้อมเผชิญหน้ากับหน้าที่ ในวินาทีนั้นเอง ภาพจิ๊กซอว์ของอนาคตทั้งหมดได้ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนสมบูรณ์
ตลอดมา จ้าวเหยียนโจวคิดเสมอว่าเขาคือคนเดียวที่ถูกสายเชือกแห่งอำนาจดึงรั้งให้ห่างออกไป เขาคิดว่าเขาจะต้องเป็นฝ่ายก้าวเดินออกจากพื้นที่ใต้ต้นท้อแห่งนี้ไปเผชิญกับโลกที่โหดร้ายเพียงลำพัง ทว่าบัดนี้ เขากลับตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า ไม่มีผู้ใดสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้นี้ได้ตลอดกาล โลกของผู้ใหญ่ได้ส่งเทียบเชิญมาถึงพวกเขาทุกคนแล้ว และไม่มีใครสามารถปฏิเสธมันได้
กาลเวลาไม่ได้เลือกปฏิบัติ มันยุติธรรมและโหดร้ายอย่างเท่าเทียม
ริมฝีปากขององค์รัชทายาทค่อยๆ ขยับยกขึ้น มันไม่ใช่รอยยิ้มที่สร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า ไม่ใช่รอยยิ้มที่ฝืนทำเพื่อสร้างเสียงหัวเราะจอมปลอม ทว่ามันเป็นรอยยิ้มของการยอมรับที่หนักแน่นและเจือไปด้วยความโล่งใจบางประการ
"เช่นนั้นหรือ"
จ้าวเหยียนโจวเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกและมั่นคง เขาหลุบตามองผิวน้ำชาในจอกกระเบื้อง
"ดูเหมือนว่า... ตำรากษัตริย์ที่ข้าต้องเรียนในฤดูใบไม้ผลิหน้า ก็คงจะหนาขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวเช่นกัน"
เขาเปิดเผยความจริงในส่วนของตนเองออกมาเช่นกัน เป็นการประกาศว่าพวกเขาทั้งสามต่างก็มีสมรภูมิของตนเองที่ต้องก้าวเข้าไปเผชิญหน้า
ไม่มีคำปลอบประโลมที่ว่างเปล่า ไม่มีใครพูดว่า 'พวกเราจะหาเวลามาพบกันให้ได้' เพราะพวกเขาต่างเติบโตพอที่จะรู้ว่า คำสัญญาลมๆ แล้งๆ มีแต่จะทำให้ความทรงจำที่งดงามต้องแปดเปื้อน
จ้าวเหยียนโจวยกจอกชาขึ้นดื่มจนหมดจด ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย
เขายกแขนขึ้นสอดหนุนศีรษะ เอนหลังพิงกับโคนเสาตามความเคยชิน ทอดสายตามองลอดกิ่งก้านที่เปล่าเปลือยขึ้นไปยังท้องฟ้าสีเทาหม่น เถาอิ่งดึงมือกลับไปกุมเตาพกทองเหลืองบนตัก เสิ่นเยี่ยนฉือหยิบมีดสั้นขึ้นมาและเริ่มต้นแกะสลักด้ามดาบไม้ต่อไป
เกล็ดหิมะยังคงร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าและเงียบงัน
ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านระเบียงไม้กระดาน โคมกระดาษทั้งสามใบที่แขวนอยู่เบื้องบนแกว่งไกวเบาๆ เคียงคู่กัน ท่ามกลางฤดูกาลที่กำลังนับถอยหลัง เด็กทั้งสามคนนั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบที่ปราศจากความลับใดๆ อีกต่อไป