“เปาจู๋ ข้าร้ายกาจถึงเพียงนั้นเ้าทนได้อย่างไร”
เหวินชิงหลีไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ มิน่าเล่าถูกเนรเทศมาไกลถึงเพียงนี้ กลับไม่เคยมีใครถามไถ่เลยสักนิด
“เปาจู๋เข้าใจ คุณหนูทำทุกอย่างก็เพื่อปกป้องตัวเอง ั้แ่จำความได้ เปาจู๋เห็นนายท่านเอาใจคุณหนูใหญ่สารพัด” เปาจู๋นั่งถอนหายใจพลางนึกถึงวันเก่า ๆ
“แล้วข้าล่ะ ท่านพ่อดีกับข้าไหม”
สาบานได้ ก่อนหน้านี้เหวินชิงหลีไม่อยากรับรู้เลย ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ครอบครัวนาง แต่ครั้นจะพบหน้ากันนางควรต้องรู้สักหน่อย
“คุณหนู ตอนนั้นเปาจู๋ยังเด็ก ไม่เข้าใจเหตุผลของนายท่าน เปาจู๋รู้เพียงว่าคุณหนูไม่เคยได้รับความเป็ธรรมตอนอยู่จวนเหวิน ของชิ้นใดของคุณหนู หากคุณหนูใหญ่อยากได้ นางก็ต้องได้ หากนางแย่งมาไม่ได้ นายท่านก็สามารถแย่งชิงให้นางได้ เหล่านี้ทำคุณหนูเจ็บใจที่สุด คุณหนูจึงชอบขังตัวเองในเรือน ไม่พบปะผู้คน รออายุสิบหกแต่งเข้าจวนจวิ้นอ๋องแล้วจากสกุลเหวินไป เห้ออ!”
เมื่อนึกถึงว่า คุณหนูของนางทิ้งความตั้งใจเดิมเพื่อแต่งกับเต๋อหลางเยว่ เปาจู๋ถอนหายใจเสียงดัง
“แล้วทำไมข้าไม่ได้แต่งกับจวิ้นอ๋องล่ะ” เหวินชิงหลีทำหน้างุนงง
“คุณหนู!” เป๋าจู๋ขึ้นเสียงตวาดแว้ดอย่างลืมตัว
“ท่านลืมจริง ๆ หรือเ้าคะ ว่าท่านชอบท่านราชมนตรีเต๋อ กระทั่งวางยาเสน่ห์เพื่อ...อื้อ...” พูดถึงตรงนี้เปาจู๋พยักหน้าหลับตาปี๋
“นั่นแหละ แล้วใครจะยอมแต่งกับท่านกันเล่า” นางลงท้ายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“เ้าบอกข้าว่าข้าชอบเก็บตัว แล้วตัวเ้าก็อยู่กับข้า ยอมให้ข้าโขกสับสารพัด ขอถามเปาจู๋ของข้าสักนิด ข้าเหวินชิงหลีเอาเวลาใดไปชอบเต๋อหลางเยว่”
เหวินชิงหลีไม่ได้ซีเรียสอะไร เพียง้ารู้ที่มาที่ไปก็เท่านั้น แต่คำถามนี้กลับทำเปาจู๋นึกอะไรขึ้นมาได้
“คุณหนู จะว่าไปตอนนั้น...ที่เปาจู๋อยู่กับท่าน ท่านก็ไม่เคยบอกว่ามีใจให้ท่านราชมนตรีเต๋อเ้าค่ะ” เป๋าจูทำเสียงอ่อยแล้วพูดต่อเนิบนาบ
“ท่านพูดถึงจวิ้นอ๋องพระคู่หมายเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่วันเกิดเื่ เอ่อ...นายท่านเป็คนพูดเองว่า คุณหนูแอบชอบท่านราชมนตรีเต๋อมานาน แล้วยังฝากฝังให้เขาดูแลท่านด้วย ไม่เพียงนายท่านคนเดียว ยังมีคุณหนูใหญ่กับซวงซวงยืนยันด้วยอีกคนเ้าค่ะ” พอพูดจบเป๋าจู๋ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาเหวินชิงหลี
“ข้าเคยพบเต๋อหลางเยว่มาก่อนหรือไม่” เหวินชิงหลีรู้สึกถึงเค้าลางไม่ดี
“เคยสองครั้งเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่พามาที่จวน แล้วแนะนำให้รู้จักคุณหนู แต่ดูท่าทางเขาไม่ชอบหน้าท่านเลย ท่านเองก็ไม่เคยเอ่ยถึงเขาเช่นกัน”
