วันที่ 30 มิถุนายน เวลา 23:59 น. บนดาดฟ้าของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบลงบนเสื้อนักเรียนสีขาวของแนนโน๊ะที่ยืนอยู่บนนั้นเพียงลำพังสายลมเย็นพัดผ่านทำให้ผมหน้าม้าของเธอสั่นไหวเบาๆ ทว่านัยน์ตาทอดมองไปยังอาคารหอพักที่นักเรียนไปเช่าอยู่เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก
ภาพเหตุการณ์ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่อยๆไหลผ่านเข้ามาในหัวของเธอประหนึ่งภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็วแล้วเสียงในหัวของแนนโน๊ะดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
1 เดือนผ่านไปไวเหมือนคำโกหกเลยนะคะ… แต่ว่าซองกระดาษสีขาวที่เขาได้รับในทุกสิ้นเดือนนั้นไม่เคยโกหกเรื่องเวลาเลย
ซึ่งมันก็นานพอ… ที่จะทำให้เขาเติบโต และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในเส้นทางที่เขาเลือกก้าวเข้ามา
เธอละสายตาจากอาคาร แล้วค่อยหมุนตัวหันหลังเดินกลับมายังบันไดทางลงจากดาดฟ้ามือข้างหนึ่งจับราว สองเท้าก้าวลงอย่างช้าๆ ภาพในหัวของเธอปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้… เป็นภาพของชายชราผมสีขาวโพลนที่นั่งดูโทรทัศน์ในคฤหาสน์หลังใหญ่
แต่สำหรับคนชั่วที่เสวยสุขบนกองเงินสกปรกเขาคิดจริงๆน่ะเหรอคะว่า อำนาจจากเงินฟอกขาวพวกนั้น จะสามารถคุ้มกะลาหัวตัวเองได้ตลอดไป…
“หึๆ…” แนนโน๊ะหัวเราะในลำคอเบาๆ
ไม่เลยค่ะ...ถึงแม้ความยุติธรรมทางกฎหมายจะยังเดินทางมาไม่ถึงแต่กรรมที่ผูกติดตัวมาตั้งแต่แรกน่ะมาแน่ ไม่ช้าก็เร็ว...
และเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันก็คือการนับถอยหลังสู่จุดจบของเขา... ในแบบที่เขาเคยทำไว้ตั้งแต่เริ่ม
เธอเดินลงมายังด้านล่างของอาคาร เสียงฝีเท้าดังกึก…กึก.. เบาๆแต่สะท้อนไปในทางที่เงียบสงัด ก่อนจะหันไปมองเงามืดอีกฝั่งของอาคารเรียนเผยให้เห็นเด็กสาวโบว์แดงและโบว์ขาวที่ยังคงสนุกกับการวางแผนและเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่มีใครหน้าไหนล่วงรู้ในแผนการของพวกเธอ
แนนโน๊ะชะลอฝีเท้าลงก่อนจะหยุดเดินอยู่หน้าราวระเบียงเหล็กแล้วเธอจ้องมองทั้งสองด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่แล้วมุมปากข้างหนึ่งก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจ
ทุกคนต่างคิดว่าตัวเองวางแผนได้แนบเนียนที่สุดแต่แนนโน๊ะรู้ทุกอย่าง… เห็นทุกอย่าง…แต่ก็เลือกที่จะเงียบและเฝ้ามองต่อไป
เธอก้มตัวลงเท้าแขนบนราวกั้น แล้วหันใบหน้าเหลียวมองข้ามหัวไหล่มาแววตาคู่นั้นนิ่งสนิทและยังเป็นประกายแม้ในที่มืด พร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้กับใครบางคนที่กำลังเฝ้ามองเธออยู่เช่นกัน...
“มันน่าสนุกน่าจังเลยนะคะ เพราะเกมที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ทั้งๆเรา... ที่ไม่ต้องทำมากอะไรเลย”
สิ้นสุดประโยคนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับวูบลงก่อนจะสว่างวาบขึ้นในเช้าวันใหม่
ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
วันที่ 1กรกฎาคม พ.ศ. 2XXX
เวลา 08:15 น.
หลังจากเข้าแถวเสร็จ ในโรงเรียนค่อนข้างวุ่นวายกว่าปกติเดิมทีจำนวนนักเรียนในแต่ละชั้นก็หนาตาอยู่แล้วแต่วันนี้กลับมีช่างซ่อมบำรุงเดินเข้าออกเพื่อปรับปรุงอาคารและทาสีใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนิทรรศการวันภาษาไทยที่จะจัดขึ้นในสิ้นเดือนนี้
“แกๆ เราได้ยินมาว่ากิจกรรมวันภาษาไทยปีนี้ผอ. จะให้จัดนิทรรศการเป็นแบบโอเพนเฮาส์ด้วยนะ”
“หึ้ย จริงดิ!”
