อาอู่กลับมาถึงบ้านก็พบกับท่านพ่อกับอาทั้งสามที่รออาอู่ด้วยความเป็ห่วง
“ อาอู่ มาซะที อาสะใภ้ห่วงแทบจะแย่อยู่แล้ว ไหนดูซิ มีาแอะไรบ้างไหม”
อาสะใภ้สามเข้ามาดูอาอู่อย่างละเอียด อาอู่ไปกระซิบกันท่านพ่อว่ามี ศพอยู่ด้านหลัง ด้านข้าง ทั้ง 2 ข้าง ให้ท่านส่งคนไปเก็บกวาดด้วย ซ่งอู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วสั่งลูกน้องไปเก็บกวาดให้หมดอาอู่กลับไปพักผ่อนที่ห้องสำหรับวันนี้ อาอู่ทบทวนตำราทุกชนิดที่อยู่ในห้องตำราไม่มี เื่ยันต์สั่งตาย ขององค์กรนักฆ่าเงาทมิฬเลย
“ พี่เทพธิดา ท่านรู้สึกถึงยันต์ที่มีอยู่ในตัวข้าบ้างหรือไม่” อาอู่ถามพี่เทพธิดา
“ รู้สึกได้ “ เทพธิดาเอ่ยตามตรง
“ ข้าไม่รู้สึกถึงมันเลย ท่านเอาออกได้ไหม” อาอู่ถามอีก
“ ได้ แต่ว่าเ้าไม่กลัวพวกมันจะมาทำร้าย ครอบครัวของเ้าหรอกหรือ” เทพธิดาบอกเหตุผลที่ไม่ควรเอาออก
“ ให้ข้าล่อพวกมันออกมา แล้วค่อยล้างบางพวกมันซินะ “ อาอู่เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจนักว่าจะทำร้ายพวกมันได้
“ เ้าอย่ากลัวไปเลย พวกมันจะทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งเ้าได้สู้เ้าก็จะได้มีประสบการณ์มากขึ้น “ พี่เทพธิดาให้ความมั่นใจ อาอู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
รุ่งเช้าอาอู่กับพี่เดชก็มุ่งหน้าโดยสารเรือกลับสำนักตักศิลา พอถึงละโว้ ก็ได้กับเจอพวกเพื่อนออกมารับแล้วบอกให้รีบกลับสำนัก มีภารกิจที่ทุกคนต้องไปทำพร้อมกัน
“ ภารกิจอะไร” พี่เดชถามทุกคน
“ ไปเมืองศรีเทพ(ปัจจุบันคืออำเภอหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์) ปราบโจรปล้นชิง” ศิษย์พี่สิงห์ตอบทันที
“ ต้องเดินทางเมื่อไร” อาอู่ถามเช่นกัน
“ พรุ่งนี้เลย พวกเราไปพร้อมกัน 5 คน” องค์ชายสาธิตตอบอย่างเร็ว
“ ใช่แล้วภารกิจนี้มีไปทั้งหมด ห้า กลุ่ม กลุ่มองค์ชายจากสุโขทัย กลุ่มองค์ชายจากละโว้ กลุ่มองค์ชายจากสุพรรณภูมิ และกลุ่มองค์ชายศรีวิชัย ต่างฝ่ายต่างแยกกันไป จากที่ได้รับข้อมูลโจรปล้นชิง มีกองกำลังร้อยกว่าคน” ศิษย์พี่ฟ้าลั่นรายงานรายละเอียด
“ แล้วให้กลุ่มของเราไปเพียง 5 คน แล้วจะไปสู้กองโจรพวกนั้นได้อย่างไร” พี่เดชสงสัย
“ พวกเราต้องไปสมทบกับทหารของเมืองศรีเทพ พวกเรามีหน้าที่สืบให้ได้ว่าพวกโจรซ่อนตัวอยู่ที่ใด ถึงเวลาใช้กำลังก็ต้องเรียกทหารของเมืองศรีเทพมาจัดการ” ศิษย์พี่สิงห์อธิบาย
“ ทำไม่สำนักตักศิลาเราถึงต้องไปช่วยเมืองพวกเขาด้วย” เดชถามด้วยความสงสัย
