เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานดังอื้ออึงอยู่ในหัวของมินตราจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบตัว เธอนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้ สองมือสั่นระริกจนต้องกำเข้าหากันแน่น ผิวกายใต้เสื้อเชิ้ตยังคงรู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่นาทีก่อน แม้จะจัดเสื้อผ้าจนเรียบร้อยและปกปิดรอยรักตรงลาดไหล่มิดชิดแล้ว แต่ความรู้สึกผิดบาปกลับบีบรัดหัวใจจนอึดอัดหน่วงแน่นในอก
ดวงตากลมโตจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอกสารค้างไว้ มินตรากลัวเหลือเกินว่าแก้มใสที่ยังขึ้นสีระเรื่อและลมหายใจหอบสะท้านจะทรยศความลับ เสียงประตูห้องทำงานผู้บริหารเปิดออกเบา ๆ ดึงให้หัวใจดวงน้อยกระตุกเฮือก เด็กสาวรีบก้มหน้าแสร้งทำเป็พิมพ์งาน ทั้งที่ในใจเต้นรัวจนแทบทะลักออกนอกอก
ปกป้องก้าวเดินผ่านทางเดินกลางแผนกด้วยท่าทางที่สง่างามและสงบนิ่ง ใบหน้าคมคายสวมหน้ากากหัวหน้าแผนกผู้เข้มงวดและสุขุมเ็าได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่มีริ้วรอยของความหึงหวงรุนแรงหรือร่องรอยของความใคร่ที่พรั่งพรูในห้องประชุมหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหยุดคุยงานกับพนักงานาุโอีกคนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเป็งานเป็การ ก่อนจะก้าวกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวและปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ
"มินต์ครับ..."
เสียงทุ้มสุภาพที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้มินตราสะดุ้งตัวโยนจนเก้าอี้เลื่อนเสียงดัง เด็กสาวรีบหันไปมองทันทีแล้วพบว่าเป็นนท์ที่เดินเข้ามายืนถือแฟ้มเอกสารอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มรุ่นน้องฉายแววสงสัยระคนเป็กังวลเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของเธอ
"คะ... นนท์ มีอะไรเหรอคะ" มินตราพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น ทว่าปลายนิ้วยังสั่นเทา
"เกือบบ่ายโมงครึ่งแล้วครับ ร้านพาสต้าเที่ยงนี้คงต้องยกเลิกก่อน" นนท์เอ่ยพลางยิ้มบาง ทว่าดวงตาของเขากลับสำรวจใบหน้าของมินตราอย่างจับสังเกต นนท์เห็นไรผมชื้นเหงื่อและแก้มที่แดงระเรื่อผิดปกติ "มินต์เป็อะไรหรือเปล่าครับ หน้าแดงเชียว แล้วงานที่คุณปกป้องเรียกเข้าไปแก้เรียบร้อยดีไหมครับ"
"เอ่อ... เรียบร้อยดีค่ะ พอดีมีจุดผิดพลาดเยอะ มินต์เลยต้องรีบแก้ไขให้ทันบ่ายนี้... ขอโทษด้วยนะนนท์ที่ทำให้ไม่ได้ไปทานข้าวด้วยกัน" มินตราเลี่ยงสายตาไม่ยอมสบตาเพื่อนร่วมงานรุ่นน้อง หัวใจสั่นด้วยความรู้สึกผิดบาป
"ไม่เป็ไรครับ งานด่วนต้องมาก่อนอยู่แล้ว" นนท์เอ่ยสุภาพ ทว่าดวงตามีแววเคลือบแคลง กลิ่นน้ำหอมไม้แห้งและยาสูบของปกป้องที่ลอยจาง ๆ รอบตัวมินตราทำให้เขาเริ่มปะติดปะต่อเื่ราว ทว่าก็ฉลาดพอจะไม่ออกปากถาม "งั้นมินต์พักสายตาก่อนนะครับ เดี๋ยวบ่ายสองมีประชุม"
คล้อยหลังนนท์ มินตราลอบถอนหายใจยาว ทว่าเมื่อเหลือบมองฝั่งตรงข้าม แพรวกำลังยกแก้วกาแฟขึ้นจิบและจ้องตรงมาด้วยแววตาจับผิด แฝงรอยยิ้มเหยียดบางเบาที่มุมปาก สายตานั้นราวกับเข็มแหลมคมกรีดแทงจนเธอต้องรีบหลบตาวูบด้วยความหวาดระแวง