“จริงสิเราแอบได้ยินพวกอาจารย์คุยกันเลยล่ะ”
“โหถ้าอย่างนั้นฉันชวนแฟนต่างโรงเรียนมาเที่ยวด้วยดีกว่า”
“เชอะ!ชวนแฟนมาอวดล่ะสิ... เรามากับพ่อแม่ก็ได้ยะ”
“ฮั่นแน่อิจฉาละสิพวกคนโสด”
“ไม่เลยย่ะ!อยู่คนเดียวก็มีความสุขดีออกเนอะ”
พูดจบเสียงหัวเราะคิกคักของนักเรียนหญิงทั้งสองก็ดังขึ้นก่อนจะพากันเดินผ่านไปทว่าในโถงทางเดินเดียวกันนั้น ริวที่เดินตามหลังมาด้านหลังก็ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน
นัยน์ตาของเด็กหนุ่มฉายแววครุ่นคิดในเมื่อมีการจัดกิจกรรมใหญ่ขนาดนี้ และเป็นงานเปิดที่คนนอกเข้าออกได้มันก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะเริ่มแผนการสืบหาข้อมูลหรือเบาะแสชิ้นสำคัญ... อะไรก็ตามที่พอจะชี้ตัวคนที่สั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่เขาได้
จากที่ผมลองไปดูมาแล้ว ที่ห้องเก็บเอกสารก็มีแต่เอกสารปีก่อนๆ ทั้งใบลาออกกับหมายแจ้งความนักเรียนหาย
ผมคิดว่าห้องนั้นก็น่าจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้วแต่…
ผมจะไปหาข้อมูลที่ไหนต่อดีล่ะ...ที่คิดว่ามีข้อมูลลึกๆแน่ๆ จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าอีกริวคิดในใจขณะก้าวเท้าไปตามทางเดิน
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นป้ายชื่อห้องที่ติดอยู่หน้าห้องหนึ่งตรงสุดทางเดินของอาคารฝั่งตรงข้าม...บนป้ายเขียนไว้ว่า งานทะเบียน
ห้องงานทะเบียนเหรอครับ...ดูท่าจะมีข้อมูลประวัติแน่ แต่...ห้องนั้นไม่เปิดให้นักเรียนที่ไม่มีธุระเข้าไปง่ายๆน่ะสิ
แถมตอนกลางวันก็มีพวกอาจารย์นั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลาอีกเนี่ยสิครับ...
แต่นั่น ก็ดูจะเป็นแผนการเดียวที่น่าสนใจที่สุดของเขาในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการรู้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แค่ต้องการค้นดูเอกสารประวัติส่วนตัวของผู้อำนวยการซึ่งคิดว่าในห้องทะเบียนน่าจะมีรายละเอียดให้สืบมากกว่าห้องเก็บเอกสารเก่าๆ
แม้ลึกๆเขาจะไม่ได้คาดหวังว่ามันจะมีข้อมูลที่เจาะจงอะไรขนาดนั้นเพราะในความเป็นจริงคงไม่มีใครบ้าเอาประวัติของตัวเองมาเก็บไว้ที่โรงเรียนแบบนี้หรอก
แต่อย่างน้อย การไปดูให้เห็นกับตาก็น่าจะช่วยให้แน่ใจได้เพราะ ผู้อำนวยการ คือคนแรกในรายชื่อที่เขาเริ่มสงสัยที่สุดหากตรวจแล้วไม่มีอะไรจริงๆ แล้วค่อยคิดหาทางอื่นต่อ
เมื่อวางแผนในใจได้สำเร็จริวก็เดินเลี้ยวเข้าห้องเรียนของตัวเองไป ตลอดคาบเรียนในช่วงเช้าทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ เสียงครูผู้สอนอธิบายหน้ากระดานดังลอดออกมานอกประตูห้องเล็ดลอดให้คนที่เดินผ่านไปมาได้ยินเป็นระยะๆ
ณ ห้องเรียนม.5/1
เวลา 15:03 น.
หลังจากปล่อยให้นักเรียนทำแบบทดสอบท้ายบทในหนังสือเสร็จสิ้นครูรัชนีญา ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาก็เดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานพลางไถฟีดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเล่นเพื่อฆ่าเวลาไม่นานนัก นักเรียนในห้องก็เริ่มทยอยเดินเอาสมุดและหนังสือไปส่งที่โต๊ะทีละคนสองคน
ในระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ของครูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ครูก็กดรับสายและพูดคุยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางสายด้วยสีหน้าเร่งรีบจากนั้นจึงหันมาสับปากกาตรวจงานให้นักเรียนที่เหลือจนครบทุกคนในห้อง
“เอาล่ะค่ะนักเรียนทุกคนคงทำงานที่ครูสั่งเสร็จหมดแล้วใช่ไหมคะ”ครูรัชนีญาเอ่ยถามพลางเก็บปากกาแดงใส่กระเป๋า
“เสร็จแล้วครับ/ยังไม่เสร็จค่ะ” เสียงเพื่อนในห้องสลับกันตอบอื้ออึง
“โอเคค่ะคนที่ยังทำไม่เสร็จก็ทำต่อนะคะ แล้วเอามาส่งครูในชั่วโมงหน้าส่วนคนที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นั่งเล่นกันเงียบๆอยู่ในห้องนะคะ”
“พอดีครูมีประชุมด่วนของทางฝ่ายบริหารเลยต้องขอตัวไปก่อน”
“ครับ/ค่ะ”
สิ้นเสียงนั้นครูรัชนีญาก็รีบหอบข้าวของเดินออกจากห้องเรียนไปทันทีริวเลื่อนนัยน์ตามองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งเดินหายลับออกไปนอกประตู ริวยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่มือแสร้งทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลาเป็นระยะทว่าในหัวกลับกำลังประมวลผลบางอย่าง
ไม่นานนักเสียงออดหมดชั่วโมงเรียนก็ดังกังวานขึ้น ครูกรวิชญ์ ครูประจำวิชาในคาบต่อไปเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียนทว่าครูก็ไม่ได้หอบหนังสือมาด้วย แต่กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“นักเรียนทุกคนฟังทางนี้หน่อย...พอดีตอนนี้ทางฝ่ายบริหารเขาเรียกประชุมด่วนทุกหน่วย เพราะฉะนั้นชั่วโมงนี้ครูปล่อยว่างนะ”
“เย้!!!”เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของนักเรียนทั้งห้องดังขึ้นมาทันที
ครูกรวิชญ์อมยิ้มเล็กๆพลางส่ายหน้าช้าๆกับท่าทีของนักเรียนในห้อง
“แต่มีข้อแม้ว่า ต้องอยู่กันแต่ในห้องเรียนแล้วถ้าถึงเวลาเลิกเรียนแล้วก็พากันแยกย้ายกลับบ้านดีๆล่ะ”
“รับทราบครับ!/ค่ะ”
เมื่อครูกรวิชญ์หันหลังเดินจากไปบรรยากาศในห้องก็กลับกลายเป็นความวุ่นวายย่อยๆ ทันที ทว่าคำพูดที่ว่า ฝ่ายบริหารเรียกประชุมทุกหน่วยงานกลับจุดประกายความคิดบางอย่างในหัวของริวขึ้นมา เขานึกถึงห้องทะเบียนที่เขาเดินผ่านเมื่อเช้านี้ขึ้นมาทันที
ถ้าฝั่งบริหารเรียกประชุมทุกหน่วยงาน...ก็แสดงว่าตอนนี้ที่ห้องทะเบียนจะไม่มีใครน่ะสิ!
ริวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูเวลาอีกครั้งจอแสดงผลบอกเวลา 14:33 น.
เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงก่อนจะหมดเวลาเรียน
แต่ก็นานพอ… ที่ผมจะเข้าไปควานหาข้อมูลอะไรได้บ้างแหละน่า
เมื่อคิดได้ดังนั้นริวก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเลี่ยงออกจากห้องเรียนไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังจับกลุ่มคุยเล่นโดยไม่มีใครสนใจเขา
ทว่า...ในจังหวะที่แผ่นหลังของเขาเกือบจะพ้นประตูห้องไปแววตาคู่หนึ่งจากโต๊ะหน้าสุดฝั่งติดหน้าต่างกลับเหลือบมองตามนัยน์ตาคมกริบลึกล้ำคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยความสนใจ เธอมองทุกย่างก้าวและทุกสิ่งที่เขาตัดสินใจลงมือทำ...โดยที่ตัวเขาไม่เคยรู้ตัวเลย
ริวเดินกึ่งเร่งรีบไปตามโถงทางเดินหันมองป้ายบอกทางอาคารเรียนเป็นระยะเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายระหว่างทางเขาพบนักเรียนจำนวนมากจับกลุ่มออกมาเดินเล่นนอกห้องเรียนเช่นกันคงเป็นเพราะอาจารย์คาบบ่ายติดประชุมกันหมด
.
