สารวัตรเฮย์สรีบสั่งการให้เ้าหน้าที่เข้าแทรกแซงทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มลุกลามจนเกินควบคุม“แยกพวกเขาออกจากกัน! และหุบปากให้หมดทุกคนจนกว่าผมจะอนุญาตให้พูด!”
ในขณะที่เสียงเอะอะค่อยๆสงบลง ผมกลับเดินสวนกระแสความวุ่นวายตรงไปยังบานกระจกแปดเหลี่ยมเ่าั้อีกครั้งสายตาของผมไล่สำรวจไปตามขอบรอยต่ออย่างละเอียดจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่กระจกบานหนึ่ง... ภาพสะท้อนตรงขอบเสาไม้สักดู ‘มัว’ และ‘เบี้ยว’ ผิดเพี้ยนไปจากบานอื่นเพียงเล็กน้อย
ผมยื่นมือไปััรอยนั้น...มันคือคราบไอระเหยจางๆ ที่ทิ้งรอยเหมือนมีบางอย่างมาพิงไว้ตรงขอบโดยมีเสาไม้สักขนาดกลางเป็เกราะกำบังร่องรอยนี้จากสายตาคนภายนอก
ผมเงยหน้าขึ้นมองโคมไฟระย้าที่พ่นเปลวไฟสว่างไสวสั่นไหวอยู่กลางเพดาน“คุณบาร์เน็ต...” ผมเปรยขึ้น “โคมไฟนี่...มันปรับระดับความสว่างตามแรงดันแก๊สได้ใช่ไหม?”
“ครับ... ปรับได้จากแผงควบคุมที่เสาไม้ด้านหลังครับ”บาร์เน็ตตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชัดเจนแล้ว...ข้อสงสัยที่สองเื่ผีในกระจกถูกไขกระจ่างภาพที่ซามูเอลเห็นในรูกุญแจไม่ใช่ผีสางที่ไหนแต่มันคือปรากฏการณ์ทางแสงที่ถูกคำนวณมาอย่างดี และภาพสุดท้ายก็แล่นเข้ามาในหัวผม...เศษกระดาษเปื้อนเืที่อยู่ในกระเป๋าของไซคส์ ปริมาณเืที่ไม่สัมพันธ์กันและความลับที่ทุกคนจ้องจะฆ่ากันเองปริศนาทั้งหมดถูกร้อยเป็เส้นเดียวกันเหมือนสายป่านที่ดึงฆาตกรออกมาจากเงามืด
“เกียร์... เตรียมตัวให้พร้อม” ผมกระซิบ“ความจริงกำลังจะหลุดออกมาจากปากของคนที่โกหกเก่งที่สุดในห้องนี้แล้ว”
ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้ต้องสงสัยทั้ง7คนอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวผมเปลี่ยนไปความกดดันที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่สารวัตรเฮย์สยังต้องหยุดดู
“สารวัตรเฮย์ส รบกวนให้เ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆออกไปรอข้างนอกก่อนครับ” ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ผมจำเป็ต้องแยกสอบถามทีละคน เพื่อไม่ให้คำให้การนั้นมันเหมือนกันครับแต่ละคนจะมีมุมมองที่ต่างกัน... และผมขอเริ่มจากคุณก่อน คุณไซคส์”
ไซคส์เตรียมจะอ้าปากโวยวายตามนิสัยเดิมแต่ผมชิงตัดบทด้วยสายตาเย็นเยียบ “ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจนี่คือวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากการเป็ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งได้นะครับ”
นั่นทำให้เขาเงียบสนิทและยอมก้มหน้าเดินตามเ้าหน้าที่ไปยังจุดที่ผมระบุภายในโถงกระจกตอนนี้เหลือเพียงผม สารวัตรเฮย์ส ไซคส์ และเ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายบรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเปลวไฟจากโคมไฟระย้าที่กำลังเผาไหม้
“เริ่มกันเลยนะครับ... คุณกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันอย่างไรในเชิงธุรกิจ?”
ไซคส์ถอนหายใจยาว“เราไม่ถูกกันครับ เป็คู่แข่งที่จ้องจะล้มกันมาตลอด แต่ผมเห็นว่าโครงการแสงแห่งอนาคตนี้กำลังจะรุ่งเรืองอย่างมหาศาลผมเลยยอมกลืนเืตัวเองเพื่อขอเข้าร่วมลงทุนหวังจะเอาผลกำไรไปพยุงธุรกิจของผมที่กำลังย่ำแย่”
“นั่นคือเหตุผลที่คุณทะเลาะกับเขาเมื่อตอนเย็นด้วยหรือเปล่า?”
