ห้องบนเรือที่พวกเขาอยู่กว้างขวางพอที่จะให้เจียงฝานจัดการใช้ผ้าบางๆมากั้นเป็ผ้าม่านแบ่งห้องเนื่องจากเตียงนอนมีอันเดียว เจียงฝานจึงยกให้ครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกไป ส่วนตนเองมีฟูกที่ยัดนุ่นหนานำมาเป็ที่นอน เอาไว้ปูนอนกับพื้นในยามกลางคืน กลางวันก็พับเก็บเพื่อจะได้มีพื้นที่ให้ใช้ภายในห้อง
ในห้องมีแบ่งเป็ห้องขับถ่ายของเสียขนาดเล็กที่เพียงพอจะให้คนเข้าไปนั่งขับถ่ายได้คนเดียว และมีถังใส่น้ำหนึ่งใบเพื่อเอาไว้ใช้ น้ำจืดบนเรือต้องใช้อย่างประหยัด ซึ่งแต่ละห้องจะได้คนละหนึ่งถังเท่านั้น แต่เนื่องจากเจิ้งฝูหลิงเห็นหลานสาวยังเป็เด็กทารก ตัวเขาเองมีบุตรชายหนึ่งคน จึงรู้ดีว่าเด็กทารก ต้องใช้น้ำเปลืองกว่าคนปกติ จึงกัดฟันขอซื้อน้ำจากพี่หู่เพิ่มวันล่ะหนึ่งถัง
ปกติน้ำจืดหนึ่งถังขายอยู่ที่ 50 อีแปะ 100 อีแปะมีค่าเท่ากับ1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงินเท่านกับ 1ตำลึงทอง
เจียงฝานอธิบายค่าเงินในแผ่นดินต้าิให้ทุกคนฟัง สถานการณ์ตอนนี้เพิ่งก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาใหม่เรียกว่าแคว้นต้าิ ค่าเงินตอนนี้ยังผันผวน แต่ประชาชนคนธรรมดาทำงานในอยู่ในหมู่บ้านชนบท ใครมีเงินหนึ่งตำลึงทองคือร่ำรวย เพราะหนึ่งตำลึงทองคือเงิน1,000 อีแปะ
ซาลาเปาหนึ่งลูกราคา5 อีแปะ ดังนั้นน้ำจืดหนึ่งถังราคา 50 อีแปะหากเปลี่ยนเป็ซาลาเปาจะได้ซาลาเปา10 ลูก คนธรรมดาได้กินซาลาเปาหนึ่งลูกก็ถือว่าเป็อาหารที่ล้ำค่าแล้ว ดังนั้นน้ำจืดหนึ่งถังนี้จึงต้องใช้อย่างประหยัด
โจวจื่อหยาจึงเริ่มรู้ว่าตนกลับมาเกิดใหม่ในยุคราชวงค์ิ แต่ชีวิตในชาติก่อนโจวจื่อหยามีอาชีพเป็เภสัชกร บิดามารดาเปิดโรงงานผลิตยาสมุนไพรขาย ดังนั้นโจวจื่อหยาจึงสนใจศึกษาเื่พืชและสมุนไพรมากเป็พิเศษ แต่ไม่เคยศึกษาเื่ประวัติศาสตร์ ไม่เชี่ยวชาญด้านแผนที่ จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่มุมไหนของโลก ยิ่งภาษาที่ได้ยินก่อนหน้านี้ไม่ใช่ภาษาจีนกลางที่ตนเคยใช้ และไม่รู้ว่าโลกใบนี้กับโลกเดิมที่ตนจากมาเป็โลกใบเดียวกันหรือไม่
โจวจื่อหยาคิดอะไรมากมายก่อนจะหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ั้แ่ใช้แก้วดวงจิตรักษาาแให้โจวจวิน โจวจื่อหยาก็ไม่กล้าเรียกแก้วดวงจิตออกมาใช้งานอีกเลย เพราะจำได้ว่าแก้วดวงจิตเคยบอกกับตนว่า หากแก้วดวงจิตดับ นางก็จะตาย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าแก้วดวงจิตมีสีอ่อนจางจึงไม่กล้าเรียกมันออกมาใช้อีก