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้วขอบใจมาก เ้าไปนอนเถอะ” นางบอกเปาจู๋
ทันทีที่เป๋าจู๋ก้าวข้ามธรณีประตู หญิงสาวกลับนั่งลงหน้ากระจก นางปลดเครื่องประดับออกทีละชิ้น แล้วแปรงผมเบา ๆ ก่อนเข้านอน หญิงสาวในกระจกใบหน้างดงามถึงเพียงนี้ ยังมิอาจสั่นคลอนหัวใจของเต๋อหลางเยว่ได้ นางนึกถึงสิ่งที่เปาจู๋บอกเล่าเมื่อครู่ เหวินชิงหลียื่นมือเรียวงามลูบไล้หน้ากระจก แล้วพูดกับเงานั้นเบา ๆ
“หาวิธีกำจัดเหวินชิงหลีให้พ้นทาง เพื่อ้าตำแหน่งชายาอ๋องสินะ วาสนาของท่านไม่ถึงขั้นนั้นหรอกพระสนมเหวิน ส่วนเ้าเหวินชิงหลีชีวิตนี้ช่างน่าเวทนาเหลือทน เ้าเกิดมาสูงส่งดุจหงส์ฟ้า วาสนาดั่งนกน้อยในกรงขัง พวกเขาทำเ้าเกินไปแล้ว เช่นนั้นชีวิตนี้ที่เหลือของเ้า ข้าจะใช้ให้ดีแทนเ้าเอง”
เหวินชิงหลีมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง นี่แค่นิยายหรือละครน้ำเน่าหลังข่าวก็เท่านั้น แค่มารยาสกุลเหวิน มีหรือจะสู้มารยาอดีตนักธุรกิจสาวเช่นนางได้ งานนี้แม้เต๋อหลางเยว่ไม่เคยรู้ แต่นางจะเปิดหูเปิดตาเขาจงได้
“ซาลาเปาจ้า ซาลาเปา”
“บะหมี่ร้อน ๆ แม่นางรับบะหมี่สักชามก่อนไหม”
“ก่อนวันเทศกาลหยวนเซียว เชิญลูกค้าทุกท่านแวะชมผ้าสวย ๆ ร้านเราได้เลย”
“ถังหูลู่มาแล้ว ถังหูลู่”
เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ขายในตลาดตอนเช้าช่างแสนครึกครื้นเหวินชิงหลีพาิเยว่เดินชมตลาดด้วยกัน
ทั้งสองนางแวะทานบะหมี่ข้างทางก่อนเดินเข้าร้านขายผ้า ทุกปีหลังเก็บเกี่ยวชาจนหมด นางจะนำเงินที่ได้แบ่งซื้อผ้าตัดชุดใหม่ให้กับทุก ๆ คนคนละสองชุด ซึ่งปีนี้นางได้ซื้อและตัดเย็บไปแล้ว แต่ที่มาร้านขายผ้าวันนี้ นาง้าผ้าขนเพียงพอนพับเล็กสำหรับเย็บหมวกทรงพิลบอกซ์ เพื่อใส่เข้าเมือง
“ไม่ทราบแม่นาง้าสีอะไร” เฒ่าแก่เฝิง ชายวัยกลางคนร่างท้วมเ้าของร้านถามเหวินชิงหลี
“ข้าขอดูสีขาวได้หรือไม่” แต่ไหนแต่ไรเหวินชิงหลีไม่ชอบเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ดังนั้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่จึงเป็ผ้าสีพื้น จะมีลวดลายบ้างแต่ก็ไม่เด่นเกินไปนัก
“ผ้าขนเพียงพอนสีขาวของแม่นาง” เฒ่าแก่ยื่นผ้าหนึ่งพับใส่มือเหวินชิงหลี
“อื้ม ขนาดพอดีกับที่้า ผ้าพับนี้ราคาเท่าไหร่หรือเฒ่าแก่” นางยื่นผ้าที่คลี่ออกดูในมือส่งให้เฒ่าแก่เฝิง
“หนึ่งตำลึง”
“หนึ่งตำลึงเชียว เฒ่าแก่ท่านจะปล้นข้ารึไง ผ้าพับเล็ก ๆ เองนะลดอีกหน่อยไม่ได้หรือ” นางทำท่าโวย
“ไอ้หยา แม่นางลดกว่านี้ไม่ได้แล้ว ผ้าขนเพียงพอนชั้นดี ขายถูกกว่านี้ข้าก็กลืนเนื้อตัวเอง” เฒ่าแก่เฝิงโวยนางกลับบ้าง
“งั้นท่านก็ห่อให้ข้าเถอะ” นางควักเงินหนึ่งตำลึงยื่นให้เฒ่าแก่เฝิงด้วยท่าทางเสียดาย
