ขณะที่เอี้ยเสวียนกำลังยืนมองอยู่ตรงนั้น ก็พลันรู้สึกถึงความเงียบที่เข้ามาปกคลุมสายตาเหลือบไปมองที่พญาวานรที่ตอนนี้ทำท่าทางเหมือนกำลังเคารพผู้สูงศักดิ์ และไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลังิัของเขาชาดิกไปด้วยความรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มแทงเข้าที่กระดูกสันหลังขนทุกเส้นบนร่างกายลุกชันด้วยสัญชาตญาณเตือนภัย เขาค่อยๆ หันกลับไปมองและพบว่าสองเงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันราวกับพวกมันผุดขึ้นมาจากความมืดมิดนั้นเอง
เงาร่างแรกคือ สิงโตั์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะขนาดใหญ่กว่าสิงโตปกติราวสามเท่า ขนของมันส่องประกายเรืองรองราวกับละอองดาวดวงตาเป็สีฟ้าใสดุจผลึกน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่เก็บความรู้และภูมิปัญญาอันเก่าแก่ไว้ภายในเงาร่างที่สองคือ ัแดงยาวเหยียดที่เป็ประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาวในยามราตรีดวงตาของมันเป็คู่ที่มีสีต่างกัน ข้างหนึ่งสีทองดุจดวงอาทิตย์อีกข้างหนึ่งสีเงินดุจดวงจันทร์ลมหายใจของมันมีไอร้อนผสมกับความเย็นในอัตราส่วนที่สมดุลกันพอดี
ไม่มีการพูดจา ไม่มีท่าทีคุกคามพวกมันเพียงยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเอี้ยเสวียนดวงตาอันเก่าแก่และทรงพลังของพวกมันจับจ้องมายังเขาราวกับกำลังสำรวจร่างกายและจิตใจของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนความรู้สึกเหมือนถูกเปลือยเปล่าต่อหน้าสายตาอันทรงพลังของพวกมันแล่นผ่านร่างกายของเอี้ยเสวียนทำให้เขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำถามใดๆ เพิ่มเติมเสียงก้องกังวานที่ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดจากก็ดังขึ้นในจิตสำนึกของเขาเสียงนั้นเต็มไปด้วยภูมิปัญญาอันเก่าแก่และหนักแน่น แต่ยังคงแฝงด้วยความเมตตา"สิ่งที่เ้าเห็นเมื่อครู่นั้น คือภาพแห่งาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจักรวาลแห่งนี้"
"ข้าคือ ไป๋เจ๋อ" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เอี้ยเสวียนมีความรู้สึกว่ามันมาจากสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายสิงโตสีขาวแต่มีเขาดวงตาเสมือนดวงดาว เอี้ยเสวียนอ้าปากค้าง ดาบในมือสั่นเทา"ไป๋...เจ๋อ..." เขาพึมพำเบาๆ "สัตว์เทพแห่งตำนาน...ผู้ที่รู้จักปีศาจและวิธีปราบปีศาจทุกชนิดในโลก? ข้า...ข้าคงจะเพ้อเจ้อไปแล้ว... หรือไม่ก็ตายจริงๆ..."
ในขณะเดียวกัน เงาร่งอีกร่างที่อยู่ข้างๆไป๋เจ๋อก็ได้เคลื่อนออกมา เป็ร่างของัแดงยาวเหยียดที่เป็ประกายระยิบระยับเขาัคู่ยาวทอดยาวไปด้านหลัง และดวงตาสองข้างที่ส่องประกายเจิดจ้าข้างหนึ่งเป็สีทองราวกับดวงอาทิตย์ อีกข้างหนึ่งสีเงินราวกับดวงจันทร์"และข้าคือ จูหลง... ผู้ควบคุมเวลาและฤดูกาล" เสียงก้องกังวานอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
เอี้ยเสวียนแทบจะหมดแรงในการยืน เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าดาบในมือหล่นกระทบพื้น "ขะ...ข้าคงาเ็หนักกว่าที่คิด"เอี้ยเสวียนพูดอึกอัก"ทำไมข้าถึงเห็นสิงโตเทพกับัศักดิ์สิทธิ์มายืนอยู่ตรงหน้าได้? หรือว่าข้าตาฝาดไป? หรือว่าเป็เพราะข้าตกจากหน้าผาทำให้สมองเสื่อม?"