“ใช่!” ไซคส์ขบกราม“ผมจับได้ว่าไอ้เฒ่าฮาร์ทเวลล์นั่นพยายามจะแต่งบัญชีโกงเงินปันผลของผม!”
ผมพยักหน้าพลางจดบันทึกลงในใจ“แล้วเื่กระดาษแผ่นนั้นล่ะ คุณเจอมันได้อย่างไร?”
“มันอยู่ในกระเป๋าเอกสารของผมครับ... แต่ที่แปลกคือ ผมเจอมัน ก่อนที่ซามูเอลจะส่งเสียงะโแจ้งเหตุสักพักใหญ่เลยนะผมเห็นจดหมายนัดที่เปื้อนเืนั่นแล้วใมากเลยรีบวิ่งมาที่ศาลากระจกตามนัดหมายทันที”
“หมายความว่าคุณเป็คนแรกที่มาถึงจุดเกิดเหตุงั้นหรือ?”
“ใช่ครับ ผมมาถึงก่อนที่ซามูเอลจะร้องเรียกคนอื่นเสียอีก!”ไซคส์ตอบอย่างรวดเร็ว “ตอนที่ผมมาถึงร่างของท่านเซอร์ก็นอนคว่ำหน้าจมกองเือยู่ตรงธรณีประตูพอดิบพอดีภายในห้องยังมีไอควันหนาทึบปกคลุมไปหมด ผมไม่กล้าก้าวเข้าไปดูไม่นานก็มีคนอื่นๆตามมาครับ เริ่มจาก เลดี้ เอลีเนอร์ ที่ยืนร้องไห้ มิสเตอร์เวลที่ยืนปลอมกันอยู่ใกล้ๆกันบาร์เน็ตกับวิกเตอร์ที่เข้าไปในศาลานั้น และคนสุดท้ายเป็จูเลียน แต่แล้วเสียงะโของซามูเอลก็ดังขึ้นเสียก่อนจากนั้นพวกคุณ ก็กรูสกันเข้ามาผมจึงใรีบยัดจดหมายใส่กระเป๋าเพราะกลัวคนจะเข้าใจผิด”
ผมกล่าวขอบคุณไซคส์และพยักหน้าให้เ้าหน้าที่คุมตัวเขาออกไปแยกไว้อีกห้องหนึ่งเพื่อไม่ให้มีการส่งสัญญาณใดๆก่อนจะเรียกให้ เลดี้เอลีเนอร์ เข้ามาในวงล้อมของแสงไฟจากโคมแก๊สเธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่พยายามรักษาความสง่าไว้ แต่ดวงตานั้นสั่นระริก
“เลดี้... ช่วยบอกผมหน่อยว่าคุณกับคุณไซคส์มีความเกี่ยวข้องอย่างไร?”
“สามีฉันไม่ชอบเขา และฉันก็รังเกียจเขาค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เขาเป็แค่คู่แข่งหน้าเืที่จ้องจะขโมยหยาดเหงื่อแรงงานและสติปัญญาของสามีฉันไปเป็ของตัวเอง”
“แล้วทำไมคุณถึงปักใจเชื่อนักว่าฆาตกรคือไซคส์ ไม่ใช่ ‘ผี’อย่างที่ซามูเอลพยายามป่าวประกาศล่ะครับ?”
“เพราะผีไม่มีจริงหรอกค่ะ!” เธอสวนกลับทันควัน “ซามูเอลคงจะขวัญอ่อนจนหลอนไปเองสิ่งที่เขาเห็นคงเป็ไซคส์นั่นแหละที่กำลังลงมือฆ่าสามีฉันยิ่งฉันเห็นเขากำเศษกระดาษเปื้อนเืนั่นไว้แน่นมันก็เป็หลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดแล้วไม่ใช่หรือคะ?”
ผมหรี่ตามองการแสดงออกของเธอ“แล้ว... ความสัมพันธ์ของคุณกับนักมายากลที่ชื่อมิสเตอร์เวลล่ะครับ?”
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าจู่โจมห้องทันทีเลดี้เอลีเนอร์นิ่งงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะเค้นเสียงออกมา “เราเคยรักกัน...เมื่อนานมาแล้วตอนยังเป็วัยรุ่น แต่เขาสนใจแต่เื่กลเม็ดลวงตาและชื่อเสียงเราจึงแยกทางกัน ฉันแต่งงานกับเซอร์ฮาร์ทเวลล์และไม่ได้ติดต่อเขาอีกจนกระทั่งสามีฉันเป็คนเชิญเขามาร่วมงานนิทรรศการนี้เมื่อปีก่อนเราถึงได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะผู้ว่าจ้างกับศิลปินเท่านั้นค่ะ”
“คำถามสุดท้ายนะครับเลดี้... คุณมาพบร่างของสามีตอนไหน?”
“หลังจากที่ซามูเอละโแจ้งเหตุ ฉันก็รีบวิ่งมาที่นี่ทันที...” เธอตอบพลางหลบสายตา ผมไปมองกองเืบนพื้น “ฉันเห็นไซคส์ยืนอยู่ที่หน้าประตูคนเดียวท่าทางของเขาลับๆ ล่อๆ เหมือนคนเพิ่งทำความผิดมา”
ผมกล่าวขอบคุณและให้เ้าหน้าที่พาเธอออกไปทันทีที่เธอออกไป สารวัตรเฮย์สก็หันมาหาผมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม“ผู้หญิงคนนี้ดูแปลกๆ นะบอร์น ท่าทางเธอเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง”
“ไม่ใช่แค่ปิดบังหรอกครับสารวัตร...” ผมมองไปที่รอยรองเท้าของเลดี้บนพื้น“เธอกำลังโกหกครับ เธอไม่ได้มาถึงที่นี่คนเดียวหลังจากเสียงะโแน่ๆและที่สำคัญ... เธอไม่ได้ ‘เพิ่งเจอ’กับมิสเตอร์เวลเมื่อปีก่อนอย่างที่เธอกล่าวอ้าง”
คนถัดมาที่ก้าวเข้ามาในศาลาคือมิสเตอร์เวล เขายังคงรักษาท่าทีที่เยือกเย็นและมาดนักแสดงไว้ได้อย่างดีเยี่ยมผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “คุณรู้จักกับผู้ตายได้อย่างไรในแง่ของงาน?”
“ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างครับ” เขาตอบด้วยเสียงที่ก้องกังวาน“เขาจ้างผมมาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อช่วยออกแบบโชว์ลวงตาที่ใช้ร่วมกับกระจกเหล่านี้”
“ความสัมพันธ์ของคุณกับเลดี้ล่ะ? เป็อย่างที่เธอเล่าหรือเปล่า?”
เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย“ใช่ครับ เราเคยรักกันเมื่อสมัยที่ยังเป็หนุ่มสาวแต่ชีวิตนักมายากลอย่างผมมันไม่หยุดนิ่งผมเลือกงานและชื่อเสียงมากกว่าความสัมพันธ์ เราจึงแยกจากกันไปตามทางจนกระทั่งท่านเซอร์ฮาร์ทเวลล์ติดต่อผมมาเมื่อปีก่อนเราถึงได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะคนรู้จักเก่า”
ผมพยักหน้าพลางสังเกตความ‘เป๊ะ’ ของคำพูดเขา “คำถามสุดท้าย... คุณมาพบศพตอนไหน?”
“ผมอยู่ในห้องพักครับ พอได้ยินเสียงะโร้องขอความช่วยเหลือของซามูเอลผมก็รีบวิ่งออกมาทันที”
“แล้วคุณเห็นใครบ้างเมื่อมาถึงหน้าศาลากระจก?”
“ผมเห็นคุณไซคส์ยืนค้างอยู่ที่หน้าประตูครับ และเห็นเลดี้เอลีเนอร์ยืนร้องไห้อยู่ข้างนอกห้องกระจกนั่นแล้ว”เขาสรุปด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็ห่วงเป็ใย
ผมกล่าวขอบคุณและพยักหน้าให้เ้าหน้าที่พาตัวเขาออกไปทันทีที่ประตูปิดลง เกียร์ที่เกาะอยู่บนบ่าก็ส่งเสียงแหลมออกมาทันที
“นายท่าน! เ้านี่มันนักแสดงมือโปรจริงๆ นะ!” เกียร์ส่ายหัวไปมา“คำพูดของเขากับเลดี้เนี่ย อย่างกับลอกการบ้านกันมาเป๊ะๆ เลย ถ้าข้าเป็คนดูข้าจะให้คะแนนเต็มสิบเื่การจำบท แต่ให้ศูนย์เื่ความเนียน!”
จูเลียน เดินเข้ามาด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนมือของเขายังคงมีคราบดินสอและหมึกเกาะอยู่ตามปลายนิ้ว ผมไม่รอช้าที่จะเปิดประเด็นด้วยคำถามแรก“คุณรู้จักกับผู้ตายมานานแค่ไหนแล้วในแง่ของงาน?”
“หลายปีแล้วครับ... ผมเป็คนออกแบบโครงสร้างหลักๆให้ท่านเซอร์เกือบทั้งหมด” เขาตอบพลางก้มหน้าหลบตา
“แล้วเื่ที่เขาโกงค่าตัวคุณล่ะ? แถมยังขู่จะตัดแข้งตัดขาคุณในวงการถ้าคุณคิดจะลาออกเื่นี้จริงไหม?”
จูเลียนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนจะเค้นเสียงออกมาอย่างขมขื่น “ใช่ครับ...เขาทำแบบนั้นจริงๆ เขาปฏิบัติกับผมเหมือนทาสที่ไม่มีทางเลือก...”เขาเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาตระหนก “แต่... แต่ผมไม่ได้ฆ่าเขานะครับ!ผมไม่มีวันทำเื่อุกอาจขนาดนั้น!”
“นายท่าน! ประโยคคลาสสิกมาอีกแล้ว ‘ผมไม่ได้ทำ’ ‘ผมไม่ได้ฆ่า’ข้าได้ยินจนจะบินไม่ได้อยู่แล้วเนี่ย!”เกียร์โผบินวนรอบตัวจูเลียนพลางส่งเสียงหัวเราะเยาะ
“ขอโทษทีครับ อย่าไปใส่ใจนกของผมมากเลย” ผมปรามเกียร์ด้วยสายตาก่อนจะหันกลับมาถามจูเลียนต่อ “บอกผมหน่อย คุณมาถึงที่เกิดเหตุตอนไหนและเห็นใครอยู่ตรงไหนบ้าง?”
“ตอนนั้นผมกำลังนั่งตรวจแบบแปลนอยู่ในห้องทำงานครับพอได้ยินเสียงะโแจ้งเหตุของซามูเอล ผมก็รีบวิ่งมาทันที...”จูเลียนพยายามรวบรวมสติ “ตอนที่ผมมาถึง ผมเห็นคุณไซคส์ยืนทื่ออยู่หน้าประตูศาลาส่วนเลดี้เอลีเนอร์กับนักมายากลยืนปลอบกันอยู่ไม่ไกลนัก... แต่ที่น่าแปลกคือผมเห็นคุณบาร์เน็ตกับวิกเตอร์เข้าไปอยู่ในห้องกระจกนั่นแล้วครับ!”
ผมกล่าวขอบคุณสถาปนิกหนุ่มและพยักหน้าให้เ้าหน้าที่พาเขาออกไปลำดับเหตุการณ์เริ่มเห็นเค้าลางที่ชัดเจนขึ้น...เสียงะโของซามูเอลคือสัญญาณปล่อยตัว และพยานแต่ละคนก็ 'เลือก' ที่จะเห็นภาพต่างกันไปตามตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่
วิกเตอร์ก้าวเข้ามาในวงล้อมด้วยท่าทางที่ดูมั่นคงกว่าใครกลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษเหล็กจางๆ ยังคงติดตัวเขาอยู่ผมเริ่มคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเซอร์ฮาร์ทเวลล์?”
“ผมเป็ลูกจ้างที่ทำงานให้เขามาหลายปีครับ” เขาตอบสั้นๆท่าทางมัธยัสถ์คำพูด
“แล้วเื่ที่เขาแอบอ้างว่าผลงานประดิษฐ์อัจฉริยะต่างๆ ในโครงการนี้เป็ฝีมือของเขาเองทั้งที่ความจริงมันมาจากหยาดเหงื่อและสมองของคุณล่ะครับ... เื่นี้จริงไหม?”
วิกเตอร์นิ่งไปชั่วครู่แววตาของเขาวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง “ก็...มีบ้างครับที่นายท่านจะให้เครดิตตัวเองนำหน้า แต่เราทำงานร่วมกันครับผมเป็คนลงมือ ส่วนเขาเป็คนให้ทุนและไอเดีย”
ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อหาความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ก่อนจะถามต่อ “คุณมาถึงที่นี่ตอนไหน และเห็นอะไรบ้าง?”
“เสียงของซามูเอลทำให้ผมหยุดงานแล้วรีบวิ่งมาทันทีครับ”วิกเตอร์เล่าอย่างเป็ลำดับขั้นตอน “ตอนผมมาถึง ผมเห็นคุณไซคส์ยืนขวางอยู่หน้าประตูเลดี้กับนักมายากลนั่งปลอบกันอยู่ข้างนอก ส่วนคุณบาร์เน็ตเข้าไปในห้องกระจกแล้วผมจึงรีบตามเข้าไปข้างหลังเขา... ตั้งใจว่าจะไปดูให้เห็นกับตาว่ามี ‘ผี’อย่างที่คนเขาว่ากันจริงๆ หรือเปล่า”
ผมพยักหน้าและกล่าวขอบคุณวิกเตอร์ก่อนจะให้เ้าหน้าที่พาเขาออกไป ลำดับภาพในหัวของผมเริ่มชัดเจนขึ้น
“นายท่าน... เ้านี่พูดจาเหมือนเครื่องจักรเลยนะ” เกียร์กระซิบ “แต่คนนิ่งๆแบบนี้แหละ ที่มักจะสร้างกลไกฆ่าคนได้แเีที่สุด!”
“ใช่เกียร์... และตอนนี้เรากำลังจะได้คุยกับคนที่ ‘เข้าศาลานี้’ เป็คนแรก”ผมหันไปทางประตู “สารวัตรครับ เชิญคุณ บาร์เน็ต เข้ามาได้เลย”
บาร์เน็ตก้าวเข้ามาด้วยร่างกายที่สั่นเทาดวงตาของเขากระสับกระส่ายมองไปรอบโถงกระจกราวกับกลัวว่าเงาของท่านเซอร์จะปรากฏออกมา“มันต้องเป็ผีแน่ๆ ครับคุณที่ปรึกษา!” เขารีบชิงพูดขึ้นก่อน“ผมบอกทุกคนแล้วว่าที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลลูกน้องผมหลายคนก็เห็นมันกับตาตอนที่ทำงานในห้องนั้น!”
ผมจ้องมองเขาด้วยสายตาที่พยายามแยกแยะระหว่าง‘ความกลัวจริง’ กับ ‘การเสแสร้ง’ “ใจเย็นก่อนครับคุณบาร์เน็ต... ตอบคำถามผมก่อนคุณมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้ตายในแง่ของผลประโยชน์?”
“ท่านเซอร์ให้โอกาสผมทำงานครับ... เขาช่วยเื่เงินให้ผมเลี้ยงชีพ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“แล้วเื่ที่คุณ ‘ยักยอกเงิน’ ของบริษัทจนถูกท่านเซอร์ใช้เป็ข้ออ้างข่มขู่ไม่ให้ลาออกล่ะครับ? ทั้งที่จริงๆแล้วคนร้ายคือตัวเขาเอง... เื่นี้คุณจะว่าอย่างไร?”
บาร์เน็ตเงียบไปในทันทีใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วกลับดูไร้เืขยับความเงียบนั้นเนิ่นนานจนได้ยินเสียงนกเหล็กของผมบินโฉบผ่านไป “มัน...มันถือว่าเป็ความผิดของผมเองครับที่บริหารจัดการได้ไม่ดีพอ” เขาตอบสั้นๆเพียงเท่านั้นและไม่ยอมปริปากพูดเื่เงินอีกเลย ราวกับกลัวว่าคำพูดถัดไปจะกลายเป็บ่วงรัดคอตัวเอง
“เข้าใจแล้วครับ... คำถามสุดท้าย คุณมาถึงที่เกิดเหตุตอนไหนและเห็นภาพอะไรเป็อย่างแรก?”
