ทุกอณูในอากาศสั่นะเื ความปั่นป่วนของแรงลมปรากฏขึ้นรอบกายของนักพรตเตียหลงซานส่งแรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่ว เยี่ยนเยว่ฮวาตาเบิกกว้าง “มันตราเป็ศิษย์ของท่าน? ทั้งที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือก! เช่นนั้นก็ผิดกฎยุทธภพสินะ!”
เตียหลงซานหัวเราะในลำคอ “สำนักปฐมิญญา ของข้าเดิมทีมีศิษย์อยู่สี่ประเภทคือ “ศิษย์นอกสำนัก” ผู้เป็ศิษย์อย่างไม่เป็ทางการภายนอกสำนัก “ศิษย์สำนักนอก” คือศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ได้บวช “ศิษย์สำนักใน” คือศิษย์ที่บวชเป็นักพรตแล้ว “ศิษย์เขตมงคล” คือศิษย์ที่เป็บุคคลสำคัญ”
นักพรตเตียหลงซานอธิบายด้วยเสียงหนักแน่น แล้วจบลงด้วยคำท้าทาย “นี่คือวิถีแห่งสำนักปฐมิญญา หากผู้ใดเห็นว่าข้าทำผิดต่อยุทธภพ ก็เชิญลุกขึ้นมาประลองกับข้าเพื่อตัดสินกันตามวิถีแห่งยุทธภพได้เลย!”
เมื่อกล่าวจบพลังปราณก็พลันะเิออกจากกายของเขา ราชวงศ์ทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่แห่งนั้นต่างพากันล้มระเนระนาด โมบายที่แขวนบนเสาแกว่งไกวตามแรงะเิแห่งพลัง กลิ่นหอมแปลกปลอมหนึ่งแทรกอยู่ในอากาศ… แต่ยังมิเท่ากลิ่นแห่งความตึงเครียด
เยี่ยนเยว่ฮวาหน้าซีด มือกำแน่นใต้แขนเสื้อ “ใครจะไปกล้าประลองกับท่านผู้อยู่ในระดับเซียนแท้ ซึ่งสูงที่สุดเป็อันดับหนึ่งในยุทธภพ” องค์ราชินีเยี่ยนเยว่ฮวาคิดในใจ
"ท่านอาจารย์เตีย โปรดอภัย… ข้าแค่เป็ห่วงบุตรสาว... ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้าคิดมากไปเอง ข้าต้องขออภัยทุกท่านที่สร้างเื่ในวันนี้” องค์ราชินีเยี่ยนเยว่ฮวากล่าวพลางก้มหัวให้ทุกคนแล้วเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา
ไป๋หานเย่ว์ กษัตรีย์แห่งอาณาจักรเหมันต์แค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มุมปากเผยอขึ้นเล็กน้อย “คนโง่เช่นเ้านั้น ต่อให้เล่นใหญ่แค่ไหน...ก็แค่เผาตัวเองด้วยเพลิงแห่งความโลภเท่านั้น” นางคิดในใจ
สายลมแ่ๆพัดผ่านบันไดหอฤดีวิญญา กลิ่นลมหายใจขององค์ชายมันตราผู้สง่างามคลอเคล้ากลิ่นบลู เดอจากกายของเขา ทำให้หัวใจของเยี่ยนลั่วซินเต้นระรัว ร่างของนางยังคงอยู่ในอ้อมแขนเขา ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านม่านหมอกเบาบางราวบทเพลงรักล่องหนแห่งโชคชะตา
เยี่ยนลั่วซินเงยหน้าขึ้น เผชิญสายตาของมันตราที่มองกลับมาอย่างไร้อารมณ์ “ข้า...ข้าขอบคุณท่านพี่” เยี่ยนลั่วซินเอ่ยเสียงแ่ แต่ในหัวกลับวุ่นวายยิ่งกว่ากระแสน้ำวน กลิ่นรัญจวนจากเรือนกายของเขา ช่างอบอุ่นและเย้ายวนในคราเดียวกัน
“ไม่เป็ไร องค์หญิง ระวังหน่อย คราวหน้าขึ้นบันไดอย่าลืมตั้งสติให้มากๆ” มันตรายิ้มบางแล้วค่อยๆ ผละออก
