ยึดโลกาท่าจะบ๊องส์

    บทเรียนแรกแห่งวรยุทธ์

    แสงอรุณสาดส่อง ละอองน้ำจากน้ำตกสะท้อนประกายรุ้ง แต่เช้าวันแรกของการเป็๲ศิษย์หลวงจีนเหลียนฮวากลับไม่ได้งดงามเช่นนั้น พวกเขาถูกปลุกด้วยเสียง... "กร้วม! กร้วม! เอ๊อก!" อันดังสนั่นหวั่นไหวของเ๽้าแพนด้าโพหลุนที่เริ่มกินอาหารเช้า (มื้อที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) ของมัน๻ั้๹แ๻่ฟ้ายังไม่สางดี

    เมื่อทั้งสองล้างหน้าล้างตา (ด้วยน้ำเย็นเฉียบจากลำธารข้างกระท่อม) และกินผลไม้ป่าที่พอหาได้เป็๞อาหารเช้าแล้ว หลวงจีนเหลียนฮวาก็ออกมาจากกระท่อมด้วยรอยยิ้มสงบ

    "เอาล่ะ ศิษย์ใหม่ทั้งสอง" ท่านกล่าว "การฝึกวรยุทธ์ มิใช่เพียงการสะสมพลัง แต่คือการหลอมรวม กาย ใจ และพลัง ให้เป็๲หนึ่งเดียว พลังของพวกเ๽้ามหาศาลก็จริง แต่ยังกระจัดกระจายและไร้รากฐานในกายเนื้อนี้ ดังนั้น บทเรียนแรก... คือการตั้งท่า"

    หลวงจีนสาธิตท่ายืนที่ดูแสนจะธรรมดา ย่อเข่าเล็กน้อย ยืดหลังตรง วางมือไว้ข้างลำตัว ดูมั่นคงราวกับภูผา "นี่คือท่า 'อัศวอาสน์' (ท่าม้า) รากฐานแห่งความมั่นคง จงยืนเช่นนี้... จนกว่าอาตมาจะบอกให้หยุด"

    พูดจบ หลวงจีนก็เดินไปนั่งหลับตาใต้ต้นไม้ ปล่อยให้เด็กทั้งสองยืนงงอยู่กับท่าที่ดูน่าเบื่อสุดๆ

    "แค่ยืนเนี่ยนะ?" วีอันอันบ่นอุบ นางลองย่อเข่าตาม แต่ไม่ถึงห้านาทีก็เริ่มอยู่ไม่สุข ขยับยุกยิกไปมา "เมื่อยจะตายอยู่แล้ว! ท่านอาจารย์ต้นไม้ยังสอนสนุกกว่าอีก!" นางพยายามแอบใช้พลังงานจักรวาลช่วยพยุงร่างให้เบาขึ้น แต่กลับทำให้ตัวลอยหวืดขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ตกลงมาก้นกระแทกพื้น! "โอ๊ย!"

    เ๽้าโพหลุนที่นั่งแทะไผ่อยู่ใกล้ๆ เหลือบมองมาอย่างสมเพช ก่อนจะเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาดมๆ แล้วก็ใช้หัวกลมๆ ดุนขาของนางเบาๆ จนเสียหลักเซล้มไปอีกรอบ! "ไอ้หมีอ้วนบ้า!" วีอันอันโวยวายใส่มัน แต่โพหลุนก็แค่ทำเสียงฟุดฟิดแล้วเดินกลับไปกินไผ่ต่อ

    ส่วนเจยจื่อหลงนั้น ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขายืนนิ่งในท่าม้าอย่างเคร่งครัด... เคร่งครัดเกินไป! เขากำลังใช้สมองคำนวณองศาของเข่า มุมของสะโพก จุดศูนย์ถ่วงที่แม่นยำที่สุด จนร่างกายเกร็งแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ "อืม... ตามหลักกลศาสตร์แล้ว หากย่อเข่าลงอีก 1.2 องศา และเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพิ่ม 5% จะทำให้เกิดความมั่นคงสูงสุด..." เขาพึมพำกับตัวเอง ไม่ได้สนใจ 'ความรู้สึก' ถึงพื้นดินใต้ฝ่าเท้าเลยแม้แต่น้อย

    ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลวงจีนเหลียนฮวาลืมตาขึ้น มองดูลูกศิษย์ทั้งสองแล้วส่ายหน้าเบาๆ ท่านเดินไปหาวีอันอันที่นั่งแผ่อยู่กับพื้นแล้ว "ความอดทนคือบ่อเกิดแห่งพลังภายใน" ท่านกล่าวเรียบๆ แล้วเดินไปหาเจยจื่อหลง ใช้ปลายนิ้วแตะที่หัวไหล่เขาเบาๆ "ผ่อนคลาย... รู้สึกถึงรากที่หยั่งลงดิน มิใช่เพียงการทรงตัว" จากนั้นท่านก็เดินกลับไปนั่งหลับตาต่อ ปล่อยให้ทั้งสองตีความเอาเอง

    บทเรียนต่อมาคือการฝึกกำหนดลมหายใจ หลวงจีนสอนวิธีหายใจเข้าลึก ออกยาวอย่างช้าๆ เพื่อรวบรวมและโคจรพลังงานภายในกายอย่างมีประสิทธิภาพ วีอันอันพยายามทำตาม แต่ลมหายใจของนางดังฟืดฟาดเหมือนสูบลม แถมยังเผลอหลับไปหลายครั้งเพราะความสงบ (หรือความน่าเบื่อ) ส่วนเจยจื่อหลงก็พยายามจะจับจังหวะลมหายใจให้เข้ากับเสียงน้ำตก เสียงใบไม้ไหว หรือแม้แต่เสียงเคี้ยวไผ่ของโพหลุน จนลมหายใจติดๆ ขัดๆ ไปหมด

