บทที่7คนตามหา วาสนาชี้นำ
“พี่ฮุ่ยจวินท่านกลับมาแล้ว"
เสียงดีอกดีใจดังขึ้นกลางป่าใหญ่ก่อนตามมาด้วยร่างของเด็กหญิงที่วิ่งหน้าตั้ง เด็กหญิงผู้นี้ดูไปแล้วมีอายุเก้าขวบแม้นางยังเด็กแต่ความจิ้มลิ้มสดใสและเคล้าความงามที่แฝงในวัยเยาว์ก็ฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิดเมื่อนางวิ่งมาถึงร่างของบุรุษหนุ่ม นางก็สวมกอดมันด้วยความยินดี
“ท่านจากบ้านครั้งนี้นานนักรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านมากเพียงไหน”
ฮุ่ยจวินนั่งคุกเข่าข้างเดียวพร้อมกับยื่นมือลูบลงที่ผมของนางอย่างทะนุถนอมแต่ชายหนุ่มเมื่อได้มองใบหน้าที่ซีดเซียวของนาง จิตใจคนก็รู้สึกหนักอึ้งยากจะบรรยาย
“ไป๋เอ๋อวันนี้วันเกิดของเ้า ข้าย่อมไม่ลืมเลือน"
ก่อนที่ชายหนุ่มจะยื่นปิ่นปักผมที่ทำจากหยกดำและสลักลวดลายมัจฉาให้แก่นาง
“นี่สำหรับของขวัญวันเกิด"
เด็กหญิงรับปิ่นปักผมนั่นมา
“ขอเพียงพี่อยู่ที่บ้านนี่ก็นับเป็ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับข้าแล้ว"
นับั้แ่ที่ฮุ่ยจวินพาเด็กทารกหญิงหรือก็คือฮุ่ยไป๋กลับมาจากการรักษากับท่านหมอฮั่วมันก็กำหนดให้วันนี้คือวันเกิดของนาง เพื่อเป็การย้ำเตือนตัวเองให้ทำในสิ่งที่ตั้งมั่นให้สำเร็จก่อนที่วันนี้จะเวียนมาวันเกิดของฮุ่ยไป๋เป็วันที่มันที่มันมิ้าให้เวียนมาถึงเป็ที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่วันเกิดนี้เวียนมาถึงรอบที่สิบนั่นจะเป็วันสุดท้ายที่นางจะมีชีวิตอยู่บนโลกแห่งนี้ ซึ่งบัดนี้วันเกิดของนางก็เวียนมาถึงรอบที่เก้าแล้ว!
“กลับมาจนได้นะเ้าเด็กดื้อ”
เสียงของบุรุษวัยกลางคนดังมาจากภายในบ้านหลังเล็กปลุกให้ฮุ่ยจวินตื่นขึ้นมาจากห้วงแห่งความนึกคิดมันรีบเข้าไปคารวะท่านลุง พร้อมยื่นถุงใบหนึ่งให้แก่บุรุษตรงหน้า
“อะไร”
ลุงของฮุ่ยจวินเปิดถุงออกกลับพบว่าเป็เงินทอง และของมีค่าจำนวนไม่น้อย จึงแปลกใจ
“เ้าคงมิได้ขโมยใครเขามา”
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ข้าออกจากบ้านหากไม่ทำงานจะเอาอะไรกิน นี่คือเงินเก็บตลอดชีวิตการทำงานในสำนักคุ้มภัยของข้า"
“นี่เ้าทำงานให้สำนักคุ้มภัย"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“มีแต่สำนักคุ้มภัยจึงมีเครือข่ายทั่วปฐีทำงานตรงนี้อาจทำให้ข้าหาตัวคนผู้นั้นพบได้"
ฮุ่ยไป๋ขมวดคิ้วน้อยๆแล้วกล่าวถาม
“พี่กำลังตามหาผู้ใดหรือ?”