่บ่ายแก่ บรรยากาศในออฟฟิศเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อถึง่พักสั้น ๆ นนท์เดินเลี่ยงออกไปที่ห้องแพนทรีเพื่อกดกาแฟ ทว่าเมื่อก้าวเข้าไป เขากลับพบแพรวยืนพิงเคาน์เตอร์ถือแก้วกาแฟอยู่ก่อนแล้ว
"อ้าว น้องนนท์ มากดกาแฟเหรอจ๊ะ" แพรวทักทายเสียงใส ทว่าดวงตาเรียวกลับเปล่งประกายอย่างคนมีเื่จะคุย
"ครับพี่แพรว ่บ่ายเริ่มล้า ๆ เลยมาหาเครื่องดื่มครับ" นนท์ตอบรับพลางก้าวเข้าไปกดน้ำร้อนจากเครื่องชงกาแฟ
"ทำงาน่บ่ายนี้เป็ยังไงบ้างล่ะจ๊ะ พี่เห็นนนท์คอยช่วยเหลือน้องมินต์ดีเชียว สนิทกันเร็วดีนะ" แพรวเอ่ยเปิดประเด็นพลางจิบกาแฟอย่างเชื่องช้า
"มินต์เขาคอยสอนงานผมดีมากครับ ผมเลยอยากช่วยแบ่งเบาภาระเธอครับ" นนท์ตอบด้วยความสัตย์จริง
แพรวหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แววตาจิกคู่สวยฉายกระแสแฝงเร้น "น้องนนท์นี่เป็เด็กดีจริง ๆ นะจ๊ะ... แต่พี่เตือนอะไรไว้หน่อยในฐานะรุ่นพี่ กับน้องมินต์น่ะ สนิทกันแค่เื่งานก็พอนะ อย่าใกล้ชิดกันนอกเวลางานนักเลย พี่เห็นนนท์ชวนน้องไปกินข้าวเที่ยงสองต่อสองบ่อย ๆ มันจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่"
"ทำไมเหรอครับ? การไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานมันแปลกตรงไหนเหรอครับพี่แพรว" นนท์ถามกลับพลางขมวดคิ้ว
"ตัวนนท์ไม่แปลกหรอกจ้ะ... แต่น้องมินต์เขาเป็ 'เด็กโปรด' ของคุณปกป้อง นนท์เพิ่งมาอาจยังไม่รู้ สายตาที่คุณปกป้องใช้มองมินตราน่ะไม่ใช่แค่หัวหน้ามองลูกน้องหรอก ยิ่ง่เช้าที่ดึงตัวเข้าไปในห้องประชุมสองต่อสอง ทั้งที่รายงานไม่มีอะไรต้องแก้ นนท์ไม่รู้สึกแปลกบ้างเหรอ"
คำพูดของแพรวทุบลงกลางใจของนนท์ ภาพเหตุการณ์ใน่เช้าแล่นย้อนกลับเข้ามา สีหน้าดุดันของปกป้องที่มองมายังเขา แววตาสั่นระริกและความเงียบงันปนตื่นตระหนกของมินตราตอนก้าวตามเข้าไป รวมถึงแก้มแดงก่ำตอนเธอกลับออกมา ทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากันทันที
"พี่แพรวหมายความว่า..." นนท์สบตาแพรวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลง
"พี่เตือนเพราะหวังดี ไม่อยากเห็นน้องใหม่มีปัญหากับหัวหน้า ความสัมพันธ์ลับในออฟฟิศน่ะปิดไม่มิดหรอก สายตาที่ส่งถึงกันมันฟ้อง... ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ พี่ขอตัวก่อน" แพรวยิ้มบางพลางตบไหล่นนท์เบา ๆ ก่อนเดินจากไป
ทิ้งให้นนท์ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงัน ชายหนุ่มกำแก้วกาแฟแน่น แม้ไม่อยากเชื่อข่าวลือซุบซิบ ทว่าท่าทีเ็าปนหึงหวงลึก ๆ ของปกป้องที่แสดงออกต่อหน้าเขานั้นเด่นชัดเกินกว่าจะปฏิเสธได้ลง
เวลาทำงานใน่บ่ายดำเนินไปอย่างเฉื่อยชาทว่าอัดแน่นไปด้วยความกดดันอันเงียบงัน มินตราเริ่มััได้ถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเธอหันไปถามงาน นนท์กลับเลี่ยงที่จะสบตาและตอบรับสั้น ๆ ตามมารยาท รอยยิ้มร่าเริงและเสียงทุ้มเป็กันเองที่เคยคุ้นเปลี่ยนเป็ความนอบน้อมถ่อมตัวและเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัด นนท์ขยับเก้าอี้ออกห่างจากโต๊ะของเธอและไม่ชวนคุยเล่นอีกเลย มินตราบอกตัวเองด้วยความเจ็บแปลบในอกว่า พื้นที่ปลอดภัยและมิตรภาพที่ปกติธรรมดาของเธอถูกทำลายลงแล้วเพราะเื่ความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้