พญาวานรที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินที่เอี้ยเสวียนพูดถึงกับส่ายหน้าแล้วเอามือปิดหน้าพร้อมทั้งขยับออกห่างจากเอี้ยเสวียนเพื่อแสดงให้รู้ว่าไม่รู้จักกันไป๋เจ๋อหัวเราะเบาๆ เสียงนุ่มนวลราวสายลมพัดผ่าน"เ้ามิได้าเ็ถึงขั้นเพ้อฝัน เอี้ยเสวียน เ้ากำลังอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่เ้าเห็นในนิมิตนั้นคือความจริง"
จูหลงเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ลมหายใจอุ่นร้อนของมันราวกับกระแสลมอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ"สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬที่มีดวงตาที่สามคือ จิ่วโหยวเหมอเสิน เทพปีศาจแห่งขุมนรกในครั้งนั้น... มันพ่ายแพ้ ร่างกายและจิตใจถูกแยกออกจากกันมานานนับหมื่นปี"
เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายเสียงดัง พยายามรวบรวมสติและความกล้า"จิ่ว...โหยว...เหมอ...เสิน... ชื่อนี้ช่างยาวเหลือเกิน ข้าขอเรียกย่อๆ ว่า 'จิ่ว' ได้ไหม? หรือว่า 'เหมอ'? หรือจะเป็ 'ปีศาจสามตา'ก็น่าจะจำง่ายกว่า..."
ไป๋เจ๋อมองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะพูดต่อโดยไม่สนใจคำพูดตลกของเขา "บัดนี้ จิตมารของมัน...ได้ล่อลวงมนุษย์ให้มาเป็สาวกของมัน หรือที่พวกเ้าเรียกว่า ผู้ทรยศมนุษย์ โดยมีเทวบุตรแห่งยมโลก เป็ผู้ควบคุมมันกำลังรวบรวมอำนาจและได้ควบคุมแดนเหนือและเผ่าอสูรจำนวนมาก"
"เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน!"เอี้ยเสวียนยกมือขึ้น "ข้ายังงุนงงอยู่... ท่านกำลังบอกว่าสิ่งที่ข้าเห็นในนิมิตคือการต่อสู้จริงในอดีต?และสิ่งมีชีวิตสามตานั่นไม่ตายแต่แยกส่วนและตอนนี้กำลังจะฟื้นคืนชีพ? และมันเป็ต้นเหตุของาอสูรที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้?"
จูหลงพยักหน้า"พวกมันได้สร้างหุ่นเชิดและอสูราที่เป็ครึ่งคนครึ่งอสูรจำนวนมากดังที่เ้าได้เห็นมาทั้งหมดนี้เพื่อรอเวลาที่จะปลุกร่างของจอมมาร...ร่างกายที่ถูกแยกชิ้นส่วนของจิ่วโหยวเหมอเสินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างสมบูรณ์"
"และเมื่อวันนั้นมาถึง โลกจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดชั่วนิรันดร์"ไป๋เจ๋อเสริมด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เอี้ยเสวียนลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น "และจิตมารที่ข้าััได้จากชายชุดดำผู้นั้นก็คือส่วนหนึ่งของจิตมารของจิ่วโหยวเหมอเสินใช่หรือไม่? ข้าััได้ถึงความชั่วร้ายยิ่งกว่าอสูรใดๆที่ข้าเคยเผชิญมา"
"ถูกต้อง" จูหลงตอบ"จิตมารที่เ้าััได้จากชายชุดดำผู้นั้นก็คือจิตมารส่วนหนึ่งของจิ่วโหยวเหมอเสิน ที่ถูกผนึกไว้ในร่างของเขาเพื่อให้เขาเป็ผู้ควบคุมพิธีกรรมอันชั่วร้าย... การสร้าง วงแหวนนรก"
"และวงแหวนนรกคืออะไร?" เอี้ยเสวียนถาม ขนลุกชันด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ"ฟังชื่อแล้วไม่น่าเป็เครื่องประดับที่สวยงามเท่าไรนัก..."