ฮุ่ยจวินจ้องมองหน้าลุงของตนก่อนกล่าวเปลี่ยนเื่
“ท่านลุงวันนี้ท่านเตรียมสุราอาหารไว้หรือไม่”
“หลานอันประเสริฐเชิญด้านในเลย”
ฮุ่ยจวินอุ้มฮุ่ยไป๋ขึ้น
“ไปเลี้ยงฉลองวันเกิดของเ้ากันเถอะ"
งานเลี้ยงเล็กๆเกิดขึ้นอย่างอบอุ่นภายในบ้านหลังน้อย วิกาลคล้อยดึกงานอันสุขสันต์ก็จบลง ลุงของฮุ่ยจวินได้แยกย้ายไปนอนส่วนฮุ่ยจวินได้พาฮุ่ยไป๋เข้าไปนอนเช่นเดียวกัน และทุกครั้งก่อนนอนฮุ่ยไป๋จะให้ฮุ่ยจวินเล่านิทานกล่อมนางทว่าทุกครั้งฮุ่ยจวินมักจะท่องคำประพันธ์บทหนึ่งออกมาแทน
“เถาิซานขวางกั้นหมื่นลี้ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่
จันทราสาดกระทบ สุริยันส่องต้อง มองมิเห็นความงาม
เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตามความวิลาสนั้นจึงปรากฏ"
ฮุ่ยไป๋ฟังบทประพันธ์ที่เอื้อนเอ่ยจากปากของฮุ่ยจวินนี้มาั้แ่เล็กจนจำขึ้นใจทั้งได้คิดตามจึงเกิดเป็ความสงสัยไม่รู้จบ
“เมื่อมีแสงจากจันทราหรือแม้แต่แสงจากดวงอาทิตย์เหตุใดจึงจะมองมิเห็นความงาม หรือเขาเถาิซานต้องมืดมิดเท่านั้นจึงจะมองเห็น ข้ารู้สึกว่าคำประพันธ์ของท่านบทนี้มันย้อนแย้งฟังไม่ขึ้นหูข้าฟังมาั้แ่เด็กจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี"
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“ข้าเองก็มิได้มีความรู้สึกชอบบทประพันธ์นี้ซักเท่าไหร่"
“หากไม่ชอบเหตุใดถึงได้รู้จักบทประพันธ์นี้และเลือกที่จะเล่าแทนนิทานก่อนนอนของข้าทุกครั้ง"
ฮุ่ยจวินมันเองก็ไม่รู้ว่าเคยได้ยินบทประพันธ์นี้มาจากที่ใดแต่มันมั่นใจว่าตนเคยได้ยินจนฝังลึกในความทรงจำยากลืมเลือน บทประพันธ์นี้แน่นอนว่ามิใช่ได้ยินจากลุงของมันแน่แท้เพราะทุกครั้งที่มันนึกถึงบทประพันธ์นี้ ใบหน้าอันอบอุ่นของสตรีนางหนึ่งจะค่อยๆ เลือนลางขึ้นเป็ภาพในหัว
“บางทีแม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด”
ฮุ่ยไป๋พลันหาวขึ้นแล้วนางก็ไม่ซักไซร้ชายหนุ่มต่อ ฮุ่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็ห่มผ้าให้แก่นาง
“นอนเถอะ"
ฮุ่ยไป๋ส่ายศีรษะและเกาะแขนของฮุ่ยจวินไว้
“ไม่ เพราะทุกครั้งที่ข้านอนหลับและตื่นขึ้นมาพี่ก็ไม่อยู่แล้ว"
ฮุ่ยจวินยิ้มน้อยๆ
“วันนี้ข้าจะอยู่กับเ้า"
ฮุ่ยไป๋ชูนิ้วก้อยขึ้นมา
“สัญญา”
ฮุ่ยจวินยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของนาง
“ข้าสัญญา"