“ เมืองศรีเทพนั้นเป็เมืองฝาแฝดกันกับเมืองละโว้ ผังเมืองก็สร้างคล้ายกัน แต่ว่าเมืองศรีเทพนั้นเป็ต้นน้ำของแม่น้ำป่าสักที่สำคัญ ทางยุทธศาสตร์ ของเมืองละโว้ และเป็เมืองบรรณาการอีกด้วย และสำนักเขาถมอรัตน์แห่งศรีเทพ ยังเป็ส่วนหนึ่งของสำนักตักศิลาของที่นี่ด้วยเช่นกัน โดยรวมทั้งหมด ทางชาวเมืองศรีเทพเดือดร้อน ย่อมได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือจากพวกเราอยู่แล้ว และที่สำคัญนี่เป็การฝึกฝนของสำนักของเราอยู่แล้ว”ศิษย์พี่ฟ้าลั่นอธิบาย ให้ทุกคนฟัง
ทั้งหมดนัดกันไว้พรุ่งนี้จะออกเดินทางพร้อมกัน อาอู่เข้าไปพบกันท่านอาจารย์ฤาษี
ทันทีที่ได้เข้าไปถึง อาอู่ก็เล่าเื่ทั้งหมดให้ อาจารย์ฤาษีฟัง และยังถามถึงเื่ยันต์สั่งตายที่ตนเองโดนมาด้วย
“ ยันต์สั่งตายนี้เป็พลังด้านมืด เป็เพียงสัญลักษณ์ของฝ่ายด้านมืด เ้าต้องระวังตัวเพราะพวกมันเป็นักฆ่า พวกมันไม่ได้ต่อสู้เผชิญหน้า คอยรอจังหวะที่เ้าเผลอมันถึงลงมือ ดีแล้วที่เ้าไม่ลบมันออกไป เพราะอย่างน้อยเ้าจะได้ช่วยกำจัดคนชั่วเหล่านี้ให้มันลดน้อยลงไปบ้างก็ยังดี พรุ่งนี้เ้าจะไปที่เมืองศรีเทพ หาโอกาศเข้าไปที่เขาถมอรัตน์แห่งศรีเทพ ไปถึงแล้วก็ส่งพลังจิตไปหาท่านฤาษีวาริศ แล้วเข้าไปกราบท่าน บอกว่าข้าให้มาเคารพท่าน ก่อนเ้าจะไปคืนนี้เ้าไปเอาดาบของเ้าที่อยู่ในวังละโว้ ติดตัวไปด้วย เ้าจะได้ใช้มัน” อาจารย์ฤาษีสั่งให้อาอู่ไปเอาดาบวิเศษที่เคยใช้เมื่องชาติก่อน แสดงว่าไปครั้งนี้ ถึงกับต้องใช้ดาบวิเศษเชียวหรือคิดอยากจะถามเช่นกัน แต่ก็รู้ว่าอาจารย์ไม่ยอมบอกอยู่แล้ว
“แผ่นหนังมิติที่ข้าให้เ้าไว้เก็บเ้าม้าน้อย เ้าสามารถเก็บดาบวิเศษของเ้าเอาไว้ เพื่อไม่ให้ใครสงสัย แล้วเ้าม้าน้อย เ้าต้องให้มันออกมาเห็นโลกภายนอกบ้าง อย่าปล่อยให้มันเหงา” อาจารย์ฤาษีเตือน อาอู่รับคำ
คืนนี้อาอู่ต้องเข้าวังละโว้ ไปเอาดาบกลับมา แต่ยังไม่รู้ว่า น้องชายในชาติก่อนนำดาบของเขาไปไว้ที่ไหน อาอู่พาม้าน้อย ออกจากแผ่นหนังมิติ มันดีใจมากรีบเข้าเอาหน้ามาถูกับอาอู่ทันที เวลานี้มันโตขึ้นเล็กน้อย อาอู่ลูบที่แผงคอมันแล้วบอกว่า
” วันนี้เ้าพาข้าไปที่วังหลวง เ้ารู้จักไหม “ มันพยักหน้าตอบทันที อาอู่ยิ้ม
แล้วะโขึ้นหลังม้า แล้ว1คนกับ1ม้าก็ห้อทยานออกจากสำนัก ไปอย่างรวดเร็ว พอถึงวังหลวง อาอู่ก็ให้เ้าม้าน้อยกลับเข้าไปในแผ่นหนังมิติก่อน แล้วตัวเองก็ใช้ผ้าคลุมหน้า แล้วก็ะโข้ามกำแพงเข้าไปในสวนดอกไม้ ที่คุ้นเคย แล้วเข้าไปที่ห้องนอนของาาองค์ก่อน ทหารยามก็เฝ้าที่จุดเดิมไม่เคยเปลี่ยน ห้องบรรทมของาาองค์ก่อนไม่มีคนอยู่ อาอู่เลยรีบผลักประตูเข้าไปด้วยความรวดเร็ว