"วงแหวนนรกนั้นจะดูดกลืนิญญามนุษย์ไปทรมานชั่วนิรันดร์"ไป๋เจ๋อเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมสายตาของไป๋เจ๋อทอดมองไปยังเอี้ยเสวียนอย่างหนักแน่นแววตาของมันเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจปิดบัง เมื่อกล่าวต่อเสียงของมันแ่ลงเป็กระซิบที่แฝงความหวาดกลัว "การจะสร้างวงแหวนนี้ได้มันต้องบูชายัญด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีพลังหยินหนึ่งล้านคนและผู้มีพลังหยางหนึ่งล้านคน"
ลมเย็นพัดผ่านพื้นที่โล่งหน้าพีระมิดทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก ท่ามกลางความมืดมิดที่ล้อมรอบแสงจากพีระมิดกลับส่องสว่างขึ้นเล็กน้อย ราวกับตอบสนองต่อถ้อยคำที่ถูกเอ่ยออกมาไป๋เจ๋อหยุดชั่วครู่ ดวงตาสีฟ้าสว่างของมันจ้องมองไปยังดวงดาวเหนือศีรษะก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น"และพิธีกรรมนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ ดาว 9 ดวงเรียงเส้นตรง (จิ่วสิงเหลียนจู) ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้!"
เอี้ยเสวียนพยักหน้าอย่างหนักแน่นแต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนถูกก้อนหินมหึมากดทับจนแทบหายใจไม่ออกความจริงที่ได้รับรู้ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ากับเผ่าอสูรที่เขาเคยคิดว่าเป็ภัยคุกคามใหญ่หลวงนั้นกลับกลายเป็เพียงส่วนเล็กๆ ของแผนการอันชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก
ในหัวของเอี้ยเสวียน ภาพของสหายที่ร่วมต่อสู้ที่ด่านซีเหมินผุดขึ้นมาใบหน้าของแต่ละคนที่เขาได้เห็นความตายของพวกเขาเสียงกรีดร้องและความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญ...หากสิ่งที่ไป๋เจ๋อกล่าวเป็ความจริงความตายเ่าั้เป็เพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่ามือของเอี้ยเสวียนกำเข้าหากันเืเริ่มซึมออกมาจากฝ่ามือที่เขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อแต่เขาแทบไม่รู้สึกถึงความเ็ปนั้น
"หุบเขาแห่งนี้...มันกำเนิดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เดียวคือสะกด"ไป๋เจ๋อกล่าวขณะที่เดินวนรอบเอี้ยเสวียนแสงจันทร์สะท้อนขนสีขาวของมันจนดูเรืองรองราวกับร่างของเทพเ้า "มันคือ 'หุบเขาไร้ขอบเขต' ที่มันถูกเรียกว่าไร้ขอบเขตคือไม่ว่าผู้ฝึกปราณคนใดเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้พลังฝึกปรือจะไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากพลังสะกดที่พีระมิดที่เ้าเห็นอยู่นี้ส่งออกมาโดยเป็สถานที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอกมานานนับพันปี"
จูหลงที่นอนขดตัวอยู่บนยอดพีระมิดพลันขยับตัวเกล็ดสีทองของมันสะท้อนกับแสงจันทร์จนเกิดประกายระยิบระยับดวงตาคู่นั้นเรืองแสงสีแดงและน้ำเงิน ส่องสว่างในความมืด ไป๋เจ๋อหยุดการเดินวนและหันกลับมามองเอี้ยเสวียนตรงๆ "เราและจูหลงถูกส่งมาเพื่อเฝ้ารักษาสมดุลของพลังงานหยินหยางในโลกและที่สำคัญที่สุด..." มันชี้ไปที่พีระมิดขนาดมหึมาตรงหน้า"พีระมิดที่เ้าเห็นตรงหน้านี้คือสิ่งที่ใช้สะกดหนึ่งในชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของจิ่วโหยวเหมอเสิน นั่นคือ ดวงตาที่สามที่อยู่ตรงกลางหว่างคิ้วของมัน ซึ่งเป็ศูนย์รวมอวิชาทั้งหมดของเทพปีศาจ"