ซักพักฮุ่ยไป๋ก็หลับไปใบหน้าที่อบอุ่นแลยิ้มแย้มของฮุ่ยจวินก็คืนกลับสู่ความตรึงเครียดอีกครั้ง การกลับมาบ้านครั้งนี้ของมันพบว่าร่างกายของฮุ่ยไป๋เย็นเฉียบลงไปมาก ใบหน้าไร้สีเื ริมฝีปากค้ำ หว่างคิ้วกดลึกลงไปทุกทีแสดงชี้ชัดแล้วว่าวันเวลาของนางได้เหลืออีกไม่นานจริงๆ
กลับบ้านครานี้ของฮุ่ยจวินหวังจะอยู่นานกว่าทุกครั้งทว่ายิ่งได้เห็นอาการของฮุ่ยไป๋ มันก็ยิ่งร้อนใจมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้ เช่นนั้นเมื่อออกจากห้องมันก็แอบไปร่ำลาลุงของตนอย่างกระทันหัน และออกเดินทางคิดใช้เวลาหนึ่งปีที่เหลือตามหาเทพดาเร้นกายและเชิญมันมารักษาฮุ่ยไป๋ให้ได้
“มายังไม่พ้นข้ามคืนก็จะไปเสียแล้ว”
ดวงตาที่ลืมขึ้นของฮุ่ยหยวนจ้องมองใบหน้าของฮุ่ยจวินผู้เป็หลานชายฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“ท่านก็รู้ว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว”
ฮุ่ยหยวนพยักหน้า
“ข้ารู้แต่จงจำสิ่งหนึ่งไว้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร ไม่ว่าจะสุขสมหรือสูญเสียแต่เ้าต้องกลับมายังที่นี่ เพราะที่นี่คือบ้านของเ้า นอกจากบ้านหลังนี้และวัวสิบตัวเ้าก็ยังมีกองฟางกองนั้นให้รับ่ต่ออยู่”
ฮุ่ยจวินนึกถึงวัวที่เลี้ยงั้แ่เด็กและกองฟางที่ทำให้มันพานพบกับฮุ่ยไป๋คนก็แย้มยิ้มด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“ท่านกลัวจะไม่มีคนรับ่ต่ออาชีพเลี้ยงสัตว์ของท่านถึงเพียงนั้น”
“ชีวิตคนมันสั้นข้าไม่รู้ว่าอีกกี่วันกี่คืนที่จะลาจากโลกนี้ไปฉะนั้นเมื่อยังพอมีโอกาสก็ต้องรีบตกทอดสิ่งสำคัญเอาไว้แต่เนิ่นๆ”
“สิ่งสำคัญแม้แต่กองฟางก็สำคัญหรือ?”
“วัวไม่มีฟางจะอยู่อย่างไร”
ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว
“ก็จริงและก็ไม่จริงเสียทีเดียว”
มันมองหน้าลุงของตนแล้วกล่าวต่อ
“แต่ถึงข้าไม่มีวัวไม่เลี้ยงสัตว์ ข้าก็ไม่อดตายหรอกน๊า อีกทั้งท่านจะต้องอยู่บ่นข้าอีกนานแสนนาน”
ฮุ่ยหยวนทอดถอนใจออกมาคราหนึ่งไม่กล่าวสิ่งใดต่อสิ่งที่้าถ่ายทอดก็ได้ถ่ายทอดไปหมดแล้วส่วนฮุ่ยจวินก็ได้ทำการคารวะลุงของตนอีกครั้งเพื่อลาจากก่อนมันจะมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านเขตชายแดนแห่งนี้ในทันที
แต่ขณะเดินทางผ่านป่าใหญ่เสียงไอของเด็กหญิงก็ดังขึ้นที่หนทางด้านหลัง ฮุ่ยจวินจึงหยุดฝีเท้าแล้วกล่าวว่า
“เ้าจะตามข้ามาทำไม"