ยามนี้โจวจวินและบุตรชายกำลังนั่งฉีกเศษผ้าเป็ชิ้นๆและช่วยกันพันผ้าให้เป็เชือก เพราะทุกคนบนเรือชื่นชอบเปลที่เจิ้งฝูหลิงนำไปนอนมาก ยามนอนมีลมพัดผ่านร่างทำให้ไม่ร้อน ยามนอนก็ไม่ปวดหลังเหมือนกับนอนไม้กระดานแข็งกระด้าง และยังใช้พื้นที่ไม่มาก เรือสินค้าเป็เรือไม้ขนาดใหญ่ที่มีเสาและมีคานมากมาย ดังนั้นจะผูกแขวนเปลนอนตรงไหนก็ได้
เจิ้งฝูหลิงเป็คนพูดเก่งอัธยาศัยดี และมีหัวทางการค้า เริ่มแรกเขานำเปลไปมอบเป็ของขวัญให้ลูกพี่หู่ เมื่อเห็นลูกพี่หู่ใช้นอนเล่นในยามกลางวัน และยังนำไปผูกนอนตอนกลางคืนเมื่อเขานอนไม่หลับ หลายๆคนจึงอยากมีบ้าง
เจิ้งฝูหลิงจึงให้น้องสาวและมารดาของเขาช่วยกันนั่งถักเปลให้เขานำไปขาย โดยขายบนเรือไม่แพงนักเพราะใช้เชือกที่ทำจากเศษผ้าที่ไม่ค่อยมีราคา เขาซื้อเศษผ้ามาในราคา 5ตำลึงเงิน และขายเปลอันล่ะ100 อีแปะหรือ 1ตำลึงเงิน เศษผ้าที่ซื้อมาทำเปลได้เกือบ 20 กว่าอัน จึงมีกำไรเกินครึ่ง
"อาผิง พี่รองขายเปลของเ้าหมดแล้ว 20 อัน พี่รองขอหักค่าผ้าไป 5 ตำลึงเงิน อ่ะนี่ส่วนของเ้า"
เจิ้งฮุ่ยผิงมองเงินที่อยู่ในมือพี่ชายคนรอง ที่ยามนี้มี15 ตำลึงเงิน นางจึงผลักออก และพูดว่า "พี่นำเงินจำนวนนี้ไปใช้เถิด ถือว่าเป็ค่าเหนื่อยที่พี่เป็คนนำไปขาย อีกอย่างการถักเปลนี่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร มีอะไรให้ทำจึงไม่เบื่อ ดีกว่านั่งอยู่บนเรือเฉยๆ"
เจียงฝานอมยิ้มและบอกบุตรชายคนรองว่า "เ้าเอาไปเถิด ยามนี้น้องสาวเ้ายังไม่ขาดเงินในมือ ครอบครัวน้องสาวของเ้ายังต้องพึ่งพาเ้าในวันหน้าอีกมาก"
เจิ้งฝูหลิงไม่ยอมรับเงิน แต่ก็เถียงสู้คนอื่นไม่ได้ เขาจึงนำเงินที่ขายเปลได้กลับไป ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง ในมือมีผ้ามาสามพับ เขายื่นมันส่งให้น้องสาวและพูดว่า "ผ้าเหล่านี้ข้าซื้อมาจากพ่อค้าผ้าในเรือ ราคาไม่แพงมาก เ้านำไปตัดชุดใหม่ให้หลานๆใส่ หากไม่พอให้บอกพี่รอง จะได้ไปซื้อเพิ่ม"
เจิ้งฮุ่ยผิงจึงรับผ้ามาอย่างจำใจ ก่อนจะพูดคุยสอบถามเื่ทั่วไป และได้รู้ว่าพี่รองของนางเดินทางมาในเรือลำนี้เพื่อมาทำการค้าด้วย เขานำพวกหนังสัตว์และเขาสัตว์มาขาย พอมีกำไรบ้างเล็กน้อย
"พี่รองค่าห้องบนเรือและค่าใช้จ่ายที่ซื้ออาหาร พี่รองช่วยคำนวนให้ข้าด้วยเ้าค่ะว่าเป็เงินเท่าไหร่ ข้าจะได้เตรียมเงินจ่ายได้เพียงพอ"