"คุณมินตราครับ เอาเอกสารสรุปยอดขายไตรมาสก่อนมาส่งให้ผมในห้องทำงานหน่อยครับ" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของปกป้องดังผ่านโทรศัพท์ภายใน
เด็กสาวสะดุ้งรีบปรับสีหน้า หยิบแฟ้มเอกสารและก้าวไปยังห้องทำงานของผู้บริหารท่ามกลางสายตาของแพรวที่จ้องมองมาอย่างเยาะหยัน และสายตาของนนท์ที่เหลือบมองมาสั้น ๆ ก่อนจะแสร้งก้มหน้ามองหน้าจอตามเดิม
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องทำงานของปกป้อง มินตราวางแฟ้มลงบนโต๊ะไม้หรูอย่างระมัดระวัง พยายามไม่แสดงพิรุธใด ๆ ทว่าปกป้องกลับไม่ได้มองเอกสาร สายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องใบหน้าหวานของเด็กสาวอย่างลุ่มลึก แววตาฉายความห่วงใยปนรักใคร่
"มินต์... เป็อะไรหรือเปล่าครับ เห็นเงียบ ๆ ไปั้แ่่เที่ยง" ปกป้องเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขยับตัวเอื้อมมือหนาหวังจะััหลังมือสั่นเทาของเธอ
ทว่ามินตรากลับสะดุ้งเฮือกและชักมือหลบไปซ่อนไว้ด้านหลังทันที "อย่าค่ะคุณปกป้อง... ที่นี่ในห้องทำงานนะคะ"
ปกป้องขมวดคิ้ว แววตาขรึมลงด้วยความไม่พอใจทว่าข่มอารมณ์ไว้ ชายหนุ่มละมือกลับไปประสานกันบนโต๊ะ "มินต์ระแวงไปเอง ในห้องนี้ไม่มีใครเห็นหรอกครับ ม่านปิดสนิทแล้ว"
"แต่คนข้างนอกเขามองอยู่ค่ะ พี่แพรวจ้องมินต์ตลอดเวลา แม้แต่นนท์เองก็..." มินตราเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอด้วยความอึดอัดที่สะสมมาทั้งวัน "มินต์กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทุกคนเริ่มมองมินต์ด้วยสายตาแปลก ๆ"
ปกป้องทอดสายตามองใบหน้าหวานที่สั่นระริกด้วยความรู้สึกผิดลึก ๆ ในใจ ทว่าความเห็นแก่ตัวและความ้ากลับมีพลังเหนือกว่า "มินต์คิดมากไปเอง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอก พี่คอยระวังให้อยู่แล้ว"
"แต่มันไม่เหมือนเดิมแล้วค่ะ..." มินตรากระซิบเสียงแ่ก่อนจะถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเด็ดขาด "มินต์ขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ"
เด็กสาวรีบหมุนตัวและเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที ทิ้งให้ปกป้องจ้องมองความว่างเปล่าด้วยแววตาคมขรึมที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดและกระแสความหึงหวงลึก ๆ ที่ยังไม่ยอมดับลง
เวลาเลิกงานมาถึงในที่สุด มินตรานั่งเคลียร์งานจนออฟฟิศเริ่มร้างผู้คน มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแล้วพบข้อความจากปกป้องส่งเข้ามา
*P_Pong: พี่รออยู่ที่รถนะครับ เดี๋ยวแวะไปหาอะไรทานกันแล้วค่อยไปคอนโดพี่*
มินตรามองข้อความนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัดแน่น เธอสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
*Mintra: วันนี้มินต์เหนื่อยมากเลยค่ะ ขอกลับหอพักไปพักผ่อนก่อนนะคะ ขอโทษด้วยค่ะพี่ป้อง*