จากนั้นก็เดินเข้าจับเสาห้องบรรทมของาาองค์ก่อน แล้วก็เจอป้ายโลหะชิ้นหนึ่งที่ถูกกลไกปิดไว้ อาอู่ได้ป้ายเสร็จแล้ว กำลังคิดว่าจะเข้าไปในที่เก็บคลังสมบัติเพื่อตามหาดาบวิเศษ
“ พี่เทพธิดาท่านรู้ไหมว่าดาบวิเศษของข้าอยู่ที่ไหน ข้าเกิดใหม่มาไม่สามารถััมันได้เลย” อาอู่ถามเผื่อพี่สาวเทพธิดารู้
“ เ้าลองใช้พลังจิตของเ้าใหม่ ขนาดข้าไม่ใช้เ้าของยังััได้เลย”พี่เทพธิดารู้แต่ไม่ยอมบอก อาอู่เลยต้องหยุดแล้วนั่งสมาธิ ตรวจสอบอย่างจริงจัง
ดาบวิเศษเล่มนี้ชาติก่อนองค์ชายวรเชษฐ์ ใช้วัตถุที่นำมาหลอมรวม 9 ชนิดเรียกว่า นวโลหะ แล้วใช้หยดเืขององค์ชายวรเชษฐ์ ผสมไปตอนหลอม หลังจากนั้นก็ตีให้ครบ 9,999 ครั้งห้ามมิให้ขาดมิให้เกิน จากนั้นใช้คาถาอัญเชิญเทพยดาทั้ง 99 องค์ แล้วท่องคาถา 99 รอบ แล้วใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์ แห่งแดนศรีเทพ มาแช่ดาบอีก 99 วัน
เป็อันเสร็จพิธี ดังนั้นจิติญญาแห่งดาบได้หลับไหลมาเป็สิบปีแล้ว อาอู่จึงต้องปลุกให้มันตื่นขึ้นโดยพลังจิตที่มากกว่าปกติ อาอู่ปล่อยจิตไปตรวจสอบอีกครั้งวิ๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ มันตื่นแล้วมันส่งสัญญานให้อาอู่แล้ว มันอยู่ในห้องสมบัติจริงๆ ด้วย
อาอู่รีบไปที่ห้องสมบัติในทันที พอถึงหน้าห้องสมบัติมีคนคอยเฝ้าอยู่ 4 คนเหมือนเดิม อาอู่พุ่งตัวเข้าจึ้สกัดจุดสลบตามที่อาจารย์ฉีเคยสอนไว้ ปุ ปุ ปุ ปุ ทั้งสี่สลบไปตามคาด อาอู่เดินเข้าไปตามทางเดินที่ตั้งกลไกเอาไว้ แต่ว่าอาอู่ก็ก้าวตามจุดที่เคยเข้าไปหลายครั้งในชาติก่อน สุดท้ายก็เข้ามาถึงห้องสมบัติ
อาอู่เห็นดาบที่กำลังสั่น เพื่อต้อนรับการกลับมาของเ้าของมัน อาอู่เข้าไปหยิบมันขึ้นมาทันที แล้วกวาดทรัพย์สินบางส่วนออกมาด้วย เพื่อที่จะไม่ให้เป็ที่ต้องสงสัย ว่าทำไมถึงได้เอาแต่ดาบไปเท่านั้น อาอู่เอาทรัพย์สมบัติ และดาบไว้ในแผ่นหนังมิติทั้งหมด จากนั้นก็พุ่งตัวออกจากห้องสมบัติอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จะออกไปจากที่นี่ แต่ไม่ทันเสียแล้ว อาจารย์แก้วนี่เองมายืนดักหน้าพร้อมผีโหงพรายแล้วยังมีทหารธนูเกือบ 30 คน ทหารทวนอีก 20 คน อาอู่ต่อยหมัดพลังปราณเข้าใส่
ทหารธนูก่อนทันที ตูม ! ตูม ! ตูม ! ตูม ! กองทหารธนู ทั้งสามสิบล้วนแตกกระจายออกไปแบบหมดสภาพที่จะลุกขึ้นต่อสู้ได้อีก ทหารทวนอีก 20 คนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน อาอู่ ก็ฟาดด้วยพลังลมปราณจากหมัด ทำให้ปล่อยพลังรัศมีออกมา