เหวินชิงหลีกับิเยว่ซื้อของเสร็จ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบยามซื่อ นางแปลกใจมากที่เห็นรถเกวียนคันใหญ่จอดขวางหน้าประตูบ้าน ทันทีที่โผล่พ้นประตูเป๋าจู๋รีบกระหืดกระหอบมาหานาง
“คุณหนูเ้าคะ แม่ทัพจ้านมาเ้าค่ะ” เปาจู๋ดูตื่นเต้นมาก
“มาเมื่อไหร่”
“เพิ่งมาเ้าค่ะ” เปาจู๋พูดยังไม่ทันจบ นางก็รีบเข้าบ้านทันที
“แม่นางลี่จิ่น เ้ามาแล้วหรือ” แม่ทัพหนุ่มยิ้มเอ่ยทักทายนาง
“เป็ท่านนี่เอง ลี่จิ่นไม่ได้อยู่ต้อนรับ ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัย”
นางกล่าวนอบน้อม ที่แท้เขาก็คือจ้านเฟยหลง แม่ทัพผู้เจรจาสงบศึกเมืองตงหยางกับเต๋อเต๋อหลางเยว่ แต่เอ๊ะเปาจู๋รู้จักเขา แล้วเขาจะรู้จักเปาจู๋ด้วยหรือไม่นะนางสีหน้ากังวล แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“แม่นางลี่จิ่นไม่ต้องมากพิธี ตงเหอบอกข้าว่าพวกท่านอยู่กันเพียงสี่คน ซ้ำยังเป็หญิงแทบทั้งหมด วันนี้ข้านำเสบียงบางส่วนมาให้ เพื่อขอบคุณที่แม่นางเคยช่วยเหลือ ขอแม่นางโปรดรับไว้ด้วย”
ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ซื้อเสบียงมา เพราะดู ๆ แล้วพวกนางใช้ชีวิตค่อนข้างอัตคัด
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ ถ้าเช่นนั้นโปรดอยู่ทานมื้อกลางวันด้วยกันเถิด ข้าจะลงมือทำอาหารเอง”
“รบกวนแม่นางด้วย” ชายหนุ่มยิ้มยินดี
ข้าวของที่ขนมามีเยอะมาก ทั้งข้าวสาร เกลือ เนื้อสัตว์ ไก่ ปลา น้ำมัน ผ้าเนื้อดีหลายพับ ผลไม้อบแห้ง บางส่วนจัดไว้ในเรือน บางส่วนเก็บไว้ในครัว เมื่อเห็นสิ่งของแล้วนางรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก แต่พอนึกถึงยาดีถึงห้าเม็ดที่ให้ไปก็เหมาะสมแล้ว
กับข้าวสี่อย่างน้ำแกงสองอย่าง รวมขนมหวานกับผลไม้เข้าไปด้วยแล้ว เป็แปดอย่างพอดี กับข้าวทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะ แต่ละจานล้วนน่าทาน ใครได้เห็นเป็ต้องน้ำลายสอ
ปลานึ่งสามรส เนื้อผัดพริกเผาจานใหญ่ ผัดผักรวมมิตร ไก่ย่างเกลือน้ำแกงเครื่องในไก่ น้ำแกงเนื้อตุ๋น ขนมกุ้ยฮวา ผลไม้ตามฤดูกาล แต่ละอย่างเหวินชิงหลีแบ่งเป็สามชุด หนึ่งชุดสำหรับนางกับแม่ทัพหนุ่มแล้วก็เฟิงเกอ ที่เหลือเป็ของเปาจู๋ ิเยว่ ตงเหอ อีกหนึ่งชุดเป็ของคนงานที่ขนเสบียงมา 3 - 4 คน ทุกคนล้วนทานด้วยความเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะตงเหอเขาแทบจะไม่อิ่มด้วยซ้ำ แม้แต่ผัดผักชิ้นสุดท้ายยังต้องแย่งกินกับเปาจู๋