เยี่ยนลั่วซินรีบคว้ามือเขาไว้ มือของเขาอุ่นจัด ัันั้นทำให้สติของนางหลุดลอย “เมื่อครู่ท่าน...กอดข้าไว้แน่นขนาดนั้น ท่านจะรับผิดชอบต่อข้าเช่นไร?” น้ำเสียงของนางอ่อนหวานเจือแววเ้าชู้เป็ครั้งแรกในชีวิต รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนเรียวปากดังกลีบดอกโบตั๋นในยามเย็น
มันตราขมวดคิ้วนิดหนึ่ง คล้ายไม่เข้าใจ “รับผิดชอบ? เ้าข้อเท้าแพลง ข้าก็แค่ช่วยรักษาให้…”
“แต่ท่านกอดข้า...แน่นมากเลยนะ” เยี่ยนลั่วซินกระซิบ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าใกล้เขาอย่างมีเลศนัย ดวงตาวิบวับราวกับจะดูดกลืนจิติญญาของมันตรา
องค์หญิงสามที่ยืนห่างออกไปเบือนหน้าหนีทันที “โอ๊ย! พอแล้ว ข้าทนดูไม่ได้แล้ว ข้าจะบ้าตาย! ข้าขอปิดตาละนะ!” นางร้องแล้วรีบยกมือขึ้นปิดตาตัวเองอย่างรวดเร็ว แก้มแดงระเรื่อถึงใบหู
ท่ามกลางม่านหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งบนอากาศ เสียงหนึ่งแทรกผ่านออกมาอย่างเ็าแต่ทรงพลัง “จงอย่าลืมว่าเ้ากำลังสอบคัดเลือกอยู่นะ หาใช่เ้าบ่าวท่ามกลางบันไดหอฤดีวิญญาไม่”
เสียงนั้นเยือกเย็นดั่งสายลมเหนือยอดผาแต่กลับแฝงความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายใน มันตราเงยหน้าขึ้นทันที มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย “อาจารย์...ท่านหึงข้าใช่ไหมล่ะ”
เสียงเงียบลงชั่วอึดใจ ก่อนสายลมจะพัดแรงวูบหนึ่ง เส้นผมของมันตราถูกพัดปลิวอย่างรุนแรง “ข้าหึงเ้า? เ้า...เป็แค่เพียงศิษย์ต่ำต้อยคนนึง ที่ข้ารับไว้ด้วยความเมตตา!” เสียงเทพีชิงอี้แฝงโทสะ
มันตราหัวเราะเบาๆ “เมตตางั้นหรือ...ข้าคงต้องจดจำเอาไว้ ว่าครั้งหน้าไม่ควรให้หญิงใดเข้าใกล้ได้อีก มิฉะนั้นคงได้เห็นดาบของอาจารย์ตัดศรีษะข้ากลางสนามสอบเป็แน่”
เยี่ยนลั่วซินเบิกตากว้าง นางไม่คาดคิดว่าจะถูกสกัดกลางทางเช่นนี้ สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองทิศที่เสียงของเทพีชิงอี้เปล่งออกมา
“ท่านคือ...เทพีชิงอี้ ที่ผู้คนขนานนามว่า “เทพีผู้สร้าง” ใช่หรือไม่? ท่านเป็อาจารย์ขององค์รัชทายาทด้วยสินะ? แถมยังหลงรักศิษย์ตัวเอง… เช่นนี้แล้ว… มนุษย์อย่างข้ายังจะนับถือท่านได้อีกหรือ?” เสียงนางสั่นเครือ มีทั้งความเกรงใจและ...ความหมั่นไส้แฝงอยู่
ไม่มีเสียงตอบรับใดจากอีกฝ่าย มีเพียงลมเย็นที่พัดเฉียดแก้ม เยี่ยนลั่วซินเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนอย่างสง่างาม พลางหันไปพูดกับมันตราอีกครั้ง “ถึงจะพลาดไปเล็กน้อย แต่เ้าก็ยังกอดข้าไว้ในอ้อมแขน...ข้าจะไม่มีวันลืมัันั้นอย่างแน่นอน”
มันตรายืนหน้านิ่ง ไม่รับไม่ปฏิเสธ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ท่านรีบตามข้าขึ้นมาเถอะ อีกแค่ไม่กี่ก้าว ก็จะถึงยอดโดมแล้ว”
และในที่สุด... เสียงก้าวเท้าที่หนักแน่นของห้าหนุ่มสาวก็ดังขึ้นเหนือบันไดขั้นที่หนึ่งร้อย แสงสีทองส่องลงจากเพดานยอดโดมหอฤดีวิญญา ทำให้เงาร่างของพวกเขาปรากฏอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้