เป็ระลอกคลื่น เข้ากระแทกทหารทวนทั้ง 20 กระเด็นออกไป แล้วอาอู่ก็พุ่งเข้าไปต่อยที่อาจารย์แก้วที่กล้ายืนขวางอยู่ เปรี้ยง ! หมัดพลังปราณเข้าปะทะกับผีโหงพรายที่เข้ามาปะทะแทน อาอู่ถอยหลังมา หลายก้าว แล้วพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
คราวนี้ปล่อยยันต์ 8 ทิศเข้าไปกักขัง ผีโหงพรายตัวนี้เอาไว้ แล้วก็ปล่อยหมัดเข้าใส่อาจารย์แก้วทันที ตูม ! โดนหมัดเข้าเต็มปากครึ่งจมูกครี่ง อาจารย์แก้วถึงกับกระเด็นไปหลายวา นอนขาชี้ฟ้าลุกไม่ขึ้น จากนั้นอาอู่ก็คว้ายันต์ 8 ทิศที่ขังผีโหงพรายตัวนี้ แล้วะโออกจากวังไปในทันที แล้วเรียกเ้าม้าน้อยออกมาแล้วควบออกไปจนไม่เห็นฝุ่น ระหว่างทางก็สวด คาถาพญายม เพื่อส่งิญญาโหงพรายตัวนี้ลงไปยมโลกทันที ไม่นานอาอู่ก็ถึงสำนัก อาอู่เก็บเ้าม้าน้อยไว้แผ่นหนังมิติ แล้วรีบเข้านอนทันที เพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันพรุ่งนี้
ณ วังหลวงละโว้
ปัง ! เสียงโต๊ะถูกฟาดจนพังทลาย โดยชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ สีหน้าแสดงความโมโหอย่างยิ่ง
“ ใครมันช่างกล้า ถึงกับเข้ามาขโมยสมบัติในวังหลวงของข้าเช่นนี้” าาไชยเชษฐ์แห่งละโว้ แสดงอาการโมโหอย่างเห็นได้ชัด
“ มันปิดผ้าคลุมหน้าเอาไว้ ทำให้ไม่รู้ว่ามันเป็ใคร” สิงห์เพชรหัวหน้าองครักษ์
แห่งวังหลวงละโว้ รีบรายงาน
“ มันต้องเป็คนที่เคยเข้าออกวังหลวงมาก่อนแน่ ถึงได้รู้เส้นทางเข้าและออกเป็อย่างดี โดยเฉพาะค่ายกลหน้าห้องสมบัติ ต้องเป็คนในเท่านั้น” แม่ทัพชัยบดีเอ่ยขึ้น
“ มันเป็ชายรูปร่างสูงโปร่ง อายุไม่น่าเกิน 20 ปี มีพลังหมัดที่น่ากลัว และยังมีคาถาไว้สำหรับปราบปีศาจแสดงว่า เรียนวิชาไสยเวทย์มาด้วย” อาจารย์แก้วที่เคยปะทะกับคนร้ายมาแล้ว จึงได้บอกข้อมูลตามที่ได้ทราบมา
“ แล้วมันเอาสมบัติอะไรไปได้บ้าง” าาไชยเชษฐ์ถามไปที่ หัวหน้าองครักษ์
“ มันเอาสมบัติไป 1 หีบ และดาบของอดีตรัชทายาทอีก 1 เล่ม” หัวหน้าองครักษ์รายงาน พอได้ยินรายงานก็สงสัยขึ้นมาทันที
“ ดาบเล่มนั้นนะหรือ” าาไชยเชษฐ์ รำพึงขึ้นมา
“ ใช่แล้วไม่รู้มันจะเอาไปทำอะไร ดาบที่ไม่มีใครถอนออกจากฝักได้” หัวหน้าองค์รักษ์เอ่ยขึ้นมา
“ เ้ามันจะไปรู้อะไร ถ้าคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้า ดาบนี้ก็อาจสามารถนำไปใช้งานได้เป็อย่างดี” าาไชยเชษฐ์เอ่ยด้วยเสียงเครียด
“ สั่งการลงไปใครที่จะเข้าหรือออกเมือง่นี้ให้ตรวจค้น ให้ละเอียด หากมีใครสงสัยจับมันมาได้เลย” าาไชยเชษฐ์ ประกาศออกไป