เอี้ยเสวียนรู้สึกวูบโหวงในท้องความคิดของเขาย้อนกลับไปยังนิมิตที่เขาเห็นภาพของจิ่วโหยวเหมอเสินที่มีดวงตาที่สามเปิดกว้างปล่อยพลังงานแห่งความมืดมิดและความชั่วร้ายออกมาทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีหลายร้อยลี้ให้กลายเป็เถ้าถ่านเขารู้สึกถึงความหนาวเยือกที่แล่นไปตามสันหลัง
"พีระมิดนี้ทำการสะกดด้วยหลักการของการย้อนกลับ"ไป๋เจ๋อเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น ดวงตาของมันฉายแววโเี้ขึ้นทันที"ถ้าผู้ที่เข้ามาที่นี่มีเจตนา้าทำลายพีระมิด หรือปลดปล่อยดวงตาที่สามเราจะลงมือขัดขวางและทำร้ายผู้บุกรุกโดยไม่ลังเล" คำขู่นั้นชัดเจนแม้แต่เอี้ยเสวียนที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายยังรู้สึกหวาดกลัวเขาจินตนาการไม่ออกว่าพลังของไป๋เจ๋อและจูหลงจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใดหากพวกมันลงมือจริงๆ
เอี้ยเสวียนมองไปยังพีระมิดอย่างพินิจสายตาของเขาจับจ้องที่โครงสร้างอันซับซ้อนของมันความรู้ที่เขาได้รับจากนิมิตทำให้เขาเห็นบางสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นก่อนจะกล่าวตอบไปโดยสัญชาตญาณ "นี่คือสามเหลี่ยมที่เรียงกันสี่ด้านตรงข้ามกับสามเหลี่ยมหัวกลับสองด้านที่เป็สัญลักษณ์ของพวกมัน" เขาหยุดคิดก่อนจะนึกถึงตำราโบราณที่เคยอ่านผ่านตา "ตรงตามคำโบราณที่ว่า 'สองสันฐานก่อเกิด จตุลักษณ์'" เอี้ยเสวียนขมุบขมิบท่องก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอย่างมั่นใจ "อย่างนั้นข้างในพีระมิดนี้ต้องมี ค่ายกลแปดทิศที่ใช้ป้องกันดวงตาของมันอยู่ใช่หรือไม่?"
ไป๋เจ๋อและจูหลงสบตากันชั่วขณะความประหลาดใจปรากฏชัดในดวงตาของทั้งสอง ก่อนที่ไป๋เจ๋อจะเอ่ยด้วยความพอใจ"ถูกต้องอย่างยิ่ง!"รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของไป๋เจ๋อนั้นทั้งภาคภูมิใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน"มีผู้ที่เข้ามาที่นี่ในรอบหลายหมื่นปีที่ผ่านมาและพวกเขาทุกคนต่างกลายเป็ผู้ที่คอยสะกดชิ้นส่วนต่างๆ ของจิ่วโหยวเหมอเสิน"
เอี้ยเสวียนสับสน "หมายความว่าอย่างไร? พวกเขาเ่าั้อยู่ที่ใดในตอนนี้?" "พวกเขาคือผู้เสียสละในการปกป้องโลกแห่งนี้แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตไปแล้วิญญาและร่างกายของพวกเขาจะกลับมาสถิตย์อยู่ที่นี่เพื่อป้องกันพีระมิดเหล่านี้โดยที่เทพ หูหลัวหวาง ที่ได้รับมอบหมายจาก ยานหลัวหวาง าาแห่งยมโลกเป็ผู้ที่นำทางดวงิญญาของผู้ที่เสียสละไปสู่ภพภูมิที่ดี"คำพูดของจูหลงทำให้เอี้ยเสวียนนิ่งงันเขารู้สึกถึงความเย็นะเืที่แล่นไปทั่วร่างความหมายเื้ัคำพูดนั้นชัดเจน—หากเขาล้มเหลวในภารกิจชะตากรรมเดียวกันนี้อาจรอเขาอยู่
"จิ่วโหยวเหมอเสินนั้นไม่สามารถฆ่าให้ตายได้" จูหลงอธิบายเพิ่มเติมด้วยเสียงที่ก้องกังวาน "หัวใจของมันถูกแยกออกจากร่างกายและิญญาถูกแบ่งเสี้ยวไปสถิตในวัตถุแทนิญญาอีก 5 ชนิด""ขณะที่พูด ลมหายใจของจูหลงกลายเป็ไอร้อนที่ส่องสว่างในความมืดสร้างภาพจำลองของจิ่วโหยวเหมอเสินในอากาศ มันเป็ร่างกายของปีศาจั์ที่มีร่างของมันสูงใหญ่ราวกับูเา และมีแขนเก้าคู่ที่แต่ละข้างถืออาวุธที่แตกต่างกัน