หลังจากส่งข้อความ มินตราเก็บของใส่กระเป๋าแล้วรีบเดินออกจากแผนกเพื่อตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าเมื่อเดินเลี่ยงมาตามทางเดินข้างอาคารที่มุ่งหน้าสู่สถานี บรรยากาศยามพลบค่ำเริ่มมืดสลัว แสงไฟริมทางส่องสว่างเป็จุด ๆ ยิ่งชวนให้อ้างว้าง เด็กสาวชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นรถยนต์คันคุ้นเคยของปกป้องจอดสตาร์ตเครื่องรออยู่ตรงมุมอับสายตาข้างตึก และร่างสูงใหญ่ของเขาก็ก้าวลงมาจากรถดักหน้าเธอไว้ทันที กลิ่นน้ำหอมไม้แห้งและยาสูบโชยมาข่มขวัญจนมินตราตัวสั่น
"พี่ป้อง... มาดักรอมินต์ทำไมคะ มินต์บอกในแชตแล้วไงว่าอยากกลับไปพักผ่อน" มินตราเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามก้าวเลี่ยง
ทว่าปกป้องกลับขยับเข้ามาประชิด สองมือประคองจับไหล่บางไว้มั่นไม่ยอมให้หนี แววตาคมทอดมองด้วยความห่วงใยจริงจัง "ทำไมต้องเลี่ยงพี่ครับ ั้แ่กลางวันแล้วมินต์หลบตาพี่ พยายามถอยห่าง... พี่ทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเปล่า"
"ไม่ใช่ค่ะ... พี่ป้องไม่ได้ทำไม่ดี" มินตราส่ายหน้าเบา ๆ น้ำตาร่วงอาบแก้ม "แต่มินต์ทนกระแสกดดันในออฟฟิศไม่ไหวแล้วค่ะ นนท์เริ่มเปลี่ยนไป พี่แพรวก็มองมินต์เหมือนรู้เื่ทั้งหมด มินต์กลัวค่ะ กลัวว่าวันหนึ่งเื่ของเราจะพังทลายลงมาทำลายทุกอย่าง"
ปกป้องเห็นหยาดน้ำตาก็ใจอ่อนยวบ ความแข็งกร้าวมลายหายไปเหลือเพียงความเ็ปลึก ๆ ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้หลวม ๆ ซุกหน้ากับกลุ่มผมหอมนุ่ม "พี่ขอโทษที่ทำให้มินต์ต้องเผชิญเื่แบบนี้ แต่พี่รับปากจะไม่มีใครทำอะไรมินต์ได้ เชื่อใจพี่นะครับ"
"แต่มันปิดไม่ได้ตลอดไปหรอกค่ะ..." มินตราใช้สองมือดันแผงอกกว้างไว้เบา ๆ ก่อนจะรวบรวมแรงใจสุดท้ายผละตัวออกจากอ้อมกอดอุ่น ช้อนสายตากลมอิ่มที่เปียกชื้นสบประสานั์ตาคมปลาบของเขา "เรา... ห่างกันสักพักเถอะนะคะพี่ป้อง มินต์ขอร้อง... ให้มินต์ได้หายใจและตั้งสติบ้างเถอะค่ะ"
คำขอร้องของเด็กสาวราวกับเข็มแหลมคมแทงลึกกลางใจปกป้อง ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง แววตาคมสั่นไหวด้วยความปวดร้าว ยอมจำนนต่อหยาดน้ำตาตรงหน้า เขารู้ดีว่าอารมณ์คลั่งหึงของตนในห้องประชุมเมื่อเช้าคือสาเหตุที่บีบคั้นเธอจนถึงขีดสุด
"...ก็ได้ครับ" ปกป้องเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำปนสั่นเครือเล็กน้อย ปล่อยมือออกจากไหล่บางอย่างจำนน "พี่จะยอมตามใจมินต์... แต่จำไว้นะครับว่าพี่รักมินต์เสมอ และพี่ไม่มีวันปล่อยมินต์ไปเด็ดขาด"
มินตราเม้มปากแน่น ไม่ตอบอะไรกลับ เธอเพียงก้มหน้าซ่อนรอยน้ำตาแล้วเดินเลี่ยงผ่านร่างสูงของปกป้องไปทันที เสียงฝีเท้าของเธอรีบร้อนก้าวห่างออกไปตามทางเดินข้างอาคารอันเงียบเชียบและหนาวเหน็บ ทิ้งให้ปกป้องยืนนิ่งเป็เงาตะคุ่มข้างรถยนต์เพียงลำพัง จ้องมองแผ่นหลังบางที่เลือนหายลับไปในความมืด
บรรยากาศกรงขังอันแสนอันตรายที่บีบรัดเริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ มินตรารู้ดีว่าระยะห่างชั่วคราวนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ทว่ามันกลับเป็จุดเริ่มต้นของรอยร้าวในความลับที่พร้อมจะแตกสลายลงมาในไม่ช้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...