ตอนที่ 118
กลางหุบเขา...
การปรากฏตัวของวิญญาณอสูรฟ้าขนาดมหึมาบนยอดเขา แน่นอนว่าจากตำแหน่งช่วงกลางหุบเขาก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างแช่มชัดดวงตาของสามผู้เยาว์ที่กำลังรักษาฟื้นฟูร่างกายตัวเองในขอบข่ายอาคมเบิกโพลงด้วยท่าทีครั่นคร้ามกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านมาจนถึงจุดที่ทั้งสามคนอยู่อย่างชัดเจน...
“นะ...นั่นมันตัวอะไร!! ทำไมจึงน่ากลัวเช่นนั้น!!” ฉีลู่ชิง เสียงสั่นเครือ
เหยาซาน กดหัวคิ้วต่ำลงสัมผัสได้ถึงความอันตราย...
“ไปกันเถอะ รีบไปจากเขาหมิงซาน... ไม่มีสิ่งใดที่พวกเราจะทำได้อีกแล้ว”
ภายใต้การตัดสินใจร่วมกัน ทั้งสามคนเลือกที่จะฝืนความอ่อนล้ามุ่งหน้าลงเขาอีกครั้งโดย เหยาซาน ยังคงหอบร่างของ เฝิงน้อย ที่แม้จะได้สติขึ้นมาแล้วแต่ก็บาดเจ็บเกินกว่าจะบินได้...ตัดสินใจมาเฝ้ารอยังตำแหน่งที่เก๋งเกี้ยวจอดรออยู่ ซึ่งที่นั่นมี มือปราบหนุ่มที่รอดชีวิตกลับมาได้รออยู่ด้วยเช่นกัน...
การต่อสู้บนยอดเขาสั่นไหวรุนแรงทุกหย่อมหญ้า ทั้งเขาหมิงซานยังถล่มพังทลายไปอีกหลายส่วนหาก เหยาซาน ไม่รีบตัดสินใจหลบหนีออกมาจากตำแหน่งเดิมอาจเกิดอันตรายจากหินผาที่ถล่มครั่นครื้นไปรอบทั้งเขานี้... จากระยะที่ทุกคนอยู่ยังสามารถเฝ้ามองเห็นร่างขนาดมหึมาของ วิญญาณอสูรฟ้าอยู่ไกล ๆ ทั้งยังมองเห็นวิหคสายลมเก้าตน ที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์กลายเป็นกระบี่สีเขียวขนาดใหญ่เก้าเล่มแผ่พลานุภาพเกรียงไกรไร้สิ้นสุด กระหน่ำฟาดฟันอสูรร้ายตนนี้รอบทิศทาง
กว่าครึ่งชั่วยามในการเผชิญหน้า ท้ายที่สุดวิญญาณอสูรฟ้า ก็มิอาจต่อต้านพลันแตกสลายกลายเป็นอณูวิญญาณกระจัดกระจายเลือนหายไป... แม้วิญญาณอสูรฟ้าจะแข็งแกร่งมากแต่อย่างไรก็เป็นเพียงอสูรที่มีสติปัญญาต่ำต้อย ไหนเลยจะเทียบเคียงกับยอดฝีมือชั้นนำของยุทธภพผู้ที่เข้าสู่ชนชั้นราชันย์ขั้นสูงสุดอย่าง เป่ยเตียวหุย ถึงจะใช้เวลาไม่น้อยแต่ก็สามารถเอาชนะได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร...
ชายชรากลายเป็นแสงสีเขียวพุ่งทะยานกลับลงจากเขาอย่างรวดเร็วใบหน้ามืดดำอย่างยิ่ง ไหนเลยจะไม่ทราบว่าศัตรูเพียงแค่ต้องการจะถ่วงเวลาตนเพื่อที่จะหลบหนีแต่ก็ไม่อาจปล่อยให้อสูรระดับนี้หลุดออกไปจากเขาหมิงซานสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นจึงต้องเลือกเผชิญหน้าเพื่อกำจัดให้สูญสิ้น...
“หากเจอกันคราวหน้า ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!!” เป่ยเตียวหุย ก่นด่าอยู่ภายในใจแม้จะไม่รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่าย ทว่าก็ยังมีใบหน้าของบุคคลที่มีพลังปราณและเคล็ดวิชาในรูปแบบที่ใกล้เคียง2-3 คนในยุทธภพ ลอยขึ้นมาในหัว ปักใจว่าจะต้องเป็นหนึ่งในคนเหล่านี้เป็นแน่แท้เหลือก็แต่เพียงหลักฐานที่จะชี้ชัดตัวตน...
เมื่อทั้งสามผู้เยาว์และมือปราบหนุ่ม เห็น เป่ยเตียวหุยกลับมาด้วยสภาพที่อ่อนกำลังไปเล็กน้อย แต่ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความดีใจอย่างยิ่งรีบประสานมือทำความเคารพอย่างเหมาะสมอีกครั้ง...
“คารวะท่านผู้อาวุโสเป่ย”
ชายชรายิ้มรับ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ หลังยืนยันสถานการณ์ทั้งหมดเรื่องการกำจัด7 พี่น้องตระกูลสู่ได้ครบถ้วน ก็พาทุกคนขึ้นเก๋งเกี้ยวออกจากพื้นที่ มุ่งหน้ากลับเมืองหลวงพร้อมกันทันที...
ระหว่างเส้นทางกลับ หญิงสาวทั้งสองรู้สึกหนักอึ้งในใจอยู่ไม่น้อย ความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นที่หอบหิ้วมาทำภารกิจพิเศษครั้งนี้ท้ายที่สุดกลับพบว่าตนเองยังอ่อนแอยิ่งนัก ทำได้เพียงเป็นตัวถ่วงของ เหยาซานเท่านั้น...
ยิ่งอีกฝ่ายไม่กล่าวสิ่งใดโทษพวกนางเลย นอกเสียจากยิ้มให้กับพวกนางอย่างอ่อนโยนทั้งยังเข้ามาเอ่ยปากขอบคุณที่ช่วยเหลือตอนสู้กับ สู่เหยียนกุ่ย ด้วยซ้ำมันยิ่งทำให้พวกนางเต็มไปด้วยความรู้สึกข่มขื่นที่สลับซับซ้อน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ควรจะเป็นพวกนางมากกว่ามิใช่หรือที่ต้องเอ่ยขอบคุณ...
เตียซวงซวง ถอนหายใจหนักพลางยืดตัวคล้ายบิดขี้เกียจภายในเก๋งเกี้ยวจนเรือนกายเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสาวแรกรุ่นที่เด่นชัด ทำเอามือปราบหนุ่มรีบก้มหน้าลงด้วยท่าทีเลิ่กลั่กทันที ไม่กล้าดันมองตรง ๆ ซึ่งเวลานี้ในเก๋งเกี้ยวที่แค่สองหญิงสาวและมือปราบหนุ่มที่ยังบาดเจ็บหนักเท่านั้นส่วน เหยาซาน รับอาสาเป็นสารถีไปนั่งอยู่ด้านนอกคุมบังเหียนของอาชาเหงื่อโลหิตแทนที่เป่ยเตียวหุย...
“เฮ้อ... ต่อหน้า เหยาซาน แล้ว ใครจะกล้าเรียกตนเองว่าอัจฉริยะได้อีกกันนะพลังฝีมือระดับนั้นหากแตะย่างชนชั้นลมปราณสีเขียวล่ะก็ ต่อให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้ง7 บนทวีป ก็อาจต้องจืดจางลงในทันที...” เตียซวงซวง กล่าวตัดพ้อ หลังจากนางได้เห็นเหยาซาน แสดงอำนาจสังหาร สู่เหยียนกุ่ย ในตอนท้ายทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็สังหารกลุ่มโจรระดับชนชั้นลมปราณสีเขียวมาแล้วถึง 4 คนในสายตาของนางมองยังไงก็นับเป็นสัตว์ประหลาดของแท้...
ฉีลู่ชิง เงียบงันชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจหนัก ๆ ตามมา...
“จากเดิมที่ข้ามีเป้าหมายที่จะก้าวข้าม ศิษย์พี่ซวงฉวี่ศิษย์หลักอันดับ 1 แห่งสำนักบุปผาประจิมให้จงได้ แต่ ณ เวลานี้ชักอยากจะหันเหเป้าหมายไปยังเหยาซาน เสียแล้วสิ... เจ้านั่นทำข้านึกถึงภาพคน ๆ หนึ่งออกมาซ้อนทับได้เลยยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือน”
เตียซวงซวง ได้ยินเช่นนั้นดวงตามีประกาย...
“หมายถึงใครงั้นหรือ?!”
ฉีลู่ชิง ตั้งท่าจะเอ่ยออกไป แต่ก็ฉุกคิดได้จึงนิ่งเงียบพลันหน้าแดงขึ้น...
“ศิษย์พี่เตีย!! ท่านกำลังล่อลวงข้าเพื่อจะแกล้งถามว่าข้าคิดถึงผู้ใดเสียมากกว่า!!”
เตียซวงซวง หัวเราะเบา ๆ ยกปลายนิ้วปิดริมฝีปากท่าทีไร้เดียงสาของนางน่าดูชมมิต่างบุปผาที่เบ่งบานเต็มท้องทุ่ง...
“น่าเสียดายยิ่งนัก อีกนิดเดียวข้าก็จะรู้นามคนผู้นั้นเสียแล้ว... บุรุษคนใดกันนะที่ทำให้สาวงามอันดับ 1 จากเมืองบุปผาแดง นึกถึงไม่เลือนหายทุกเมื่อเชื่อวัน...”
ฉีลู่ชิง กัดเขี้ยวขึ้นมาเล็กน้อย...
“ศิษย์พี่เตีย หากได้มีบุรุษคนใด กล้าเตะหน้าท่านท่ามกลางเวทีประลองใหญ่ในเมือง(ตอนที่ 50) ท่านยังจะกล้าลืมเลือนบุรุษผู้นั้นงั้นหรือ?! สำหรับข้าแล้วคนผู้นั้นมิใช่บุรุษที่มีห้วงเสน่หาในแบบที่ศิษย์พี่กำลังคิดลึกล้ำอยู่เป็นแน่!!”
เสียงของพวกนางทั้งหัวเราะ ทั้งเหน็บแนมกัน ฟังดูอบอุ่นน่าฟัง เล็ดลอดดังมาจากด้านในเก๋งเกี้ยว...ทำเอา เหยาซุน ที่คุมบังเหียนอยู่ด้านนอก ได้ยินแทบทุกประโยคยังอดหน้าแดงระเรื่อขึ้นไม่ได้เพราะรู้สึกได้ว่าพวกนางกำลังพูดถึงตนเอง...
เฝิงน้อยเวลานี้ สยายปีกโบยบินอีกครั้งได้แล้ว จากการถ่ายทอดลมปราณเข้าช่วยเหลือของเป่ยเตียวหุย แม้จะยังใช้ความเร็วได้ไม่มาก สลับกับการโฉบลงมาพักบนยอดเก๋งเกี้ยวเป็นระยะแต่ก็อยู่ในระดับที่ปลอดภัยดี...
ด้วยความที่มี มือปราบหนุ่มมาเพิ่มอีกคนหนึ่ง อาชาเหงื่อโลหิต รับน้ำหนักได้เพียง4 คนเท่านั้น เป่ยเตียวหุย จึงใช้วิชาตัวเบาวิ่งตามขนาบข้างแทนการนั่งคุมบังเหียนความเร็วของชายชรามิได้ด้อยไปกว่าอาชาตนนี้ วิ่งติดตามด้วยท่าทีสงบมิต่างเดินเล่นในสวน...
“ท่านรองเจ้าสำนักเป่ย... อาจารย์ของ สู่เหยียนกุ่ย ที่หนีไปได้จะไม่เป็นอันตรายต่อชาวบ้านคนอื่น ๆ อีกงั้นหรือ?” เหยาซานแสดงความเป็นห่วงผ่านแววตา เอ่ยถามชายชราที่ทะยานร่างแนบชิดกับเก๋งเกี้ยว
“ไม่หรอก... เจ้านั่นบาดเจ็บและอ่อนกำลังลงไปมาก ทั้งแผนการทั้งหมดยังพังทลายสิ้นคงไม่กล้าเคลื่อนไหวไปอีกสักระยะ ไว้ข้ามีหลักฐานชี้ชัดเมื่อไหร่ข้าจะจัดการเจ้านั่นอย่างเด็ดขาดเอง!!” เสียงของ เป่ยเตียวหุยดุดันอย่างยิ่ง ราวกับมีภาพของใครบอกคนนึกไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ก็เลือกที่จะไม่กล่าวหาโดยไร้หลักฐาน
จากนั้น เป่ยเตียวหุย ก็หันมองมายัง เหยาซาน แสดงแววตาชื่นชมอยู่ด้านใน...ซึ่งตอนที่กลับลงมาจากเขาหมิงซานนั้น เป่ยเตียวหุยก็ได้แวะตรวจสอบสภาพศพของสมาชิกตระกูลสู่ทุกคน เพื่อยืนยันภารกิจพิเศษและก็ได้พบเจอว่าพี่น้องตระกูลสู่ทั้ง 5 คนบนเขาหมิงซาน ล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวทั้งสิ้นโดยเฉพาะ สู่ป๋ากุ่ย และ สู่เหยียนกุ่ย สองคนนี้ไม่ใช่ระดับที่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะสามารถต่อกรได้อย่างแน่นอน...
ข้อมูลที่ เป่ยเตียวหุย ได้รับมาจากสำนักเกี่ยวกับ เหยาซารคราแรกตนคิดว่ามันค่อนข้างที่จะเกินความเป็นจริงไปหลายส่วน จนนึกอยากเข้าเฝ้าสังเกตการณ์ภารกิจครั้งนี้ด้วยตาตนเองทว่าเมื่อได้มาเห็นเข้าจริง ๆ กลับพบว่า เหยาซาน ยอดเยี่ยมมากกว่าที่มีข่าวลือกล่าวขวัญเสียอีกหากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับศิษย์คนอื่น ๆ ในสำนักผู้ที่จะสามารถรอดกลับมาได้เฉกเช่น เหยาซาน อาจจะมีเพียงแค่ เจี่ยโย่วเทียน และลั่วชิงเหอ ศิษย์หลัก 2 อันดับแรกของสำนักเท่านั้น...
“เหยาซาน... ได้ยินว่าเจ้ามีเป้าหมายอยากจะได้อิสระในการเรียนรู้ทั้งสองแผนกโดยไร้เงื่อนไขเลยงั้นสินะอะไรทำให้เจ้าต้องการเช่นนั้น? ทั้งที่ข่าวลือในหมู่ศิษย์ของเจ้าก็ไม่ค่อยจะดีนักเงื่อนไขพวกนี้อาจทำให้ถูกศิษย์คนอื่น ๆ มีความไม่พอใจเจ้ามากยิ่งขึ้นไป อาจมีศิษย์สำนักหลายคนต่อต้านความแปลกแยกด้วยสิทธิ์พิเศษของเจ้า...”เป่ยเตียวหุย เอ่ยถามขึ้น
เหยาซาน ถอนหายใจเบา ๆ
“เรียนท่านรองเจ้าสำนัก... ข้า เหยาซานไม่ได้มีความคิดที่จะแปลกแยกอะไรเลย ทั้งข่าวลือในหมู่ศิษย์ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดทั้งสิ้นทว่าข้ามิใช่คนที่จะไปคิดเล็กคิดน้อยกับเสียงนินทาว่ากล่าว ขอเพียงไม่มีผู้ใดเข้ามาวุ่นวายในเส้นทางการศึกษาของข้าตัวข้าก็จะคิดว่าไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น ทั้งยังไม่คิดโกรธเคืองผู้ใดอีกด้วย...
เป้าหมายของข้า คือการศึกษาความรู้เพื่อแข่งขันกับตนเอง เจตนาตั้งมั่นอยู่บนความยึดถือแห่งตนไม่ผิดต่อผู้ใด ไม่สร้างความลำบากให้กับผู้ใด ตอบแทนทุกคนที่มีบุญคุณ ทั้งหมดคือหลักการที่ข้าเลือกเดินและจะทำเช่นนี้ไปโดยตลอด...” ระหว่างที่กล่าว สายตาของ เหยาซาน เปล่งประกายไปด้วยความจริงจังถึงขีดสุด
เป่ยเตียวหุย ถึงกับเผยแววตาที่สลับสับซ้อน ยิ่งรู้จักตัวตนของเด็กคนนี้ก็ยิ่งราวกับไม่รู้จัก... เป็นความประหลาดที่เหมือนกับว่า เหยาซาน มีพื้นฐานความคิดที่ผิดแผกไปจากผู้เยาว์คนอื่นๆ ในยุทธภพ จะว่าดีก็ดี ว่าจะอ่อนก็อ่อน ทว่าเมื่อลงมือกลับไร้ซึ่งความลังเลใด ๆรู้หนักรู้เบา ไม่ใช้อารมณ์มากไปกว่าเหตุและผล...
มองดูราวกับนักพรตผู้ชราก็มิปาน...
เป่ยเตียวหุย ซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ไว้ยังมุมปาก...
“ไม่เลว... ไม่เลว... ตาแก่ เตียมู่หยง ตาถึงยิ่งนัก...”
ชายชราคำรามเสียงหัวเราะ แสดงท่าทีพึงพอใจอีกเล็กน้อย...
เช้าวันที่สอง... ขณะที่ เหยาซาน กำลังคุมบังเหียนไปข้างหน้าระยะทางกลับเมืองหลวงยังอีกห่างไกล จู่ ๆ ก็มองเห็นบางอย่างห้อยยานลงมาบดบังทัศนวิสัยทำเอา เหยาซาน ถึงกับแสดงสีหน้าอัปลักษณ์ยิ่งออกมา...
“เฒ่าชีเปลือย เลิกเอาถุงเนื้อเหี่ยว ๆ ของเจ้า มาบังหน้าข้าได้แล้ว!! ย้ายก้นเน่า ๆ ของเจ้าออกไปจากหัวข้าเดี๋ยวนี้!!”
เสียงหัวเราะราวฟ้าคำรนของ เฒ่าชีเปลือย ที่หายตัวไปหนึ่งวันเต็มก็พลันปรากฏ...
“อะไรกัน?! นึกว่าเจ้าจะคิดถึงข้ามากกว่านี้เสียอีก”
“หุบปากน่า... ไม่เห็นเจ้าอยู่ด้วย ข้านั้นสบายใจอย่างประหลาดเลยที่เดียวอยากภาวนาต่อพระเจ้าให้มีช่วงเวลาเช่นนี้ไปอีกยาวนาน...” เด็กหนุ่มกลางพลางเบ้ปากไม่สบอารมณ์นัก
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พูดบ้าอะไรของเจ้ากัน? ข้านี่แหละคือผู้กำลังจะกลายเป็นพระเจ้า!! เฮ้อ...ข้าหรืออุตส่าห์มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้...ด้วยสิ่งที่ข้าได้มานั้นนอกจากที่เจ้าจะได้เป็นพญายมราชควบคุมกองทัพวิญญาณแล้ว ยังจะทำให้เจ้าได้กลายเป็นจอมทัพไร้พ่ายมีสังกัดหน่วยทหารอมตะในครอบครองเสียด้วย...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวตัดพ้อท่าทีเสแสร้งเฉกเช่นทุกครา
เหยาซาน แทบสำลักลมหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น...
“จอมทัพไร้พ่าย มีสังกัดหน่วยทหารอมตะในครอบครอง?!”
……………………………………………….