"ส่วนที่เ้าเห็นในนิมิตคือร่างกายของมันที่ถูกแยกชิ้นส่วนโดยเทพยุทธาในการต่อสู้ครั้งนั้นแต่ไม่สามารถทำลายมันได้อย่างสิ้นเชิง" จูหลงอธิบายเพิ่มเติม "บัดนี้บรรดาสาวกของมันกำลังพยายามที่จะหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีก 5 ชิ้นที่เหลือซึ่ง ณ ตอนนี้ จิตมาร ได้สถิตอยู่ในร่างของ เทวบุตรแห่งยมโลก แล้ว"
เอี้ยเสวียนพยายามประมวลผลข้อมูลที่ได้รับความทรงจำจากนิมิตผุดขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของร่างกายมหึมาที่ถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆโดยเทพยุทธา...แต่ในตอนนั้นคำบอกเล่าของนายพลลู่เส้าเทียนเกี่ยวกับด่านซีเหมินก็ดังขึ้นในความนึกคิด“ภายในด่านซีเหมิน มีคำกล่าวว่าได้ผนึกร่างของจอมมารเอาไว้” "ส่วน ร่างมารที่ท่านกล่าวถึง…" เอี้ยเสวียนถามด้วยความประหลาดใจ"คือร่างที่ถูกผนึกอยู่ที่ด่านซีเหมินใช่หรือไม่?"“ใช่แล้ว” จูหลงกล่าวตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ในห้วงคำนึงของเอี้ยเสวียน เค้ามองเห็นแสงไฟจากเปลวเพลิงที่ลุกโชนในเมืองฉับพลันลุกทลายในความนึกคิดของเอี้ยเสวียนภาพที่เขามองเห็นชัดเจนราวกับประจักษ์ต่อหน้า—กำแพงด่านซีเหมินที่เคยสูงตระหง่านพังทลายลงเป็เศษหินร่างของจอมมารจิ่วโหยวเหมอเสินลอยเด่นอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง มันส่งเสียงหัวเราะก้องสะท้านแผ่นดินเขามองเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งยืนร้องไห้ข้างศพแม่ที่ถูกฝังใต้ซากอาคาร มือเล็กๆของเด็กกำทรายแดงที่เปื้อนเืผู้เป็พ่อไว้แน่นภาพนั้นเปลี่ยนเป็แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวด้วยศพผู้คนใบหน้าของเพื่อนร่วมรบที่เคยหัวเราะกับเขาตอนกินเหล้า กลับบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปก่อนสิ้นลม“หากด่านแตก... นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดตามมา” เสียงในหัวของเขาดังก้องภาพเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่รู้สึกจริงจังจนเขาสั่นระริกเมืองทั้งเมืองกลายเป็นรกบนดิน ผู้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วงทุกเสียงกรีดร้องดังกว่าพายุ
“ข้า... จะทำอะไรได้บ้าง?” เขาหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงแหบเครือเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมมือที่กำเขาก้มหน้าดูฝ่ามือตัวเองที่เริ่มสั่นเทา“แม้แต่เทพาายังฆ่ามันไม่ได้... แล้วคนอย่างข้าจะสู้ได้อย่างไร?”แต่ทันใดนั้นภาพนิมิตของเทพยุทธโบราณที่ต่อสู้อย่างองอาจก็ผุดขึ้นในความทรงจำพลังแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของพวกเขาเหมือนไฟที่จุดความหวังใหม่ในใจเขา “ไม่...ข้าต้องทำได้!” เขากระชากตัวตั้งขึ้นอย่างปัจจุบันทันดวงแม้เสียงในหัวจะยังกระซิบว่าสิ่งนี้บ้าบิ่นเกินไปแต่ไฟแห่งความอาฆาตสำหรับผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายกลับร้อนแรงยิ่งกว่า“จะสละชีวิตก็ตาม แต่ข้าจะไม่ยอมให้ภาพนี้กลายเป็ความจริง!”
