มนตรา

    บทที่ 6

    มีเสียงเคาะหนัก ๆ ขึ้นตรงหน้าประตู เมื่อพ่อเดินไปเปิดปรากฏว่ามีผู้ชายกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น บางคนก็เป็นคนงานในไร่องุ่น ปาลุซ คนทำขนมปัง ช่างไม้ที่ชื่อกริออท และบิดาของมารี-ลา-ฟอลล์“สวัสดี...สวัสดี เพื่อน ๆ ” เสียงพ่อร้องทักทายออกไป “เอ...ลมอะไรนะที่พัดพวกเจ้ามาถึงที่นี่? เข้ามาสิ เข้ามาในบ้านก่อน อย่ายืนอยู่อย่างนั้นเลย ข้ามีไวน์เย็นฉ่ำไว้เลี้ยงพวกเจ้าด้วย มา...มาดื่มกันก่อน”“จัง-ฟรังซัวส์” เสียงอังเดร ปาลุซ เอ่ยขึ้น “ที่จริงข้าไม่ได้อยากจะมาหรอก แต่มาสเตอร์อังตวน...เอ้อ...เขาบอกว่า...เขาว่า...” สีหน้าของปาลุซบอกความสิ้นหวังอยู่ในทีอังตวน นักบวชคนนั้น ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังคนอื่น ๆ ก้าวพรวดออกมายืนข้างหน้า พร้อมกับชี้นิ้วใส่หน้าพ่ออย่างเกรี้ยวกราด“ขอคำสาปจงตกแก่เจ้า...เจ้าผู้จะต้องคำสาปแห่งพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเจ้าเป็นผู้เดินทางร่วมกับซาตาน” เสียงสาปของเขากึกก้อง เต็มไปด้วยความหนักแน่น “ข้าขอสาปแช่งสาวกทั้งหลายแห่งซาตาน ผู้ซึ่งออกทำงานของมันเหนือหลุมฝังศพในยามค่ำคืน”“โอ...โดยพระนามแห่งพระเจ้า นี่มันเรื่องอะไรกัน? ” พ่อร้องถามอย่างงง ๆ“ผองเจ้าผู้กระทำในสิ่งอันชั่วร้ายจะต้องได้รับการลงโทษทุกคน” อังตวนตะโกนกึกก้องด้วยความเดือดดาล “จัง-ฟรังซัวส์ ดูเรียซ เจ้าเป็นผู้ที่เลิกรับใช้พระเจ้าและมาแต่งงานกับนังคนนี้ เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่านางออกไปที่หลุมฝังศพในตอนกลางคืน ไปขุดที่หลุมนั่น แล้วก็ร่ายเวทของมันให้กับกระดูกของคนตาย มันพาลูกออกไปด้วย พาไปเพื่อที่จะสอนให้ลูก ๆ ของมันรู้จักการรับใช้ลูซิเฟอร์เช่นที่มันกระทำอยู่”“ข้าว่าเจ้าฝันร้ายไปแล้วละ อังตวน” พ่อตอบ “ไม่เช่นนั้นก็เป็นเพราะฟอน เทพแห่งลมอันแรงร้อนนั่น มาพัดพาเอาสติปัญญาไปจากเจ้าจนหมดสิ้น”“เจ้ามันไอ้คนลิ้นสองแฉก ซึ่งเจ้าก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ไหนแล้ว” อังตวนยังกล่าวคำผรุสวาทต่อ “เจ้าพยายามจะปกป้องนังผู้หญิงโสเภณีคนนั้นไว้ นังผู้หญิงเจ้าเล่ห์ที่ใช้เวทมนตร์คาถาเรียกวิญญาณคนที่ตายแล้วให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วก็นำโรคห่ามาลงเรา”แม้จะเป็นยามค่ำคืน แต่ข้าก็สามารถมองเห็นใบหน้าที่เผือดซีดไร้สีเลือดของพวกผู้หญิงที่เยี่ยมมองออกมาตามหน้าประตูบ้าน บางคนก็ออกมายืนฟังอยู่ตามถนน ในยามนั้นที่พื้นน้ำในท้องทะเลสาบดูสว่างสดใสยิ่งกว่าบนพื้นดินและเบื้องบนท้องฟ้า ราวทาบทาไว้ด้วยสีเงินยวง“เหลวไหล” พ่อขึ้นเสียงเอาบ้าง “อังเดร, ปิแอร์-โทมัส มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่พวกเจ้าจะมากับไอ้บ้าคนนี้ ทำไมนะอังเดร เจ้าก็เห็นอยู่แล้วนี่ว่าเพิ่งเมื่อเดือนก่อนนี้เองที่เมียข้าช่วยรักษาโรคปวดท้องเพราะพิษในลำไส้ให้กับเมียเจ้า”เสียงพวกคนงานบ่นอะไรอยู่พึมพำ ขยับเท้าอยู่ไปมา และแล้วอังเดรก็เอ่ยขึ้นว่า“จัง-ฟรังซัวส์ มันก็เป็นความจริงอยู่หรอกที่คุณนายดูเรียซได้ให้หลุยส์กินยาอะไรบางอย่างที่ช่วยให้อาการของนางดีขึ้น และเราก็มิได้เห็นความผิดพลาดของนางแต่อย่างใด แต่...”“ใช่ เจ้าช่วยนางด้วยเวทมนตร์คาถาของนางคนนั้น ด้วยตุ๊กตาของเจ้า...