    จากนั้นก็ถึงเวลา "ฝึกผ่านการทำงาน" หลวงจีนให้พวกเขาไปตักน้ำจากแอ่งใต้ น้ำตกมาเติมในโอ่งใหญ่หลังกระท่อม โดยใช้เพียงกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ วีอันอันพยายามใช้พลังงานจักรวาลยกกระบอกไม้ไผ่หลายๆ อันพร้อมกัน แต่ก็กะแรงผิดทำน้ำหกกระจายเปียกโชกไปทั้งตัว แถมยังกระเด็นไปโดนจีวรหลวงจีนอีกต่างหาก เจยจื่อหลงคำนวณมุมและแรงที่ต้องใช้ในการตักและเทอย่างละเอียด เดินช้าๆ ราวกับหุ่นยนต์ กว่าจะตักได้แต่ละกระบอกก็ใช้เวลานานโข แถมเ๽้าโพหลุนยังชอบเดินตามมา แล้วพยายามจะแย่งกระบอกไม้ไผ่ไปแทะเล่นอีก!

    การฝึกฝนเต็มไปด้วยความทุลักทุเลและเสียงโวยวาย (ส่วนใหญ่มาจากวีอันอัน) แต่หลวงจีนเหลียนฮวาก็เพียงแค่นั่งมองอย่างสงบ ยิ้มบางๆ และนานๆ ครั้งจะให้คำชี้แนะที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับทำให้พวกเขาฉุกคิดได้ เช่น ขณะที่วีอันอันกำลังหัวเสียกับการฝึกท่าร่างพื้นฐานที่ผิดพลาดตลอดเวลา หลวงจีนก็โยนผลไม้เล็กๆ ผลหนึ่งไปข้างๆ ตัวนาง วีอันอันหันไปรับผลไม้นั้นด้วยสัญชาตญาณ การเคลื่อนไหวในชั่วขณะนั้นกลับดูสง่างามและสมดุลอย่างน่าประหลาด "นั่นแหละ" หลวงจีนกล่าวเบาๆ "เมื่อใจไม่ปรุงแต่ง ร่างกายย่อมเคลื่อนไหวอย่างเป็๞ธรรมชาติ"

    หรือตอนที่เจยจื่อหลงกำลังขมวดคิ้วพยายามทำความเข้าใจหลักการ 'หยั่งราก' ในท่าม้า หลวงจีนก็เพียงแค่ชี้ไปที่ต้นไผ่ที่เอนลู่ลม แต่ไม่เคยหักโค่น "ไผ่แข็งแกร่งได้ มิใช่เพราะลำต้นใหญ่โต แต่เพราะความยืดหยุ่นและการหยั่งรากลึกที่มองไม่เห็น"

    แม้จะช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค (โดยเฉพาะเ๯้าแพนด้าอ้วน) แต่เด็กทั้งสองก็เริ่มค่อยๆ ซึมซับบทเรียน พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าพลังงานมหาศาลที่ได้รับมานั้น เปรียบเหมือนน้ำป่าที่ไหลเชี่ยว หากไม่มีตลิ่งที่แข็งแรง (ร่างกาย) และร่องน้ำที่ถูกต้อง (ทักษะและจิตใจ) มันก็ไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และอาจย้อนกลับมาทำลายตนเองได้ การฝึกวรยุทธ์พื้นฐานเหล่านี้ คือการสร้าง 'ตลิ่ง' และ 'ร่องน้ำ' ให้กับพลังของพวกเขานั่นเอง

    ตกเย็นวันนั้น พวกเขานั่งหมดแรงอยู่ริมน้ำตก เนื้อตัวมอมแมมและปวดเมื่อยไปหมด เ๽้าโพหลุนนอนหลับอุตุอยู่ข้างๆ ส่งเสียงกรนดังครืดคราด

    "เหนื่อยเป็๞บ้าเลย" วีอันอันบ่น "ฝึกอะไรก็ไม่รู้ น่าเบื่อชะมัด แถมยังต้องมาทนไอ้หมีอ้วนนี่อีก"

    "แต่ข้าก็รู้สึก... ต่างออกไปนะ" เจยจื่อหลงกล่าว พลางลองโคจรพลังชี่ในร่าง "มันเหมือน... พลังงานเริ่มจะ 'ฟัง' เรามากขึ้น ถึงจะช้าก็เถอะ"

    หลวงจีนเหลียนฮวาเดินมายืนอยู่ข้างๆ "ร่างกายคือภาชนะ จิตใจคือผู้ควบคุม พลังคือสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน หากทั้งสามไม่ประสานกัน ก็ไม่อาจสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้" ท่านกล่าว "วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้... มาฝึก... ล้างจาน"

    "ล้างจาน?!" วีอันอันร้องเสียงหลง

    "ใช่ ล้างจาน" หลวงจีนยิ้ม "แต่เป็๞การล้างจาน... ด้วยพลังลมปราณ"

    เจยจื่อหลงและวีอันอันมองหน้ากันอย่างงุนงง บทเรียนต่อไปของหลวงจีนประหลาดผู้นี้ ดูท่าจะพิสดารยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!