ฮุ่ยไป๋วิ่งมาทั้งน้ำตาตลอดเวลาที่นางอยู่กับฮุ่ยจวิน นางพยายามที่จะกลั้นไอมาโดยตลอด เพราะนางรู้ว่าที่ฮุ่ยจวินต้องออกจากบ้านแลระหกระเหเร่ร่อนเช่นนี้เป็เพราะอาการป่วยของตนนางจึงไม่้าแสดงอาการให้ชายหนุ่มได้รับรู้ เพราะนางหวังให้มันอยู่บ้านนานขึ้นกว่านี้ซักนิดทว่าวันนี้มันก็ต้องออกจากบ้านอย่างกระทันหันเหมือนทุกครั้ง นางจึงมิจำเป็ต้องอดกลั้นอาการไอไว้พอไอออกมา โลหิตสีแดงคล้ำจึงไหลออกมาด้วย
“ไป๋เอ๋อ"
ฮุ่ยจวินเห็นนางไอเป็เืก็ใรีบมาตรวจดูอาการ แต่ฮุ่ยไป๋มิสนใจอาการป่วยของตน นางมองฮุ่ยจวินอย่างตัดพ้อ
“เหตุใดพี่ต้องผิดคำสัญญา”
ฮุ่ยจวินมิอาจฝืนยิ้มต่อหน้านางได้อีกต่อไปคนก้มหน้าลงแล้วกล่าววาจา
“กลับบ้านเถอะอากาศข้างนอกเย็นมาก หากเ้าอยู่นานเดี๋ยวจะไม่สบาย"
“ข้าก็ไม่สบายอยู่แล้วยังจะต้องกลัวความไม่สบายอันใด"
“ข้าบอกให้กลับเ้าก็ต้องกลับ”
“ข้าไม่กลับต่อจากนี้ไป ท่านไปไหนข้าไปด้วย"
“เด็กโง่เหตุใดเ้าไม่ฟังข้า"
“เพราะหากข้าฟังท่านข้าอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอท่านอีกต่อไป"
ฮุ่ยจวินก้มหน้านิ่งเงียบเป็ฮุ่ยไป๋ที่ยังร่ำไห้แล้วกล่าวต่อ
“ท่านคิดว่าข้าไม่รู้ตัวหรือด้วยอาการป่วยของข้าไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง เช่นนี้ท่านยังจะทอดทิ้งข้าอีก ข้าจะบอกให้ข้าไม่กลัวตายเลยซักนิด แต่สิ่งที่ข้ากลัว ข้ากลัวว่าตอนตายข้าจะไม่เห็นท่านเป็ครั้งสุดท้ายข้ากลัวว่าข้าจะไม่ได้เห็นท่านอีก เช่นนี้แล้วท่านยังจะทอดทิ้งข้าได้ลงคออยู่หรือ"
ฮุ่ยไป๋ร่ำไห้จนน้ำตาหยดเป็ทางฮุ่ยจวินจึงสวมกอดนางไว้แน่น น้ำตาลูกผู้ชายก็พลันหยดไหลเช่นเดียวกัน
“ไม่ เ้าจะต้องไม่ตายข้าไม่มีทางยอมปล่อยให้เ้าตาย ข้าเป็คนเก็บเ้ามาเลี้ยง ข้าจะไม่ยอมให้ฟ้าพรากเ้าไปจากข้าได้"
“ตายไม่ตายมีแต่ฟ้าที่ล่วงรู้ท่านจะฝืนชะตาฟ้าได้อย่างไร"
“ยังมีหมอเทวดาผู้หนึ่งที่เก่งมากข้าจะตามมันมารักษาเ้าให้ได้"
“ต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะหาพบถ้าพบแล้วมันจะยอมเดินทางตามท่านมาหรือไม่ หากมันยอมตามท่านมาต้องใช้เวลาอีกกี่วันจึงจะมาถึงหากให้ข้าติดสอยห้อยตามไปด้วยจะไม่ประเสริฐกว่าหรือ อย่างน้อยหากถึงวาระสุดท้ายของข้าจริงๆข้าก็ยังจะได้อยู่กับท่าน"
ฮุ่ยจวินมัวแต่วุ่นวายและคิดหนักจึงลืมข้อเท็จจริงประการนี้ไปพอฮุ่ยไป๋กล่าวกระตุ้นเตือน มันก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เสมอมาที่ฮุ่ยไป๋ไม่พูดก็เพราะคงไม่อยากให้ตนลำบากใจแต่ตอนนี้นางคงรับรู้ชะตากรรมชีวิตของนางแล้ว นางถึงได้ตัดสินใจกระทำเช่นนี้ เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนฮุ่ยจวินก็ผงกศีรษะ