“เยี่ยมมาก.....ข้าไม่คาดหวังว่าเมื่อเ้าได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้วจะท้อแท้”ไป๋เจ๋อจ้องมองเอี้ยเสวียนด้วยความชื่นชม "แต่ข้าขอเสริมว่า..."ไป๋เจ๋อทำท่าทางประกอบการพูด วาดภาพในอากาศที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ภาพจำลองวัตถุต่างๆ"วัตถุอีก 5 ชิ้นนั้น ตอนนี้ถูกค้นพบแล้ว 3 ชิ้น เหลืออีก 2 ชิ้นที่ยังเป็ปริศนา"ภาพที่ปรากฏในอากาศแสดงให้เห็นวัตถุที่แตกต่างกัน ชิ้นแรกดูเหมือน “คัมภีร์โบราณที่บันทึกด้วยอักขระเก่าแก่” ชิ้นที่สองเป็ “กระไม้ที่ดูเหมือนกระบี่ปราบมารของนักพรต”และชิ้นที่สามเป็ ผลึกสีเงินที่ทึบแสง "และเราหวังว่าเ้าจะสามารถค้นหาและทำลายชิ้นส่วนเหล่านี้ได้ก่อนที่จิ่วโหยวเหมอเสินจะฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์"ไป๋เจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของมันจ้องมองเอี้ยเสวียนอย่างเข้มข้น"หากไม่... ทั้งโลกจะต้องดับสูญ"ภาระอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้เอี้ยเสวียนรู้สึกหายใจไม่ออกเขาเพียงคนเดียวจะสามารถต่อกรกับปีศาจที่แม้แต่เทพเก้าองค์ยังต้องรวมพลังถึงจะเอาชนะได้และในที่สุดก็ต้องแลกด้วยชีวิตของพวกเขาเอง? เขาััได้ถึงหยาดเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาตามแผ่นหลังชะตากรรมนี้หนักเกินไปสำหรับบุรุษเพียงคนเดียว
"แต่ทำไมข้าถึงเป็ผู้ถูกเลือก? และเหตุใดข้าจึงได้เห็นนิมิตเ่าั้?" เอี้ยเสวียนถามด้วยความสงสัยน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่พยายามซ่อนเร้น"เพราะเ้าคือผู้ที่ถูกเทพาาเลือก" ไป๋เจ๋อตอบดวงตาของมันเรืองแสงสีฟ้าจางๆ "นิมิตที่เ้าเห็นมิใช่เพียงภาพอดีตแต่เป็การถ่ายทอดวิชาให้กับเ้าโดยตรง"
เอี้ยเสวียนขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เขาพยายามควบคุมลมหายใจและสมาธิก่อนจะย้อนภาพนิมิตที่เห็นในห้วงความคิดอีกครั้ง และในคราวนี้เขาเน้นไปที่การเคลื่อนไหวและการต่อสู้ของเทพาา แต่ละท่วงท่าแต่ละการเคลื่อนที่ ราวกับเป็บทเรียนที่ถูกจารึกลงในิญญาของเขาเขาเห็นทุกกระบวนท่าที่ใช้ ทุกการขยับร่างกาย อย่างช้าๆและชัดเจนราวกับเทพากำลังสาธิตเพื่อสอนเขาโดยตรง ทุกการพลิกแพลง ทุกการหลบหลีกทุกการโจมตี ล้วนถูกถ่ายทอดให้เขาอย่างไม่ปิดบัง เมื่อนิมิตจบลงชื่อวิชาปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างชัดเจน: "ท่าเท้าจตุลักษณ์"การเคลื่อนไหวที่อาศัยสี่ทิศแปดแดนในการกำหนดตำแหน่งของร่างกายช่วยให้หลบหลีกและเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วดั่งสายลม "ท่าฝ่ามือเทวราช"การใช้ฝ่ามือที่หลอมรวมพลังหยินหยางเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งที่ัั"กระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพ" วิชาดาบสูงสุดที่สามารถทำลาย์ได้