ตุ๊กตาที่เดินได้...พูดได้ ด้วยการเอาปีศาจเข้ามาสิง...ปีศาจที่สิงอยู่ในตัวมัน” อังตวนตวาดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวพ่อเปล่งเสียงหัวเราะออกมา เป็นน้ำเสียงที่กึกก้องด้วยความขบขัน และราวกับว่าข้าเพิ่งได้เห็นพ่อเป็นครั้งแรก พ่อผู้มีเรือนร่างผอมบาง ดวงตาเป็นสีน้ำตาลใส พ่อเดินตรงเข้าไปหาคนพวกนั้น ผู้ซึ่งเริ่มถอยกรูดออกห่าง แม้แต่อังตวนเอง“เจ้ามันเป็นไอ้คนป่า เป็นไอ้ตัวสร้างความยุ่งยาก” พ่อพูดเสียงกร้าว “จงกลับไปบอกท่านเบลิฟ ซึ่งเป็นผู้ขุดหลุมฝังศพแห่งนั้นในยามกลางวัน ในสิ่งที่เจ้าได้พูดในยามนี้ได้เลย ไป...ไปฟ้องท่านลอร์ด ออฟ เบิร์น ซึ่งโปรดปรานตุ๊กตาของข้าได้เลย ไป...ไปให้พ้น”ทันทีที่พ่ออ้างชื่อบุคคลสำคัญนั้นขึ้นมา ทุกคนก็เริ่มกระจายตัวออก และในไม่ช้าก็กระจัดกระจายไปกันหมดเหมือนขดลวดสปริงที่ดีดผึงออกจากที่ กลุ่มคนงานในไร่องุ่นยกมือขึ้นแต่ขอบหมวกก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไป อังตวนเองก็เดินออกไปจากที่นั่นด้วย แต่ท่าทีของเขาย่อมบอกความเคืองแค้นอยู่ไม่น้อย ยังคงบ่นพึมพำอยู่ว่า“พระเจ้าน่ะไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะมาเยาะเย้ยเล่นได้หรอก ข้าเพียงแต่นำสารจากพระองค์มาสู่พวกเจ้าเท่านั้น”ในที่สุดก็เหลือแต่อังเดร คนทำขนมปัง ที่ยังยืนอยู่ เขาขยับตัวด้วยความรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย“ข้า...ข้าไม่ได้คิดจะมาทำอะไรที่รุนแรงเลย”“เข้ามาในบ้านข้าก่อนสิเพื่อน” พ่อเชื้อเชิญ แม่เดินไปหยิบถ้วยเหล้าองุ่นที่ทำด้วยพิวเตอร์ออกมา พร้อมด้วยจานเนื้อแพะ ขนมปัง และซุป ขึ้นตั้งโต๊ะ หลังจากนั้นเราทุกคนก็ร่วมรับประทานอาหารกัน อังเดรพยายามพูดอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลา ด้วยหวังว่าจะได้รับการยกโทษให้“เจ้าอังตวนนั่นน่ะ มันสามารถทำให้เราเป็นเสมือนต้นเชอรี่ที่ต้องลมพายุได้ทุกเมื่อจริง ๆ เราไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดจาให้ร้ายคุณนายดูเรียซเลย ท่านสาธุคุณบูแรนเดลบอกเราว่า ไม่มีใครจะประณามผู้หญิงคนไหนว่าเป็นแม่มดได้โดยไม่มีข้อพิสูจน์ และนั่นเป็นสิ่งที่ท่านลอร์ด ออฟ เบิร์นก็ได้พูดไว้ แต่ว่าพวกนั้นมันเป็นผู้คุมของเรา เพราะว่ามันแข็งแรงกว่าเรา และตั้งกฎหมายของมันขึ้นมา...” เขายกถ้วยเหล้าองุ่นขึ้นดื่มอย่างกระหาย และยิ่งเมา คำพูดที่เปล่งออกมาก็สับสนยิ่งขึ้นพ่อวางมือลงบนไหล่ของเขา“อังเดร เจ้าจะต้องเลิกรับฟังคำพูดของไอ้คนบ้านั่นเสียที เวลามันได้เปลี่ยนไปแล้วนะ แม้แต่เจ้าเมืองเองก็มิได้หวั่นเกรงต่อกระดูกแห่งมหาบุรุษของเราแล้ว”อังเดรเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่มจนหยดสุดท้าย“เจ้าเมืองเรอะ...จะยังไงก็ตามทีเถอะ...ข้าว่ามันไม่เหมาะหรอกที่เราจะไปยุ่งกับคนที่ตายไปแล้วน่ะ”คืนนั้นเราได้ยินเสียงที่พ่อกับแม่คุยกัน บีเป็นคนได้ยิน และข้าก็รับฟังจากกระแสจิตที่ถ่ายทอดมาถึงอีกต่อหนึ่งพ่อเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่มีความเจ็บช้ำแฝงอยู่ไม่น้อย“โอ...เดาท์...เดาท์...