“ได้ ข้าจะให้เ้าติดตามข้าไปแต่ก่อนอื่น…”
“ยังมีอะไรหรือ"
“เราต้องไปร่ำลาท่านลุงก่อน"
ฮุ่ยไป๋ยกมือปาดน้ำตาด้วยความยินดีก่อนที่นางจะติดตามฮุ่ยจวินเพื่อไปร่ำลาท่านลุง แล้วจากนั้นทั้งสองค่อยออกเดินทางในยามรุ่งของวันใหม่
แรกอรุณยามเช้าสาดส่องหนึ่งบุรุษหนุ่มแลหนึ่งเด็กหญิงต่างเดินทางจากหมู่บ้านชายแดนมาไกล พวกมันมุ่งขึ้นเหนือเพื่อจะไปยังสำนักคุ้มภัยแห่งเมืองต้าหยางฮุ่ยจวินมันทำงานอยู่ที่สำนักคุ้มภัยแห่งนี้ ใช้เครือข่ายของเหล่าสหายหรือเพื่อนร่วมสำนักติดตามร่องรอยของเทพดาเร้นกายตั้วซุนหง
เดินทางไกลมาจนถึงเมืองต้าหยางรายทางดูคึกคักจอแจเป็อย่างยิ่ง ร้านรวงต่างๆ มีมากมายสุดคณานับ สร้างความตื่นเต้นยินดีแก่ฮุ่ยไป๋มิน้อยเป็ครั้งแรกที่นางออกจากหมู่บ้านชายแดนมาที่เมืองใหญ่เช่นนี้ นับว่านางได้เปิดหูเปิดตาเป็อย่างมาก
“เ้าว่าเมืองนี้เป็เช่นไร"
ฮุ่ยจวินกล่าวถามไปพลางจ้องมองผู้คนสองข้างทางไปพลาง
ฮุ่ยไป๋พยักหน้า
“ช่างยิ่งใหญ่และงดงามยิ่ง"
ฮุ่ยจวินลูบลงยังศีรษะของนาง
“โลกนี้ยังมีสถานที่ที่กว้างใหญ่แลงดงามกว่านี้รอให้เ้าได้ไปเห็น"
ฮุ่ยไป๋มีสีหน้าสลดลง
“ข้ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสนั้น”
ฮุ่ยจวินย่อตัวลงมาจ้องมองนาง
“เ้าจะต้องมีโอกาสนั้น…ไปกันถอะ”
“ไปไหน"
“ที่ทำงานข้า"
สำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองต้าหยาง แคว้นเว่ย เป็สำนักคุ้มภัยขนาดใหญ่ของเมือง มีสาขามากมายอยู่ทั่วแคว้นทำงานเกี่ยวกับการลำเลียง ขนส่ง และคุ้มกันไปทั่วปฐีแผ่นดินใหญ่ มีเครือข่ายอยู่ทั่วทุกแคว้นบนแผ่นดินนับเป็สำนักคุ้มภัยที่มีชื่อเสียง และผู้คนรู้จักเป็อย่างมาก
ฮุ่ยจวินเมื่อมาถึงมันก็มุ่งไปหาคนผู้หนึ่งในทันที
“พี่หวงเดินทางส่งของสู่แดนตะวันออกครั้งนี้เป็อย่างไรบ้าง"
บุรุษวัยกลางคนร่างใหญ่กำยำ เคราดกดำเต็มใบหน้านามหวงซือเสียงผู้นั้น เมื่อมันเห็นฮุ่ยจวินกล่าวถามมันก็กล่าวตอบเข้าเื่ทันที
“เื่ที่เ้าไหว้วานข้าได้พยายามเต็มที่แล้วสอบถามจากคนรู้จักทุกผู้ก็ไม่มีใครเห็นร่องรอยของมัน"
ฮุ่ยจวินทอดถอนใจ
“เหนือก็ไม่มีใต้ก็ไม่มี กลางก็ไม่มี ตะวันตกและตะวันออกก็ไม่มี แล้วมันผู้นั้นไปอยู่ที่ไหน…หรือมันมิได้ดำรงอยู่ในแผ่นดินใหญ่”
“เื่นั้นยากรับรู้เพราะสำนักคุ้มภัยเราไม่มีเครือข่ายนอกแผ่นดินใหญ่และยังไม่เคยปฏิบัติงานนอกพื้นที่”
“หากแม้แต่แผ่นดินใหญ่ยังหายากถึงเพียงนี้ถ้ามันอยู่นอกแผ่นดินใหญ่จริงจะมิยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรหรอกหรือ"