กลิ่นหอมของไม้จันทน์เก่าแก่คลุ้งอบอวลปนกับกลิ่นหอมอ่อนของกลีบดอกเหมยขาวที่โปรยปรายมาจาก้า บรรยากาศภายในยอดโดมดูราวกับโลกอีกภพหนึ่ง แสงหมอกสีเงินล่องลอยเป็สายบางระเรื่อ
เบื้องหน้าคือเหล่าเ้าสำนักทั้งหกที่นั่งเรียงรายอยู่บนแท่นศิลาอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังที่ยากจะหยั่งถึง แต่นอกเหนือจากนั้น ผู้ที่เรียกทุกสายตาให้หยุดมองก็คือ... เทพีชิงอี้
นางนั่งบนบัลลังก์กลางดั่งภาพฝันในม่านหมอก ผ้าคลุมสีครามไหวเอนไปตามแรงลมจากพลังแห่งิญญา เส้นผมสีดำขลับยาวจรดเอวสะท้อนแสงระยับราวเส้นไหม ั์ตาของนางจับจ้องมันตราแน่วแน่... แฝงด้วยประกายของอารมณ์บางอย่าง
"ยินดีกับทุกคน..." เสียงของเทพีชิงอี้กังวานสะท้อนทั่วโดม "...ที่พยายามจนมาถึงจุดนี้ได้ ข้าขอมอบป้ายฉัฏฐดารา เพื่อแสดงสิทธิ์ผ่านเข้า-ออกทั้งหกสำนักใหญ่ได้เป็เวลาสิบปี เมื่อครบกำหนด ป้ายจะสลายไปเอง"
เงาสว่างสีทองปรากฏในอากาศ ป้ายศิลารูปดาวแปดแฉกประทับตราแห่งฟ้าดินหมุนวนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะลอยเข้าหามือของผู้สอบผ่านทีละคน มันตราเป็คนสุดท้ายที่ได้รับ... และทันทีที่เขารับมา กลิ่นบลู เดอจากกายเขาก็ลอยกระจายไปในอากาศ
เยี่ยนลั่วซินยืนนิ่ง แก้มแดงระเรื่อ ใจเต้นแรงราวจะทะลุอก นางแสร้งเสยผมเบาๆ พรางแกล้งปรายตามองตาเขาอย่างท้าทาย... แต่เขากลับยิ้มตอบแบบใสซื่ออย่างไร้เดียงสา
“เอ่อ... เ้า...” นางเอ่ยเสียงอ่อน ทำท่าจะก้าวเข้าไปใกล้ ทว่าก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงอันทรงพลังดังแทรกขึ้น “ทุกคนลงไปก่อน ข้าขอคุยเป็การส่วนตัวกับองค์หญิงใหญ่สักครู่” เทพีชิงอี้กล่าวเรียบๆ แต่ดวงตาคู่นั้นเย็นเฉียบจนน่าขนลุก
นักพรตเตียหลงซานรีบโบกมือเรียกทุกคน “เช่นนั้นมาๆ ทุกคน ขึ้นแท่นเคลื่อนย้าย!”
เมื่อทุกคนขึ้นไปยืนบนแท่นเคลื่อนย้ายจนครบแล้ว เตียหลงซานก็โบกมือเรียกวงแสงสีเงินหมุนวนขึ้นจากแท่นหิน วูบเดียว... ทุกคนก็พลันวาร์ปหายไป ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งเหนือแท่น ณ ลานศิลาด้านล่างเื้ัหอฤดีวิญญา
มันตราขมวดคิ้วก่อนจะถาม “อาจารย์ เหตุใดด้านล่างนี้มีถึงสองแท่น?”
“อีกแท่นคืออุโมงค์มิติใต้ดินที่เชื่อมต่อสามทวีป... เข้าด้วยกัน ห้ามเข้าไปเล่นในนั้นเด็ดขาด” นักพรตเตียหลงซานกล่าวเตือน
ในขณะเดียวกัน... ภายในยอดโดม องค์หญิงเยี่ยนลั่วซินและเทพีชิงอี้ยืนประจันหน้ากันอย่างที่ไม่คิดเกรงใจกันอีกต่อไป ดวงตาของทั้งสองประหนึ่งว่ากำลังจะเชือดเฉือนให้อีกฝ่ายล้มลงตรงหน้า
สตรีผู้หนึ่งเปี่ยมไปด้วยไฟแห่งอารมณ์โกรธอันเร่าร้อน ส่วนสตรีอีกผู้หนึ่งยิ่งเหนือชั้นกว่าด้วยความเยือกเย็น และเฉียบคมประดุจดาบน้ำแข็งอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก