ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/06/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 2
แสงเช้ากรองผ่านผ้าม่านหนาสีงาช้าง ลำแสงบางเบาทอดลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อนราวมีเจตนา ซ้ำยังตกกระทบแนวสันกระดาษเอกสารหนาราวสมุดสัญญาเช่าตึกสำนักงาน
วินนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่ง แขนไขว้ พิงพนักพอให้หลังพ้นจากขอบโต๊ะ ในขณะที่ธา เ้าของที่พัก และเ้าของลมหายใจเมื่อคืน นั่งเรียบเฉยฝั่งตรงข้าม ริมฝีปากผ่อนตรงจนดูคล้ายทนายที่รอจำเลยเซ็นเอกสารยอมรับความผิด
“เอกสารนี้ใช้คู่กับแอปในบราเซอร์” ธาพูดช้า ๆ แต่น้ำเสียงไม่ยืดเยื้อ “วินต้องอ่านให้ครบ...ก่อนจะลงชื่อยินยอม”
“สัญญาเข้าคุกเหรอ”
เสียงโอเมก้าด้านตรงข้ามดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเรียบนิ่ง มันไม่ถึงกับแข็ง แต่น้ำเสียงกระแทกที่ปลายคำชัดเจน ราวกับกำลังตั้งใจให้หล่นตรงเป้าหูอีกฝ่าย
ธาไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงวางแท็บเล็ตบนโต๊ะ ลากปลายนิ้วเลื่อนแอปแล้วดันให้หน้าจอหันไปทางวิน
“สมาร์ตวอตช์ที่ใส่อยู่จะเชื่อมกับบัญชีของผมโดยตรง ระบบซิงค์อัตโนมัติทุกสี่ชั่วโมง ถ้ามีความผิดปกติ ผมจะรู้ทันที”
“ถ้ามีความผิดปกติจะล็อกตัวเลยไหม หรือแค่กดปุ่มเปิดแก๊สให้หมดสติ?”
วินประชดเบา ๆ โดยที่มือยังไม่แตะเอกสารแม้แต่นิด ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาแฝงวูบไฟไว้ข้างใน สีหน้าที่จงใจไม่ขัดขืน...แต่อะไรบางอย่างในแววตาเหมือนประกาศกร้าว
“ถ้าอยากให้ผมเลิกจับตา วินก็แค่ไม่ต้องหนี” น้ำเสียงของธานิ่งแต่ลึก “ผมมีธุรกิจร้อยล้านที่ต้องรักษา ไม่มีเวลาตามใครทั้งวัน”
“แต่มีเวลาพิมพ์กฎยาวกว่าสัญญาร่วมทุน”
“เพราะมันไม่ใช่แค่ชีวิตผมมันเกี่ยวกับชีวิตของคุณด้วย”
ครั้งแรกที่วินชะงัก เงียบวูบครู่เดียวเหมือนถูกตัดลมหายใจ แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ แต่ฟังดูแข็งกระด้างกว่ารอยยิ้มเยาะเสียอีก
“คุณกลัวผมจะตาย หรือกลัวผมจะทำให้ภาพลักษณ์ 'คู่พันธะต้นแบบ' ของคุณพังกันแน่?”
คราวนี้เป็ฝ่ายธาที่เงียบ แต่ไม่ใช่เพราะไม่กล้าตอบ...แต่เหมือนกำลังเลือกว่าจะพูดอะไรแล้ว ‘ไม่เกิดความโมโห’
มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มวางลงบนโต๊ะ ดันปากกาหรูสีดำไปตรงกลางเอกสาร “เลือกได้นะ...จะไม่เซ็นเลยก็ได้ ถ้ายอมให้ระบบบันทึกว่าคุณปฏิเสธแผนดูแลตัวเองแล้ว ผมจะไม่บังคับ”
คำพูดสุดท้ายเหมือนร่างแปรความรับผิดชอบไปไว้ในมือวิน โดยที่มือเขายังขาวสะอาด
วินเหยียดริมฝีปาก ไม่พูดอีกสักคำ แต่เอนตัวไปหยิบปากกานั้นขึ้น...นิ้วแตะปลายเดียวกันกับที่ธาจับไว้เมื่อครู่ และเขาไม่ขยับหลบ
นิ้วทั้งสองชนกันแ่ ๆ ความเย็นจากโลหะสะท้อนกับอุณหภูมิปลายนิ้วที่ไม่เท่ากัน
แค่ปลายปากกาแท่งเดียว...แต่ระยะห่างของใจเหมือนยังไม่ขยับไปไหน
เขาไม่ยอมพูดอะไร กระทั่งปากกาในมือขีดลงบนกระดาษ ไม่ใช่เพื่อลงชื่อ...แต่เป็เส้นขวางกลางกฎข้อหนึ่ง
'ห้ามแก้ไขกฎโดยพลการในระยะเวลาพันธะ 1 ปี'
...เส้นแดงถูกขีดทับตรง ๆ
ก่อนที่เขาจะเขียนกำกับไว้ด้วยลายมือของตัวเองแบบตัวพิมพ์ใหญ่
‘อนุญาตให้เจรจาใหม่ได้ทุกสิ้นเดือน’
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาธาทันที ไม่ได้ขอ ไม่ได้ง้อ แต่ในแววตาเต็มไปด้วยคำถามเงียบ ๆ ว่า ‘จะยอมไหม’
“นี่มันไม่ใช่การเจรจา” ธาพูดเรียบ ๆ
“งั้นคุณก็แค่เซ็น...แล้วถือว่าผมคืออีกหนึ่งความเสี่ยงที่คุณต้องแบกไว้”
ถ้อยคำราวกับพุ่งเข้าช่องว่างกลางอก และที่น่าหงุดหงิดที่สุด...คือมันไม่ผิดเลย
ชายหนุ่มหยิบปากกาแท่งเดียวกันนั้นขึ้น จากปลายที่ยังอุ่นมืออีกฝ่าย เขาวางลายเซ็นตัวเองลงบนช่องสุดท้ายโดยไม่ถอนสายตาจากอีกฝ่ายแม้แต่วินาทีเดียว
วินมองกระดาษนั้นครู่หนึ่ง เหมือนไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างธา...ยอมเปลี่ยนกฎ
...แม้เพียงข้อเดียว
“นี่คือครั้งแรก” ธาพูดขึ้น คล้ายตอบความเงียบในอากาศ “ที่ผมงอหลักการตัวเอง...เพราะโอเมก้าคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าโลกนี้มันไม่อนุญาตให้คุณรอดด้วยการฝืน”
ชายหนุ่มดันกระดาษกลับไป วางลงตรงหน้าเขาอย่างเงียบเชียบ
วินมองมันเหมือนกระดาษแผ่นนั้นมีน้ำหนักพันตัน หนักพอจะกดทับชีวิตใครไว้กับที่ตลอดหนึ่งปี
...แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธมันอีก
ไม่พูด ไม่ถอนหายใจ ไม่ก้มหน้ายอมรับ
เขาเพียงแค่หยิบเอกสารขึ้นมา แล้ววางซ้อนกันเป็ตั้ง ชิดขอบโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืน พร้อมดันเก้าอี้ให้เข้าที่เดิมช้า ๆ
“ถ้ามีข้อไหนที่ผมฝืนใจเกินไป ผมจะแก้ใหม่สิ้นเดือนหน้า”
แล้วเดินจากไป...เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ธามองตามแผ่นหลังนั้น โดยไม่พูดอะไร
ไม่มีคำดุ ไม่มีคำห้าม ไม่มีคำสั่ง...
แต่สายตา ยังคงตรึงแน่นอยู่ตรงตำแหน่งเดียว
...และนั่นอาจหนักยิ่งกว่าคำพูดทั้งหมดที่เขาเคยใช้
เสียงจิกรองเท้าหนังของธาเคลื่อนเบา ๆ บนพื้นกระเบื้องหินขัด เสียงที่เพิ่งผ่านมาไม่นานแต่ยังติดหูวินอยู่ตอนนี้...เพราะมันดังขึ้นหลังจากประโยคสุดท้ายของอีกฝ่ายเมื่อคืน ประโยคที่เขาเลือกจะไม่พูดถึง
แสงเช้าเจิดจ้าส่องทะลุกระจกสูงรอบด้านของห้องประชุมบนชั้น 49 แผงจอ Hologram กลางโต๊ะไม้ลายเปลือกไม้โอ๊คแสดงรายงานความเคลื่อนไหวของโปรเจกต์อาเซียนต่อเนื่องเหมือนจะให้รู้ว่า วิน ชวกร ธาดารัตน์ ไม่มีที่ให้ซ่อนหายอีกต่อไปแล้ว
"เข้าใจนะครับว่าบริษัทเรายินดีรับโอเมก้ามาร่วมทีม แต่โครงการอาเซียนเป็หัวโครงการระดับ A-class" หนึ่งในบอร์ดบริหารฝั่งการเงินเอ่ยขึ้นขณะเอนหลังพิงเก้าอี้ ผิวปากน้อย ๆ อย่างจงใจ “ไม่ง่ายสำหรับคนไม่มีประสบการณ์”
วินยืดหลังตรง เสียงหัวใจเต้นรัวเป็จังหวะที่เขาไม่อยากได้ยินข้างในตัวเอง มือข้างหนึ่งแนบอยู่ใต้โต๊ะกำชายเสื้อสูทตัวเองแน่น...เขาคุ้นเคยกับเสียงแทรกดูแคลนแบบนี้ดี แต่ในห้องที่มีสายตาธาอยู่ด้วย มันกลายเป็บาดลึกมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“วินเพิ่งจบหลักสูตรภาษีดิจิทัลของ MIT [1] ผ่านการรับรองโดย AIIB Certification Board [2] ภาคพิเศษ” ธาเอ่ยเสียงเรียบ มือขวาวางบนโต๊ะอย่างมั่นคง “และโปรเจกต์ที่คุณยกมาอ้างว่าเสี่ยง ถูกเสนอให้เราลดต้นทุนด้วยระบบบันทึกภาษีแบบเรียลไทม์อยู่พอดี”
"แล้วเด็กใหม่จะไหวหรือครับ? ถ้าเข้าไปแล้วเกินแรง...จะลากทั้งโปรเจกต์ลงไปด้วยหรือเปล่า?"
คำว่า เด็กใหม่ ถูกบิดให้เฉือนเฉียบ วินสบตาบอร์ดที่พูดตรง ๆ แบบไม่หลบตา "ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังวัดศักยภาพจากอายุ หรือจากเพศรอง แต่ถ้าคำถามคือ ‘ไหวไหม’ ผมขอตอบผ่านกราฟดีกว่า"
มือข้างหนึ่งเลื่อนแท็บเล็ตส่วนตัวเข้าหาจอ Hologram ปลายนิ้ววินแตะบนหน้าจออย่างมั่นคง แสดงกราฟรายงาน ‘ภาษีดิจิทัลกลุ่มประเทศ AEC’ พร้อมการเปรียบเทียบอัตราเรียกเก็บคืนภาษีในโซนพัฒนาใหม่ โดยข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงรายงานสดของปีนี้
แสงโฮโลแกรมสะท้อนแววตาเงียบของธา มือเขาแตะโต๊ะเบา ๆ นิ้วเรียวยาวโน้มเข้าหาฝั่งที่วินยืนอยู่ คล้ายจะบังมุมมองสายตาจากบอร์ดฝั่งตรงข้ามที่จ้องมาอย่างตีตรา
"รายงานที่เห็น ผมเป็คนสรุปด้วยตัวเองทั้งหมด โดยใช้สูตรใหม่ของการปรับภาษีจาก Carbon Credit Swap [3] ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนเริ่มพิจารณา" วินพูดชัดทุกคำ "ถ้ากังวลว่าเด็กอย่างผมจะลากโปรเจกต์พัง ลองตั้งคำถามที่ยากกว่านี้ก็ได้ครับ"
"เหรอครับ..." เสียงหนึ่งในบอร์ดหัวเราะแห้ง "แล้วสมมติ รัฐเปลี่ยนโครงสร้างภาษีแบบกระทันหัน เช่น ลด VAT จาก 7% เหลือ 5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีผลต่อกลยุทธ์เรายังไง?"
แทนที่จะตอบตรง วินเรียกภาพซ้อนอีกชุดขึ้นมาแสดง Simulation กราฟโครงสร้างผลกระทบของการลด VAT ใน 3 ระดับ พร้อมเปรียบเทียบผลกระทบระหว่างองค์กรที่ใช้ระบบ SmartTax กับองค์กรที่ยังยื่นด้วยมือ
แสงไฟสีฟ้าเรืองบนจอ สะท้อนสีหน้าเงียบกริบของบอร์ดที่เคยถาม
"ผลคือ..." วินจบด้วยการซูมจุดตัดกราฟที่ทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนภาษีได้ราว 8.7% โดยไม่ต้องลดจำนวนพนักงาน
เงียบทั้งห้อง
เหมือนเสียงตอบนั้น หนักเกินคำพูด
ธาโน้มตัวเล็กน้อยในแบบที่ไม่เคยทำ หัวไหล่กว้างบังสายตาครึ่งโต๊ะของวินจากอีกฝั่ง
“...คุณได้ตำแหน่ง Co-lead เรียบร้อยแล้ว” บอร์ดที่เคยพูดดูแคลนสบตาวินอีกครั้ง “แค่...อย่าลืมว่าโต๊ะนี้มีแต่คนพร้อมขย้ำถ้าคุณพลาดนะครับ”
"ผมไม่ลืมครับ" น้ำเสียงวินนิ่งสนิทเหมือนอุณหภูมิพื้นหินเย็น "แต่ถ้าจะขย้ำใคร...ผมคงไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่ายนัก"
หลังประชุมจบลง เสียงจิกรองเท้าหนังของธาเคลื่อนไปข้างวินอีกครั้ง ช้าแต่มั่นคง ดวงตาคมเฉียบมองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิม ไม่พูดอะไรแม้แต่นิดเดียว แต่จังหวะที่เขาเปิดประตูให้ก่อนกลับมีน้ำหนักแปลกประหลาดแทรกอยู่ในความเงียบ
ขณะเดินออกจากห้อง วินเหลือบตาดูเงาสะท้อนของตัวเองบนผนังกระจกเงา และเห็นว่า...ธายังคงยืนอยู่ข้างหลังในระยะที่บังได้หากมีใครหันมามอง
มันไม่ใช่คำพูด
แต่มันคือ การยืนอยู่ อย่างชัดเจน
...ภายนอกหน้าต่าง ฝนปรอยลงเรื่อย ๆ ราวกับโลกก็ยังลังเลจะหยุดหรือเทกระหน่ำ
แสงไฟจากโคมข้างโต๊ะสะท้อนเงาของร่างสูงโปร่งที่นั่งหลังตรงนิ่งเงียบอยู่คนเดียวตรงโต๊ะทำงาน
สมุดปกแข็งที่ถูกเปิดกางอยู่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยตัวเลขสีหมึกหลากเฉด
มีทั้งรายได้ รายจ่าย โครงการพิเศษ ค่าคอมมิชชัน และยอดที่ถูกวงด้วยปากกาแดงตรงมุมล่างสุดของหน้า
15% ใน 6 เดือน
วินจ้องตัวเลขนั้นอยู่นาน สีหน้าไร้รอยหวั่นไหวแต่ไม่ใช่เพราะไม่กลัวแค่กลัวจนชิน
มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผม ขณะที่อีกข้างถือปากกาค้างอยู่กลางอากาศ เหมือนสมองกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ไม่ควรมีน้ำหนัก
“ถ้าตัดค่ากาแฟ...กับข้าวเย็นที่ไม่ได้กินอยู่แล้ว...”
เสียงพึมพำในลำคอของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
นิ้วเรียวเริ่มขีดฆ่าบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า ทั้งค่าเดินทาง ค่าเน็ตเสริม ค่าบริจาค ค่าคอร์สเรียนพิเศษออนไลน์ที่ตั้งใจจะใช้พัฒนา CV [4] ในอนาคตวินขีดทิ้งทุกบรรทัดที่ไม่มีคำว่า ‘จำเป็’
แต่พอถึงบรรทัดหนึ่ง...เขาหยุด
“...ค่ายา”
ปลายนิ้วค้างบนกระดาษ
ภาพห้องปลอดเชื้อเมื่อวันนั้นผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องเรียก
‘ถ้าฮีทรอบหน้ามาโดยไม่มีอะไรช่วย ก็คงตาย...’
เขาหลับตาแน่น สูดหายใจเข้าลึกแล้วขีดทิ้งคำนั้นช้า ๆ
เหมือนขีดลมหายใจตัวเอง
กระดาษเริ่มยับตรงมุมขวาบนเพราะแรงกดฝ่ามือที่ตั้งใจจะมั่นคง แต่กลับกลายเป็สั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นเอง...เสียงฝีเท้าที่ย่ำมาอย่างเงียบเชียบก็หยุดลงด้านหลัง
เขาไม่ได้หันกลับไปดู
แต่รู้ทันที...ว่าใคร
ความเงียบที่วาบเข้ามาอย่างเฉียบพลันกลับกดทับได้มากกว่าคำพูดใด ๆ
เงาร่างสูงของธาทาบซ้อนลงบนกระดาษตรงหน้า แสงไฟสีอบอุ่นจากโคมบนโต๊ะกระทบตัวเลขที่ถูกวงไว้เป็วงกลมใหญ่ด้วยปากกาแดง
“...ทำไมถึงต้องรีบขนาดนั้น”
น้ำเสียงของธาไม่ได้ดังนัก แต่กลับชัดเจนจนรู้สึกเหมือนหันมีดเข้ากลางอก
วินยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าว่างเปล่าอย่างตั้งใจราวกับซ่อนทุกอย่างไว้หลังกรอบแว่นใสที่เริ่มมีฝ้าจากไอร้อนของลมหายใจ
“คุณเคยอยู่ในพันธะไหมครับ”
คำถามสวนกลับไม่้าคำตอบ
“...มันเหมือนหายใจในถุงพลาสติก” เขาหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ตาไม่ยิ้ม “ไม่ตายหรอกครับ แต่เหนื่อย...ทุกวัน”
ธาไม่ตอบในทันที
เขาแค่ขยับเข้ามาเงียบ ๆ แล้วหยุดอยู่ด้านข้าง ก่อนจะยืนมองตัวเลขวงแดงในความเงียบ
"ผมเห็นแล้ว" ธาพูดเรียบ ๆ
"เห็นอะไรครับ"
"แสงเดียวกันที่ส่องสองเงา..."
คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้มีคำอธิบาย ไม่มีเหตุผล แต่กลับทำให้มือที่จับปากกาของวินแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
เขาไม่ได้ถามต่อว่าหมายถึงอะไร ไม่ได้พูดตอบหรืออธิบายอะไรกลับไป
แค่ค่อย ๆ ปิดสมุดเล่มนั้นลงช้า ๆ เหมือนยอมรับว่าการต่อสู้นี้ไม่มีใครต้องรู้เห็น นอกจากตัวเอง
แต่ในความเงียบ...เสียงถอนหายใจของธาก็ดังพอจะได้ยิน
เหมือนเขาเองก็ไม่ได้ชอบอะไรที่เห็นเช่นกัน
[1] MIT (Massachusetts Institute of Technology) คือมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลกจากอเมริกา โดดเด่นเื่เทคโนโลยี วิศวกรรม และนวัตกรรมล้ำยุค ถ้าเรียนจบจากที่นี่ = เหมือนติดปีกให้โปรไฟล์
[2] AIIB Certification Board คือหน่วยรับรองคุณวุฒิจากธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank) คล้ายกับ “ใบเซ็นรับประกัน” ว่าหลักสูตรที่จบมีมาตรฐานระดับสากล ใช้ได้ในหลายประเทศ
[3] Carbon Credit Swap คือระบบแลกเปลี่ยนสิทธิการปล่อยคาร์บอน เช่น ประเทศที่ปล่อยน้อยเอาสิทธิไปขายให้ประเทศที่ปล่อยเยอะ เพื่อให้ทุกประเทศมีแรงจูงใจลดมลพิษลง เหมือนตลาดแลก “โควตาอากาศสะอาด”
[4] CV หรือ Curriculum Vitae คือเอกสารที่รวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการศึกษา ทักษะ และประสบการณ์ทำงานที่ใช้สมัครงานหรือเรียนต่อ คล้าย ๆ “เรซูเม่” แต่ละเอียดกว่า เหมือนโปรไฟล์ชีวิตที่ใช้บอกคนอื่นว่าเราเก่งอะไร เคยทำอะไรมา และเหมาะกับโอกาสที่สมัครมากแค่ไหน