บทที่ 6 จัดลำดับพี่ชาย
เจียงเซิงกล่าวได้ถูกต้อง พวกเขาทุกคนเป็เด็กกำพร้า ยังจะสามารถให้ผู้อื่นมาเลี้ยงดูด้วยเหตุผลอะไรอีก จึงไม่ควรมีใครอยู่กินโดยเปล่าประโยชน์
ในป่าลึกอากาศหนาวเย็น การมีคนสามช่วยกันย่อมเร็วกว่า เพียงครึ่งวันก็เก็บเห็ดได้เต็มตะกร้า
เจิ้งหรูเชียนแบกตะกร้า ฟางเหิงถือหอบถุงผ้า
เจียงเซิงไม่ต้องแบกของหนัก จึงรู้สึกคึกคักเป็พิเศษ นางเก็บเห็ดอีกสิบกว่าดอกใส่ไว้ในอกเสื้อ เดินตามหลังพี่ชายทั้งสองไปอย่างระมัดระวัง
ระหว่างทางพวกเขาพบเจอชาวบ้านซึ่งคุ้นเคย เมื่อเห็นเด็กทั้งสามคนนี้ก็เบิกตากว้าง “เจียงเซิงน้อย สองคนนั้นเป็ใคร”
“เป็พี่ชายของข้าเอง” เจียงเซิงตอบเสียงดัง
ชาวบ้านยิ่งสงสัย เด็กหญิงคนนี้เร่ร่อนอยู่ในหมู่บ้านมาห้าหกปีแล้ว นางมีพี่ชายั้แ่เมื่อไหร่
“พวกเขาเป็พี่ชายของข้าจริง ๆ คนนี้เป็พี่รอง ส่วนคนนี้เป็พี่สาม” เจียงเซิงเอ่ยแนะนำอย่างภาคภูมิใจ “ข้ายังมีพี่ชายคนโตอีกคน แต่ตอนนี้เขาป่วยอยู่”
“หือ มีเด็กตั้งสี่คนเชียวหรือ” ชาวบ้านถอนหายใจ “เด็กดี ๆ แบบนี้ยังทอดทิ้งได้ ก่อกรรมชั่วแล้วจริง ๆ”
แต่ถึงพวกเขาจะสงสาร แต่ทุกคนก็ไม่ได้ร่ำรวย ย่อมไม่มีใครนึกอยากเลี้ยงปากท้องเพิ่มอีกคน
พวกเขาหวังว่าพี่ชายของเด็กหญิงคนนี้จะดูแลนางเป็อย่างดี
เมื่อกลับมาถึงวัดร้าง เจิ้งหรูเชียนอดคิดไม่ได้ “เ้าจัดลำดับให้พวกเราั้แ่เมื่อไหร่”
“ข้าจัดตามลำดับที่พบพวกท่านนั่นแหละ” เจียงเซิงกล่าวอย่างมั่นใจ “หากเรียกชื่อคงไม่ไพเราะ ต่อไปข้าจะเรียกว่าพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาม”
“แต่ข้าเป็คนที่เ้าพบก่อนนะ” เจิ้งหรูเชียนรีบพูด “ข้าควรเป็พี่ใหญ่สิ”
เจียงเซิงไม่เอ่ยอะไร เพียงเหลือบตามองสวี่โม่ที่กำลังคัดลอกหนังสือ
หากพูดถึงความซื่อตรงและท่าทางสุภาพอ่อนโยน สวี่โม่อยู่เหนือกว่าเจิ้งหรูเชียนมาก
“เ้า...” เจิ้งหรูเชียนยังรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าสวี่โม่มักพูดจาและลงมือทำสิ่งใดก็ยอดเยี่ยมกว่า จึงได้แต่ปลอบใจตนเอง “ไม่เป็ไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนที่สาม”
ฟางเหิง “...”
ใบหน้าไร้สีสัน ปรากฏรอยอารมณ์
ครั้งนี้เจียงเซิงตั้งใจจะตากเห็ดอีกสามวัน แต่สวี่โม่คัดลอกหนังสือเสร็จในสองวันจึงต้องเปลี่ยนหนังสือเล่มใหม่
เจียงเซิงไม่มีทางเลือกนอกจากเก็บเห็ดใส่ตะกร้าไม้ไผ่แล้วออกไปที่ตลาด
ครั้งก่อนนางตากเห็ดสามวันมีสินค้าอยู่ครึ่งตะกร้า แต่ครั้งนี้ตากเพียงสองวันกลับมีของเต็มตะกร้าแล้ว
เจียงเซิงนึกฉงน
เมื่อขายเห็ดได้หมด นางนับเงินดูจึงพบว่าขายได้ถึงยี่สิบเหวินทีเดียว
“มากกว่าครั้งก่อนถึงสี่เหวินเลยหรือ” เจิ้งหรูเชียนประหลาดใจ “เป็เพราะใช้เวลาตากน้อยลงหนึ่งวันหรือ”
พี่น้องสองคนสบตากัน ราวกับค้นพบความรู้ใหม่
หลังจากแลกเปลี่ยนหนังสือสองเล่มที่คัดลอกแล้ว รายได้วันนี้ทั้งหมดรวมเป็ยี่สิบแปดเหวิน
เจียงเซิงตื่นเต้นมาก นางไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน จนไม่รู้ว่าจะจัดสรรอย่างไรดี
“พวกเราควรซื้อข้าวกับแป้งบ้าง” ฟางเหิงเอ่ยปากแนะนำ “เห็ดราคาแพงกว่าข้าวและแป้ง หากเรากินแต่เห็ดดูเหมือนจะสิ้นเปลืองเกินไป”
แท้จริงแล้ว เป็เพราะพวกเขากินเห็ดมาสามวัน จนไม่อยากเห็นเห็ดอีก
“ได้” เจียงเซิงพยักหน้าแรง ๆ
เมื่อไปถามซื้อในตลาดสด พบว่าข้าวกับแป้งถูกกว่าจริง ๆ เจียงเซิงตื่นเต้นที่ซื้อข้าวห้าชั่งกับแป้งห้าชั่งได้ด้วยเงินเพียงห้าเหวิน
ผักก็ไม่จำเป็ต้องซื้อ เพราะในหมู่บ้านมีผักป่าอยู่ทั่วไป แค่ไปเด็ดเก็บมาสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
กระทั่งเดินผ่านร้ายขายเนื้อ เจียงเซิงอดน้ำลายไหลไม่ได้
นางไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว แม้แต่สิ่งของยังไม่กล้าขโมย หลังจากรู้ว่าพวกพี่ชายไม่อาจทนกินเศษอาหาร จึงต้องต้มน้ำแกงเห็ดกิน
แต่เจียงเซิงยังคงอยากกินเนื้ออยู่ แค่ได้ดื่มน้ำแกงจากเนื้อสักครั้งก็ยังดี
ทว่าวันนี้พวกเขาหาเงินได้ยี่สิบแปดเหวิน ต้องแยกเก็บออมไว้ยี่สิบเหวิน จึงเหลือแค่แปดเหวินให้ใช้จ่าย
หลังใช้เงินห้าเหวินซื้อข้าวกับแป้งแล้ว ยิ่งเหลืออยู่สามเหวิน ซึ่งคงไม่พอจะซื้อกระทั่งหางหมู
เจียงเซิงนั่งยองอยู่ร้านขายเนื้อเหม่อมองไปมา สุดท้ายสายตาพลันเหลือบเห็นกระดูกหมูชิ้นโตในมุมหนึ่งที่แทบไม่เหลือเนื้อติดแล้ว “เถ้าแก่ ขอกระดูกหมูสักชิ้นหน่อย”
“สาวน้อย เ้าจะเอากระดูกนี้ไปทำอะไรกัน” พ่อค้านึกสงสัย “กระดูกนี้เนื้อแทบไม่มีแล้ว จะแทะกินจนนับเป็หนึ่งคำยังไม่ได้”
เจียงเซิงกลืนน้ำลายลงคอ “แต่ข้าชอบแทะกระดูกมาก”
พ่อค้าไม่พูดอะไร ชั่งกระดูกหมูชิ้นนั้นก่อนคิดในราคาหนึ่งเหวินต่อสองชั่ง “ทั้งหมดห้าชั่ง คิดเงินเ้าสองเหวินแล้วกัน”
เจียงเซิงจ่ายเงินให้อย่างสดใส ถือกระดูกหมูไว้ราวกับเป็สมบัติ
ฟางเหิงเดินตามอยู่ด้านหลัง ก่อนฉวยมันจากนางไป
เจียงเซิงไม่ได้ถือสิ่งของใดอีกครั้ง
นางมองเจิ้งหรูเชียนแบกหามเสบียงหนักสิบชั่งอยู่บนหลัง มองกระดูกหมูชิ้นใหญ่ในมือฟางเหิง จิตใจพลันเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี
หากถามว่าเหตุใด นางจึงไม่ปล่อยผ่านหรือไม่สนใจพวกเขาั้แ่ครั้งแรก คำตอบคงเป็เพราะความสงสารหรือนางคิดเพียง้าคนคอยคุ้มครอง
แต่ตอนนี้เจียงเซิงรู้สึกซาบซึ้งในความหมายของการมีเพื่อนร่วมทางแล้ว
“เจียงเซิง เ้าคิดจะกินกระดูกหมูนี้อย่างไร” เจิ้งหรูเชียนหันมาถามน้ำลายสอ
เจียงเซิง “...”
ความปลาบปลื้มเมื่อครู่ล่องลอยหายไปกว่าครึ่ง
“ต้มน้ำเปล่าคงไม่อร่อย” ฟางเหิงกล่าวตามชวนให้น่าแปลกใจ
ความปลาบปลื้มในหายวับไปทั้งหมด คนสองคนนี้ช่างใส่ใจเื่รสชาติจริง ๆ ซ้ำยังดูถูกฝีมือทำอาหารของนางอีก
เจียงเซิงโมโหจนหน้าบูดบึ้ง กระทั่งเดินผ่านร้านขายเครื่องปรุงจึงซื้อเกลือมาด้วย
หนึ่งเหวินสามารถซื้อซาลาเปาสองชิ้น ซื้อกระดูกหมูครึ่งท่อนได้ แต่ซื้อเกลือได้เพียงกำมือเดียว
เจียงเซิงรู้สึกปวดใจนัก
หลังกลับมาถึงวัดร้าง สวี่โม่ยังนอนพักผ่อน
เจียงเซิงวิ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ เพื่อห่มผ้าให้เขา ทว่าสวี่โม่ลืมตื่นขึ้นมาทันที
ครั้นเห็นเด็กน้อยสามคนที่คุ้นเคย เขาจึงผ่อนลมหายใจ ลดความระแวดระวังลง “พวกเ้ากลับมาแล้ว”
“อือ ข้าซื้อกระดูกหมูมาด้วย วันนี้พวกเราจะกินบะหมี่น้ำแกงกระดูกกัน” เจียงเซิงเอ่ย “พี่ใหญ่ ท่านจะได้กินของอร่อยแล้ว”
นางไม่ใช่คำว่าพี่ชาย แต่ใช้คำเรียกที่สนิทสนมยิ่งกว่านั้นอย่าง ‘พี่ใหญ่’
สวี่โม่หวนคิดถึงสิ่งหนึ่ง พลันชะงักค้าง
เขาเป็บุตรชายคนเดียว เมื่อก่อนเคยปรารถนาจะมีน้องชายหรือน้องสาว แต่มารดากลับไร้วี่แววการเปลี่ยนแปลง
ภายหลังเกิดเื่เปลี่ยนแปลงในบ้าน เขากลับค้นพบน้องชายสองคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน
ความรู้สึกนี้… ช่างดีมากจริง ๆ
สวี่โม่ค่อย ๆ แย้มยิ้ม “ข้าจะตั้งตารอ”
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังนี้กลายเป็ความตกตะลึงเมื่อเห็นชามใบโหญ่ในสภาพเลอะเทอะ
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ค่อยถนัดเื่ทำบะหมี่” เจียงเซิงลูบมือที่ยังมีก้อนแป้งติด พลางสารภาพอย่างรู้สึกผิด “ข้าเพียงแค่เคยเห็นป้าจางทำเช่นนี้”
ครั้นลงมือทำด้วยตนเอง กลับควบคุมอะไรไม่ได้
หากไม่ข้นเหลวเกินไปก็หยาบแห้งเกินไป
ปริมาณที่ตั้งใจจะทำกินมื้อเดียว ยิ่งค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็สามมื้อ
นอกจากนี้ แป้งยังนิ่มเกินไป ตอนตัดจึงไม่เป็รูปร่าง ทั้งยังไม่ได้โรยแป้งเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน ทำให้บะหมี่ซึ่งควรเหนียวนุ่มเส้นยาว กลายเป็ก้อนแป้งเหนียวนุ่มเสียเอง
ส่วนน้ำซุปกระดูกหมูก็ไม่ได้ต้มให้น้ำแกงขาวใส ซ้ำไม่ได้กำจัดกลิ่นคาว เมื่อทำออกมา รสชาติน้ำแกงหม้อนี้จึงคาดเดาได้ไม่ยาก
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีเกลือแล้ว
สวี่โม่ไม่คิดรังเกียจ รับมาชิมก่อนจะกินหมดทั้งชาม
สำหรับการกินเห็ดที่ไม่ได้ปรุงรสอะไรกับน้ำแกงผักต้มสุกแล้ว ถือว่าอาหารมื้อนี้อร่อยมาก
ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนก็ไม่ได้เลือกกิน พวกเขากินจนหมด ก่อนจัดการเก็บของให้เรียบร้อย
เจียงเซิงหยิบเงินยี่สิบเหวินออกมา รวมกับเงินก่อนหน้านี้และก้อนทองคำสองเม็ด วใต้ฐานพระพุทธองค์
เมื่อตรวจสอบนับดูแล้ว ั้แ่กลับจากสำนักแพทย์ก็ผ่านมาสิบวัน อีกห้าวันจึงจะครบกำหนดครึ่งเดือน และต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลของสวี่โม่แล้ว