ณห้องทะเบียน
ริวเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจกของห้องทะเบียนก่อนจะเพ่งมองผ่านฟิล์มทึบเข้าไปด้านใน เห็นเพียงแสงไฟในห้องที่ยังคงเปิดสว่างอยู่แต่กลับไม่มีร่องรอยของใคร เขาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเปิดออก
ไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจังริวรีบก้าวเท้าเข้าไปด้านในและปิดประตูลงอย่างเบามือที่สุด
เมื่อเข้ามาถึงโซนเก็บข้อมูล ริวรีบเดินตรงไปยังชั้นเหล็กที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารหนาเตอะทันทีทว่าตู้เอกสารเหล่านั้นกลับมีขนาดใหญ่มากแถมยังมีตั้งเรียงรายติดๆกันหลายสิบตู้จนละลานตา
ริวพยายามตั้งสติไล่สายตามองหาป้ายระบุประเภทอันเล็กหรือสัญลักษณ์พิเศษที่แปะอยู่ตามสันปกแฟ้มเพื่อหาเบาะแสว่าตู้ไหนกันแน่ที่เป็นตู้เก็บเอกสารสำคัญที่เขาต้องการ
ขณะที่ริวกำลังค้นหาอย่างเร่งรีบอยู่นั้นกึก... กึก... เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอก และเหมือนกำลังมุ่งตรงมายังห้องทะเบียน
หัวใจของริวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเสียงนั้นมันกระชั้นชิดเกินกว่าที่เขาจะเปิดประตูสวนออกไปได้โดยไม่ถูกเห็น และไม่แน่ใจว่าคนที่กำลังเดินมาคืออาจารย์เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่ที่แน่ๆหากเขาถูกจับได้ในห้องนี้ในเวลาแบบนี้... สถานีต่อไปที่เขาต้องไปเข้า นั่นคงเป็นห้องปกครองคงอย่างแน่นอน
แย่ล่ะ!
เขาตัดสินใจพุ่งตัวไปหลบที่หลังโต๊ะทำงานตัวที่ใกล้ที่สุดทันทีแผ่นหลังของเขาแนบสนิทไปกับขอบโต๊ะมือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ไหลซึมออกมา
เสียงฝีเท้านั้นมาหยุดลงที่หน้าประตู...ก่อนที่ลูกบิดจะถูกหมุน และประตูห้องจะค่อยๆเปิดออกช้าๆ แล้วเสียงฝีเท้าลึกลับก้าวเข้ามาในห้อง
ริวนั่งนิ่งสนิทแทบจะลืมหายใจ พยายามเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวอย่างจดจ่อเสียงฝีเท้าเดินตรงไปยังโซนตู้เอกสารก่อนจะหยุดลงตามมาด้วยเสียงสลับพลิกหน้ากระดาษและเสียงพึมพำแผ่วเบาของนักเรียนชายคนหนึ่งราวกับกำลังพูดเตือนความจำกับตัวเอง
“อ่า...แฟ้มแถบสีเขียวนี่เป็นเอกสารของบุคลากรทั่วไป ส่วนสีแดงของสภานักเรียน...”
“ส่วนสีเหลือง...เป็นของผู้บริหาร...”
เมื่อได้ยินประโยคที่ว่า แฟ้มของผู้บริหารเป็นแถบสีเหลืองนัยน์ตาของริวก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตัวทันที แล้วค่อยๆชะโงกหน้าออกจากมุมมืดหลังโต๊ะเพื่อแอบมองฝั่งตรงข้าม
ภาพที่เห็นคือนักเรียนชายรูปร่างสูงโปร่งสวมแว่นสายตาหนาเตอะ กำลังยืนหันหลังเปิดแฟ้มเอกสารอยู่ ดูจากรูปร่างภายนอกเขาดูไม่มีพิษมีภัยอะไรทว่าเมื่อชายคนนั้นเดินเอาแฟ้มไปเก็บขยับเปลี่ยนมุมเพื่อหาอันใหม่สายตาของริวก็เหลือบไปเห็นแขนของสภานักเรียนสีแดงที่สวมอยู่ที่ต้นแขนเสื้อ
“แฟ้มประวัตินักเรียนถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นแถบสีขาวนะ... อยู่ไหนกันนะ...” เขาพึมพำเสียงเบาพลางเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มสีขาวออกมา“อ้อ! เจอแล้ว”
ริวชะงักกึกก่อนจะรีบหดหัวกลับเข้ามาพิงหลังโต๊ะตามเดิมหน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เสียงก้อนเนื้อในอกเต้นรัวๆ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องทะเบียนดังขึ้นก๊อกๆๆ เสียงนั้นทำให้ทั้งริวและสภานักเรียนคนนั้นสะดุ้งสุดตัวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนที่สภานักเรียนคนนั้นจะรีบเอาแฟ้มไปไว้ในตู้ที่เดิม แล้วเดินไปเปิดประตู