"เ้าไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ต่างรวบรวมเงินมามอบให้ข้าจ่ายเพื่อเ้าและท่านแม่แล้ว"
"จะใช้เงินของท่านพ่อและพี่ใหญ่พี่รองได้อย่างไร พวกท่านก็ไม่ได้มีชีวิตร่ำรวยหรูหรามากนัก พี่ใหญ่ยังมีบุตรชายอีกสองคนให้เลี้ยงดู พี่รองเองก็มีบุตรชายแล้วหนึ่งคน แค่พี่รองมารับข้าด้วยตัวเอง เสียเวลาทำการค้าของพี่รองไปตั้งเท่าไหร่ เงินส่วนนี้ให้ข้าจ่ายเถิดเ้าค่ะ ข้าพอมีเงินเก็บมาบ้าง"
"เ้าเก็บเงินไว้เถิด เห็นน้องเขยบอกกับข้าว่า เขาจะไปตั้งบ้านใหม่ที่หมู่บ้านเถียนซี พวกเ้ายังต้องซื้อที่ ยังต้องสร้างบ้าน และน้องเขยคิดจะทำโรงตีเหล็ก นั่นต้องใช้เงินทั้งนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเ้าก็ส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านไม่ใช่น้อย ตอนนี้ฐานะทางบ้านเจิ้งของเราไม่ได้แย่และลำบากเหมือนเมื่อก่อน เ้าวางใจเถิดเงินส่วนนี้พวกพี่ชายและท่านพ่อยินดีจ่ายให้ครอบครัวเ้าและท่านแม่"
"แต่ว่า..." เจิ้งฮุ่ยผิงกำลังจะพูดโต้แย้ง
"อาผิง เ้าอย่าเกรงใจพ่อกับพี่ชายของเ้านักเลย หนนี้ให้พวกเขาออกไปก่อนเถิด อาหลิงพูดถูก เ้ายังต้องใช้เงินอีกมาก" เจียงฝานเอ่ยขัดคำพูดของบุตรสาว และตบลงไปบนมือของเจิ้งฮุ่ยผิงเบาๆ ปกติเจียงฝานจะเรียกบุตรสาวแท้ๆของตนว่าฮุ่ยผิง แต่ยามนี้นางเปลี่ยนมาเรียกบุตรสาวคนนี้ว่าอาผิง
โจวจวินขมวดคิ้ว ก่อนจะเรียกภรรยาของตนว่าอาผิงตามเจียงฝานผู้ที่เป็แม่ยายของตน "อาผิง ทำตามที่พี่รองพูดเถิด เ้าวางใจได้วันหน้าครอบครัวของเราต้องตอบแทนท่านพ่อพี่ใหญ่และพี่รองอย่างดีแน่นอน"
เจิ้งฝูหลิงเห็นน้องสาวยังมีสีหน้าเกรงใจอยู่จึงพูดว่า "ในเมื่อเ้าเกรงใจพี่รองเช่นนี้ เอาอย่างนี้พี่รองคิดจะขายเปลเพิ่มอีก หากเรือสินค้าจอดแวะเทียบท่า พี่รองจะนำเปลที่เ้าทำนำไปขายแลกเงิน ดังนั้นเ้ากับท่านแม่ช่วยนั่งถักเปลให้พี่รองเพิ่มดีหรือไม่"
"ได้เ้าค่ะ เรือสินค้ายังจะมีแวะเทียบท่าเรือที่อื่นอีกหรือเ้าคะ"
"ใช้แล้ว อีกสองสามวันจะมีเทียบท่าเรืออีกแห่ง หากเ้าสนใจก็ลงไปเดินเที่ยวดูสินค้าแปลกตาได้"
"เ้าค่ะ พี่รองผ้าที่พี่นำมาให้ข้าถักเป็เปลใกล้จะหมดแล้วพี่รองคงต้องไปหาซื้อมาเพิ่มให้ข้าแล้วเ้าค่ะ"
"ได้เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจเ้าแล้ว จะซื้อมาเยอะๆหน่อย ฮ่าๆ นำไปขายที่ท่าเรือน่าจะได้กำไรมากกว่านี้ แต่ไม่ต้องฝืนร่างกายทำจนเหน็ดเหนื่อยล่ะ เงินสำคัญแต่สุขภาพร่างกายสำคัญยิ่งกว่า"