ขณะกินข้าว แม่ทัพหนุ่มนึกถึง่เวลาที่เหล่าทหารช่วยเหลือเฟิงเกอกลับมา ตอนนั้นเป็เวลาพลบค่ำ ชายหนุ่มมองหน้าเด็กน้อยไม่ถนัดนัก แต่ตอนนี้เขาสามารถเห็นหน้าซาลาเปาน้อยได้อย่างชัดเจน ถึงหน้าจะกลมไปหน่อย ทว่า คิ้ว ตา จมูก ปาก ช่างละม้ายคล้ายคลึง เป็ไปไม่ได้ เต๋อหลางเยว่จะปล่อยให้ลูกชายมีสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร แม่ทัพหนุ่มรีบสลัดความคิดทิ้งไป
“กับข้าวฝีมือแม่นางลี่จิ่นช่างอร่อยนัก ไม่ทราบแม่นางเรียนรู้จากที่ใด” ชายหนุ่มชื่นชมจากใจ
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ คราแรกที่นี่มีเพียงข้ากับเปาจู๋ งานในบ้านเราต้องช่วยกันทำ การทำอาหารบางครั้งข้าดูจากตำรา แต่บางทีก็อาศัยการสังเกตจากร้านข้างทาง”
นางโกหกได้อย่างแเี ลูกคุณหนูเยี่ยงนางจ่ายเงินเชิญเชฟมาสอนที่บ้านได้สบายอยู่แล้ว และชาติที่แล้วนางทำเช่นนั้นจริง
“เช่นนั้นเฟิงเกอก็ได้ทานอาหารอร่อย ๆ ทุกวันเลยสิ” ชายหนุ่มยิ้มพูดกับเฟิงเกอ
“จริง ๆ แล้วก็ใช่ เฟิงเกอชอบทานอาหารฝีมือท่านแม่ที่สุด” เด็กน้อยตอบแม่ทัพหนุ่มตามความจริง
“กินข้าวเสร็จแล้ว เราไปเดินย่อยอาหารสักพักเถอะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยชวนเพราะอยากหารือเื่ซ่อมแซมบ้าน
“งั้นท่านแม่ ท่านไปเป็เพื่อนท่านแม่ทัพเถอะ ข้าจะไปหาพี่เปาจู๋” ว่าแล้วก็ลงจากเก้าอี้รีบวิ่งไปหาเปาจู๋ทันที
สองหนุ่มสาวเดินเล่นถึงริมสระ บ้านหลังนี้ถึงจะเล็กไปหน่อยแต่เนื้อที่รอบบ้านกว้างใหญ่ทีเดียว ขนาดว่านางปลูกชาเก๊กฮวยไปแล้วถึงสองหมู่ ยังเหลือเนื้อที่ให้ปลูกผักทำสวนอีกตั้งเยอะ
“แม่นางลี่ ริมสระนี้ทำเป็ศาลาพักผ่อนเ้าว่าดีหรือไม่” ชายหนุ่มเสนอ
“ท่านแม่ทัพ แต่ว่าข้า...” นางพูดไม่ทันจบชายหนุ่มก็ตัดบทเสียก่อน
“ข้าไม่ให้เ้าลำบากหรอก ข้าจะเป็คนทำ ตกลงตามนี้แล้วกันนะ อ้อแล้วก็ิเยว่ด้วย ตงเหอบอกว่ารู้สึกถูกชะตานาง มาขอร้องข้าว่าอยากให้นางอยู่สบายกว่านี้ แต่ดูบ้านของเ้าสิ หลังเล็กแค่นี้จะอยู่สบายได้อย่างไร เพื่อลูกน้องของข้า ขอแม่นางอนุญาตให้ข้าซ่อมแซมต่อเติมบ้านของเ้าด้วยเถิด” ชายหนุ่มพูดเสียงนุ่มนวลแกมขอร้อง แล้วเช่นนี้นางจะปฏิเสธอย่างไร
“เอ่อ...ข้า...ข้าตามใจท่านแม่ทัพ” น้ำเสียงนุ่มนวลว่าง่ายเช่นนี้ ทำเอาแม่ทัพหนุ่มอมยิ้มอย่างพอใจ
กลับถึงที่พักในค่ายทหาร ชายหนุ่มยังยิ้มไม่หุบ เขาสั่งตงเหอรีบเตรียมของเตรียมช่างสำหรับซ่อมแซมบ้านให้กับหญิงสาว แต่เื่ที่ทำชายหนุ่มไม่สบายใจก็คือเฟิงเกอ ใบหน้าเด็กคนนี้คล้ายคลึงเต๋อหลางเยว่นัก น่าเสียดายที่เหวินชิงหลีชอบเก็บตัว เขาจึงไม่เคยพบนางมาก่อน ได้ยินเพียงชื่อเสียงเลื่องลือว่าร้ายกาจนัก วันแต่งงานของเต๋อหลางเยว่ถูกจัดขึ้นกระทันหัน เวลานั้นเขาประจำการที่ชายแดนไม่ได้ร่วมงาน เขาจะปล่อยเื่นี้กวนใจนานไม่ได้ จ้านเฟยหลงแอบสั่งการสายลับคนสนิทให้สืบเื่นี้อย่างลับ ๆ