เจ้าได้สัญญาไว้กับข้าว่าเจ้าจะไม่ออกไปค้นหาจิตวิญญาณในยามกลางคืนอีก แล้วเจ้าก็ยังเอาลูกไปด้วย นี่เจ้าไม่มีหัวใจเลยหรือ? เจ้าไม่เคยคิดวิตกมาถึงตัวข้ากับลูก ๆ บ้างเลยเชียวหรือ? ”แม่ถอนหายใจเบา ๆ และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนัก ๆ ว่า“ก็...จิตวิญญาณเหล่านั้นร่ำร้องเหลือเกิน จิตวิญญาณนั้นได้ตื่นขึ้นแล้วก็เรียกหาเรา...”“เรา? นี่หมายความว่าลูก ๆ ก็ได้ยินเสียงเช่นที่เจ้าได้ยินด้วยอย่างนั้นเรอะ? ”“ปละ...เปล่า...หรอก...มีแต่ข้าเท่านั้นละที่ได้ยิน”“ก็ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าถึงได้เอาลูกออกไปกับเจ้าด้วยล่ะ? ” น้ำเสียงของพ่อบอกความโกรธ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นและความเจ็บช้ำ “มันเป็นเรื่องเพ้อฝัน...มันเป็นเรื่องของคนที่จิตฟั่นเฟือน...มันเกือบจะเป็นบาปทีเดียวนะ ทำไมเจ้าถึงเชื่อนะว่าไอ้ตุ๊กตาดินนั่นน่ะมันมีวิญญาณสิงอยู่”เสียงแม่ร่ำไห้เงียบ ๆ“โอ...ท่านคะ...ท่านที่รัก ข้าเองก็ใช่ว่าอยากจะได้ยินเสียงนั้นเสียเมื่อไหร่ ข้าอยากจะให้วิญญาณพวกนั้นมีความสุขเหมือนกัน ข้าจะได้ไม่ต้องถูกบังคับให้ไปช่วยพวกเขาไว้ แต่...พวกเขาเป็น...เป็นคนของข้า...”“เดาท์...” พ่อพูดเสียงหนัก “นับแต่นี้ต่อไปเจ้าจะต้องไม่ออกไปที่นั่นอีก พวกของเจ้าทุกคนได้ตายไปหมดแล้ว เช่นชาวโรมันทั้งหลายนั่น เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกฝันเสียที...ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าเอาอะไรไปเล่าให้ลูกฟังบ้าง? แล้วลูก ๆ น่ะสามารถเข้าใจในความฝัน ในสิ่งที่เจ้าได้ยินด้วยเช่นนั้นรึ? ลูก ๆ ของข้าเป็นคริสเตียนนะ เดาท์ เป็นคริสเตียนเช่นเดียวกันกับตัวข้านี่แหละ เวลานี้ข้ากำลังมีความรู้สึกว่า มันจะต้องมีผีร้ายที่คอยจ้องจะเล่นงานลูกข้ากับเจ้าอยู่นะ”“ไม่...ไม่จริงเลย...สามีแห่งข้า...มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย มันเป็นความดีต่างหาก ความดีที่เราได้เรียนรู้ที่จะอ่านสรรพสำเนียงแห่งเสียงสายลมและสายน้ำ เข้าใจในสิ่งที่หมู่นกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายพูดกัน ได้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่เหนือไปจากความตาย และความตายนั้นก็มิใช่อะไรอื่นเลยนอกจากจะเพื่อการดำรงอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำไมเล่า ในเมื่อแม้แต่ในพระคัมภีร์ของท่านก็กล่าวไว้ถึงชีวิตที่อยู่เบื้องหลังความตายเหมือนกัน”“แต่...มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นนะ เดาท์ ที่สามารถนำชีวิตกลับมาสู่เรือนร่างของมนุษย์ได้ จิตวิญญาณของเราทุกคนอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งพระองค์ ไอ้ตุ๊กตาดินปั้นของเจ้าน่ะมันกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ไม่ได้หรอก คนที่ตายแล้วก็คือคนที่ตายแล้ว ส่วนการที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมานั้นขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยของพระเจ้านะ เดาท์...โอ...เดาท์...”และแล้วแม่ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆหลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก บีปิดเครื่องรับของนางลง ทั้งจากของเขาทั้งสองและของข้าด้วย เช่นที่เคยทำมาทุกครั้ง เมื่อพ่อกับแม่โผผวาเข้าหากันด้วยความรัก