หวงซือเสียงตบลงยังบ่าของฮุ่ยจวิน
“ข้าเห็นใจเ้าแต่คนผู้นั้นหากไม่มีวาสนาก็ยากที่จะพานพบ…”
หยุดเล็กน้อย มันจ้องมองใบหน้าที่น่ารักน่าชังแต่ดูอมโรคของเด็กหญิงตรงหน้าก็ทอดถอนใจ
“์ลิขิตมิอาจขัดขืน”
แล้วมันก็ตบลงยังบ่าของฮุ่ยจวินเบาๆก่อนจากไป
ฮุ่ยไป๋จ้องมองสีหน้าที่ทุกข์ร้อนใจของฮุ่ยจวินนางรู้ว่าในใจมันร้อนลุ่มเพียงไหน นางจึงกล่าวปลอบโยน
“ข้าเชื่อว่าท่านเป็ผู้ที่มีวาสนาดี”
ฮุ่ยจวินก้มหน้าจ้องมองนาง
“นับเป็คำปลอบใจที่ดี"
ก่อนที่ห่างไปไม่ไกลจะมีสองบุรุษชราเดินสนทนากันมาฮุ่ยจวินเห็นก็กล่าวกับฮุ่ยไป๋ว่า
“นั่นคือท่านหัวหน้าสาขาและรองหัวหน้าสาขาสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ไปคารวะทักทายพวกท่านซักเล็กน้อย อย่างน้อยก็ต้องขออนุญาตให้เ้าได้เข้ามาพักอาศัยชั่วคราว”
ขณะที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปหาพวกมันก็ได้ยินบทสนทนาของสองบุรุษชราจึงหยุดแง้มฟังเล็กน้อย ซึ่งสองบุรุษชราก็กำลังกล่าวถกเถียงกันไปมาว่า
“งานนี้เราจะรับจริงหรือท่านหัวหน้า”
“ข้อเสนอนับว่าน่าสนใจ”
“แต่รายละเอียดของงานไม่ชัดเจนกลุ่มคนที่ต้องคุ้มกันดูน่าสงสัย สถานที่ไปก็เป็ถึงดินแดงทุ่งร้างนอกแผ่นดินใหญ่ ทั้งจุดหมายที่ไปก็ไม่แน่ชัดข้าเกรงว่าพวกเราจะส่งคนไปตาย”
“ทำงานที่สำนักคุ้มภัยก็เสี่ยงต่อคมดาบคมกระบี่อยู่แล้วยังจะเกรงกลัวเื่ความตายอันใดอีกทั้งเื่ที่เ้าพูดมามีทั้งจริงและมีทั้งคาดเดา ซึ่งคำว่าคาดเดา ความเป็ไปได้ย่อมมีสองทางเสมอนั่นคือคาดเดาถูกต้องและคาดเดาผิดพลาด หากพวกเรายอมปล่อยข้อเสนออันล่อตาล่อใจนี้ทิ้งไปเพียงเพราะความคาดเดานี่จะไม่เป็เื่น่าเสียดายหรอกหรือ"
“ท่านพูดก็มีเหตุผลหากสาขาเมืองต้าหยางเราทำรายได้ที่ดีก็จะมีผลงาน เบื้องบนมองเห็นและพึงพอใจ แต่ข้ายังเป็กังวลเื่หนึ่ง”
“เื่อันใด?”
“ผู้ว่าจ้างได้มีข้อแม้ประการหนึ่งที่ยื่นมาพร้อมกับข้อเสนอ"
“ว่ามา"
“ผู้คุ้มกันขบวนของพวกมันต้องเป็ผู้ที่สู้เก่งแต่ต้องไร้ซึ่งจุดชีพจรลมปราณพิเศษ”
“จะบ้าไปแล้วคนที่ไร้จุดชีพลมปราณพิเศษและไร้พลังปาฏิหาริย์จะสู้เก่งได้อย่างไร ข้าจะไปหาคนเช่นนั้นมาจากไหน”
ขณะที่พวกมันกล่าววาจาสายตาของทั้งคู่ก็เหลือบไปเห็นฮุ่ยจวินที่กำลังยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลห่าง ก่อนที่พวกมันจะหันมาสบสายตากันแล้วพยักหน้ากล่าวขึ้นแทบจะพร้อมเพรียง
“ข้าเห็นแล้ว"
“ข้าก็เห็นเช่นเดียวกัน"