“เสียงะโของซามูเอลทำให้ผมทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งมาที่นี่ครับ”บาร์เน็ตเล่าพลางหอบหายใจ “ตอนที่ผมมาถึง คุณไซคส์ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตูศาลาส่วนเลดี้เอลีเนอร์กับนักมายากลยืนปลอบกันอยู่ข้างนอก...ผมที่อยากจะพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่ามีผีจริงๆ หรือไม่จึงตัดสินใจเป็คนแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องกระจกนั่นและคุณวิกเตอร์ก็ตามเข้ามาครับ”
ผมกล่าวขอบคุณและให้เ้าหน้าที่พาเขาออกไปลำดับเหตุการณ์ของทุกคนเริ่มเทไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าประหลาดราวกับเป็บทละครที่ถูกเขียนไว้ให้ทุกคน ‘เห็น’ สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน
“นายท่าน... เ้านี่ดูน่าสงสัยที่สุดเลยนะ!” เกียร์กระซิบ“เขาอ้างเื่ผีตลอดเวลา แถมยังกุมความลับเื่เงินอีก หรือว่า ‘ผี’ที่เขาพูดถึง ก็คือตัวเขาเองที่ใส่ผ้าคลุมดำ?”
“ใจเย็นก่อนเกียร์...” ผมพึมพำพลางมองดูภาพรวม
“สารวัตรครับ...รบกวนให้เ้าหน้าที่เรียกทุกคนกลับเข้ามาในโถงกระจกนี้พร้อมกันเดี๋ยวนี้”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบจนทุกคนในที่นั้นััได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
สารวัตรเฮย์สขมวดคิ้วด้วยความฉงน“แล้ว ซามูเอล ล่ะ? นายจะไม่สอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์คนสำคัญที่สุดก่อนหรือดัสก์บอร์น?”
“ไม่จำเป็ครับสารวัตร...”ผมตอบพลางยืนกอดอกสายตาจับจ้องไปที่เงาสะท้อนนับร้อยที่กำลังเคลื่อนตัวกลับเข้ามาในห้อง“เพราะข้อมูลที่ผมได้รับจากทุกคนเมื่อครู่นี้... มันได้ยืนยัน ‘ความจริง’ที่ซ่อนอยู่ใต้คำลวงเ่าั้หมดสิ้นแล้ว”
เมื่อผู้ต้องสงสัยทั้งเจ็ดกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งบรรยากาศในศาลากระจกแปดเหลี่ยมก็ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปจากเดิมผมเดินไปที่จุดที่ศพนอนอยู่ช้าๆ พลางกวาดสายตามองไปที่ใบหน้าของแต่ละคน...เลดี้เอลีเนอร์ที่ยังกุมผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น, ไซคส์ที่ยังคงกระวนกระวาย,และมิสเตอร์เวลที่ยังคงรักษามาดนิ่งขรึม
“พวกคุณรู้ไหมครับ...ในโลกของนักมายากล สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การทำให้วัตถุหายไปแต่คือการทำให้ผู้ชม ‘เชื่อ’ ว่ามองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง”ผมเปรยขึ้นพร้อมกับส่งสัญญาณให้เกียร์บินโฉบขึ้นไปเหนือโคมไฟระย้า“ฆาตกรในห้องนี้ใช้เทคนิคเดียวกัน... เขาใช้ความมืด ควันไอน้ำ และรูกุญแจที่คับแคบเป็เครื่องมือในการสร้าง ‘ผี’ ขึ้นมาเพื่อบังตาพวกคุณทุกคนจากความจริงที่ง่ายดายที่สุด”
ผมหยุดเดินที่หน้าบานกระจก“ตอนที่พวกคุณกำลังใและโกลาหล ฆาตกรไม่ได้แค่ยืนดูเฉยๆแต่เขาอาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีนั้น ‘สร้าง’ หลักฐานขึ้นมาในอากาศ...ทั้งจดหมายเปื้อนเื และเส้นทางที่ดูเหมือนห้องปิดตาย”
ผมหันกลับมาหาทุกคนด้วยรอยยิ้ม“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ‘ผี’ ตัวนั้นคือใคร และเขาสวมผ้าคลุมดำออกมาจากกระจกบานไหน...ปริศนา 3 ข้อของผมถูกไขออกหมดแล้ว และฆาตกรก็อยู่ในหมู่พวกคุณ...คนที่โกหกได้แเีที่สุดจนเกือบจะทำให้ผมหลงทาง”
สายตาของทุกคนเริ่มสั่นไหวความเงียบปกคลุมห้องจนได้ยินเพียงเสียงฟันเฟืองของเกียร์ที่กำลังหมุนวน