เจียงฝานอมยิ้มและพูดว่า "อาหลิง ถ่านที่ใช้ต้มน้ำใกล้จะหมดแล้ว เ้าซื้อมาเพิ่มด้วย แล้วก็ซื้อขิงมาเพิ่มอีก น้องสาวของเ้าต้องกินน้ำขิงเพื่อเรียกน้ำนม"
โจวจวินได้ยินอย่างนั้นจึงลุกขึ้น และนำห่อผ้ามาเปิดก่อนจะส่งเงินหนึ่งตำลึงทองให้เจิ้งฝูหลิง "ค่ากินและของใช้ พวกข้าขอจ่ายเอง หากไม่พอพี่รองมาเอาที่ข้าเพิ่มได้"
"โอ้ว นี่มันคือเงินหนึ่งพันอีแปะเชียวนะ ซื้อขิง 1 จิน ราคาแค่ 5 อีแปะเท่านั้น ถ่านหนึ่งชั่ง 30อีแปะ น้องเขยไม่จำเป็ต้องให้เงินข้าเยอะถึงเพียงนี้หรอก"
"ข้าไม่มีเศษเงิน" โจวจวินพูดสั้นๆแล้วกลับนั่งทำเชือกจากเศษผ้าต่อ
"........" เจิ้งฝูหลิง
"เอิ่ม...สามีของข้าแลกเงินตำลึงทองมาไว้ในมือเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง จึงไม่ได้แลกเงินอีแปะหรือตำลึงเงินมาไว้นะเ้าค่ะ เขาเป็คนพูดห้วนๆสั้นๆ เพราะยังพูดภาษาของเราไม่เก่ง พี่รองอย่าโกรธเคืองเขานะเ้าคะ"
โจวจวินเลิกคิ้วและหันไปมองหน้าภรรยาของตน ส่วนเจิ้งฝูหลิงมองเห็นแผลเป็บนใบหน้าของน้องเขยแล้วเขารู้สึกกลัวเล็กน้อยก่อนจะฝืนยิ้มพูดว่า
"เื่เล็กน้อยๆ พี่รองจะโกรธเขาไปทำไม ฮ่าๆพี่รองขอตัวเพื่อไปหาซื้อผ้ามาให้เ้าเพิ่มก่อนนะ รวมถึงซื้อถ่านและขิงด้วย" เมื่อพูดจบ เจิ้งฝูหลิงก็รีบเดินออกจากห้องไปทันที
เจียงฝานหันมาพูดกับโจวจวินว่า "อาหลิงขี้ขลาดแต่เขามีจิตใจดี ท่าน..เอ้ย ลูกเขยอย่าถือสาเขาเลยนะ เขาอาจจะพูดมากไปสักหน่อย"
"อืม เขาเป็คนดี" โจวจวินพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะก้มหน้าทำเชือกจากเศษผ้าให้ภรรยาต่อไป และเริ่มศึกษาวิธีการถักเปล เพราะเขาอยากให้ภรรยาของเขาได้นอนพักผ่อน งานไหนที่เหนื่อยเขายินดีจะทำแทนนางเอง
โจวจื่อหวายรู้สึกง่วงนอน จึงปีนขึ้นไปนอนบนเปลก่อนจะดึงเชือกของเปลน้องสาวแก่วงไกวไปมาทำให้เปลของเขาขยับตามไปด้วย เจียงฝานจึงรีบดึงเชือกให้เปลของหลานทั้งสองคนแกว่งไกว เพื่อให้เด็กน้อยทั้งคู่นอนหลับสบาย
ั้แ่ที่โจวจื่อหยาสนทนากับเจิ้งฮุ่ยผิงได้ เวลานางหิวหรือจะขับถ่าย ก็จะส่งคำพูดไปทางความคิดเพื่อบอกมารดา หลังจากนั้น โจวจื่อหยาก็ไม่ร้องไห้อีกเลย ทำให้คนอื่นๆแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องให้ดังมาออกจากห้องนี้เลย
หมายเหตุ :ค่าเงินในนิยายเื่นี้ (เื่สมมุติ)
1 ตำลึงเงิน = 100 อีแปะ
1 ตำลึงทอง = 1,000 อีแปะ
1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน