ฮองเฮาเองก็มองไปยังกู้ชิงเฉิงดวงตาของนางหรี่ลง เพราะตะลึงในความงดงามของกู้ชิงเฉิงใบหน้าฉายแววริษยาและอิจฉาเล็กน้อย ทว่ายิ่งกว่านั้นคือความไม่อยากเชื่อ
แม้แต่ท่านหญิงหลิงหยางก็ฟื้นคืนสติได้เล็กน้อยนางรู้สึกสมองสับสนปั่นป่วน จนจำไม่ได้ว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้นรู้เพียงว่าใบหน้าของกู้ชิงเฉิงงดงามล้ำเลิศเป็นสตรีโฉมสะคราญที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมาทั้งชีวิต“นี่... ใบหน้าของนาง…”
แล้วนางก็กรีดร้องออกมานางปรารถนาจะสมรสกับโม่อวี้เฉินมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางเติบโตมากับฮองเฮาจึงมีฮองเฮาให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งคือทราบว่าใบหน้าของกู้ชิงเฉิงถูกทำลายไปจนอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว
ทว่ายามนี้เมื่อเห็นใบหน้าของกู้ชิงเฉิงที่งดงามปานล่มเมือง นางพลันหมดสิ้นความหวัง
“เป็นไปไม่ได้! ใบหน้าของเจ้าเป็นของปลอม ต้องเป็นของปลอมแน่!อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เจ้าใช้วิชาแปลงโฉมปกปิดรอยแผลเป็นเจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วองค์รัชทายาทจะโปรดปรานเจ้าหรือ? เจ้ามันต่ำต้อยเลวทราม ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ องค์รัชทายาทจะโปรดปรานเจ้าได้อย่างไร” ท่านหญิงหลิงหยางส่ายหน้าอย่างแรง ราวกับสติเลือนหายไปจากการถูกกระตุ้นแม้นางจะยังไม่ฟื้นคืนสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ทว่าสิ่งนี้กลับเผยให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของวิชาควบคุมจิตใจของกู้ชิงเฉิงได้เป็นอย่างดี
โม่อวี้เฉินโอบกอดกู้จิ่งเซวียนไว้ในอ้อมแขนพลางสำรวจกู้ชิงเฉิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “ชิงเฉิงเจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
“ไม่เป็นไรเพคะ” กู้ชิงเฉิงส่ายหน้าพักหลังมานี้นางก็ขัดแย้งในใจอยู่ไม่น้อยร่างกายของกู้จิ่งเซวียนทรุดโทรมลงเรื่อยๆ นางไม่สามารถรักษาเขาได้ทำได้เพียงอาศัยการให้เคมีบำบัดในมิติแก่เขา ทุกครั้งที่ทำนางก็เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องรักษากู้จิ่งเซวียนให้หายขาดให้ได้หนทางเดียวในยามนี้คือการเข้าใกล้โม่อวี้เฉินจึงเป็นที่มาของการคืนใบหน้าให้กลับมางดงามดังเดิม
โม่อวี้เฉินมองกู้ชิงเฉิงอีกครั้งอย่างลึกซึ้งพยายามตั้งสติให้มั่นคง ก่อนจะหันไปมองฝูงชนและในที่สุดสายตาของเขาก็หยุดลงที่กู้ตงหลิง “เจ้าบังอาจทำร้ายพระชายามีโทษตายเท่านั้น!”
“องค์รัชทายาท…” กู้ตงหลิงสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากองค์รัชทายาทนางถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก
“ฝ่าบาท โปรดฟังหม่อมฉันอธิบาย นางทำร้ายบิดาของหม่อมฉัน ทำร้ายตระกูลกู้นางต่างหากที่สมควรตายเพคะ” นางรู้ดีว่าโม่อวี้เฉินตั้งใจจะสังหารนางจริงๆ
โม่อวี้เฉินไม่คิดจะฟังคำพูดไร้สาระของนางแม้แต่น้อยเขายังคงโอบกอดกู้จิ่งเซวียนไว้ในอ้อมแขน พลางเดินเข้าหากู้ตงหลิงช้าๆ
“องค์รัชทายาท ท่านสังหารหม่อมฉันไม่ได้นะเพคะ หากท่านสังหารหม่อมฉันตระกูลไป๋และตระกูลถังจะไม่ปล่อยท่านไปแน่” กู้ตงหลิงร้อนรนเมื่อเอ่ยปากก็ไอออกมาเป็นเลือดจำนวนมาก
ฝ่ามือของโม่อวี้เฉินเมื่อครู่ได้คร่าชีวิตของนางไปเกือบครึ่งแล้วหากโดนตบอีกครั้ง นางคงสิ้นลมหายใจเป็นแน่
โม่อวี้เฉินไม่ตอบคำใดๆเขาก้าวเข้าใกล้กู้ตงหลิงทีละก้าว ราวกับเทพมรณะ
ผู้คนที่อยู่รอบข้างล้วนไม่กล้าหายใจแรงพวกเขาทราบดีว่าองค์รัชทายาทโกรธแล้ว
กู้ตงหลิงถอยหลังไม่หยุดเข่าของนางสั่นระริกจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น นางใช้มือและเท้าถอยหลังไปเรื่อยๆดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“กรี๊ดดดด…” วินาทีต่อมาเสียงกรีดร้องอันน่าสังเวชของกู้ตงหลิงก็ดังก้องไปทั่วทั้งจวน ทุกคนล้วนสั่นสะท้าน
โม่อวี้เฉินได้เก็บกระบี่แล้วแม้ปลายกระบี่จะไม่มีคราบเลือดทว่าเขาได้ตัดเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของกู้ตงหลิไปแล้ว
ในยามนี้กู้ตงหลิงยังไม่สมควรตาย เรื่องบางอย่างยังไม่กระจ่างแจ้งทั้งเหตุการณ์ที่ตระกูลไป๋ถูกโจมตี เรื่องน่าเศร้าของไป๋ซินและเรื่องที่ตระกูลไป๋สมคบกับศัตรู…
ทุกเรื่องราวทุกเหตุการณ์ ล้วนต้องสืบให้ถึงที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นกู้ตงหลิงจะเป็นผู้รับผลกรรมทั้งหมดนี้ นี่คือสิ่งที่นางสมควรได้รับ
ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจพวกเขาทุกคนต่างตระหนักได้ว่ากู้ตงหลิงต้องประสบชะตากรรมอันน่าสังเวชถึงเพียงนี้ก็เพราะนางบังอาจแตะต้องพระชายา
“องค์รัชทายาท” ฮองเฮาหันหน้าไปอีกทางโดยไม่รู้ตัวไม่กล้าสบตากู้ตงหลิง “เจ้าทำเกินไปแล้ว”
“ไม่เกินไปหรอกพ่ะย่ะค่ะ ใครกล้าแตะต้องคนของลูก ลูกจะทำให้มันตายทั้งเป็น”โม่อวี้เฉินประกาศกร้าว เขาอุ้มกู้จิ่งเซวียนขึ้นมาและเดินกลับมาหากู้ชิงเฉิง “ชิงเฉิงเจ้าเจอเรื่องตกใจมากพอแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับตำหนัก”
เขาไม่สนใจว่าผู้คนในที่นั้นจะเป็นอย่างไรจับมือกู้ชิงเฉิงแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงจนตั้งตัวไม่ทัน
ไม่ไกลนักซูเหวินจิ้งมองพ่อแม่ลูกที่เดินจากไป แววตาของนางเต็มไปด้วยความอิจฉาทว่าความผิดหวังมีมากกว่านางไม่แม้แต่จะรู้สึกตัวว่าผ้าเช็ดหน้าในมือถูกบิดจนผิดรูปไปแล้ว
บุรุษในโลกนี้มีมากมายนักก่อนหน้านี้นางไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดต่อโม่อวี้เฉินเลยแต่เมื่อเห็นเขาปกป้องกู้ชิงเฉิงเช่นนั้น ในใจกลับมีความปรารถนาบางอย่างเกิดขึ้นนางหวังเพียงว่าคนผู้นั้นที่ได้รับการปกป้องคือตัวนางเอง ในชั่วพริบตานั้นนางก็รู้สึกหวั่นไหว
ท่านหญิงหลิงหยางเองก็ราวกับตื่นจากภวังค์ในทันใดนางรู้สึกว่าร่างกายราวกับตกอยู่ในถ้ำน้ำแข็งนางรู้ดีว่าหากกู้ตงหลิงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตบุกเข้ามาวันนี้คนที่ถูกลงโทษก็คงเป็นนางเอง
ก่อนหน้านี้กู้ชิงเฉิงอัปลักษณ์ยิ่งนักแต่โม่อวี้เฉินยังปกป้องนาง แล้วในยามนี้จะกล่าวถึงอันใดได้อีกเล่าและในชั่วขณะนี้เอง ท่านหญิงหลิงหยางก็ได้สติขึ้นมา ชัดเจนกว่าครั้งใดๆ
“ฮองเฮาได้โปรดเมตตาตัดสินให้บุตรสาวของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางขั้นหกวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นภาพบุตรสาวของตนสิ้นใจอย่างน่าอนาถเขาก็เสียใจจนแทบเป็นลม เขาคุกเข่าลงแทบเท้าฮองเฮาเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
ผู้คนต่างประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างต่อเนื่องในตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
สมองของฮองเฮาก็มึนงงเล็กน้อยเช่นกันนางมองท่านหญิงหลิงหยาง แล้วมองกู้ตงหลิงในที่สุดสายตาก็หยุดอยู่ที่ขุนนางขั้นหกผู้นั้น นางเป็นมารดาของแผ่นดินเป็นรองเพียงฮ่องเต้ผู้เดียว นางอยู่เหนือคนทั้งปวงแต่ในตอนนี้กลับอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจ
“เกิดอันใดขึ้น?” ฮ่องเต้ฉิน โม่หรั่นเทียนเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว งานเลี้ยงน้ำชาด้านหน้าว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่เลยเขาจึงมาที่นี่
งานเลี้ยงน้ำชาในวันนี้จัดขึ้นโดยตระกูลซูในเวลานี้เสนาบดีซูก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเหมาะสม “ฝ่าบาทเกิดเรื่องเล็กน้อย ฮองเฮากำลังจัดการอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้?” โม่หรั่นเทียนหรี่ตาภาพที่เขาเห็นไม่เหมือนเรื่องเล็กน้อยเลย
เสนาบดีซูยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก“กราบทูลฝ่าบาท เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในเรือนหลังพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวเช่นนั้นโม่หรั่นเทียนก็เข้าใจทันที เขาไม่ได้ก้าวเข้าไปใกล้ เพียงมองจากระยะไกลแม้โม่หรั่นเทียนจะพยายามเก็บซ่อนกลิ่นอายของเขาอย่างสุดความสามารถแต่ฮองเฮาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของเขา
นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวกวาดสายตามองทุกคนในที่นั้น แล้วจึงมองท่านหญิงหลิงหยาง“หลิงหยาง ครั้งนี้เจ้าทำเกินไปแล้ว เจ้ากล้าสังหารผู้บริสุทธิ์กฎหมายมีไว้สำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือสามัญชนองค์รัชทายาทก็เพิ่งจะถูกกักขังในคุกหลวงจงเหรินฝู่ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าสังหารคุณหนูผู้นี้จะต้องชดใช้ด้วยเลือด แต่ข้าเห็นว่าเจ้าทำผิดครั้งแรกและคุณหนูผู้นี้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ให้โบยเจ้าห้าสิบไม้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง”
ฮูหยินซูตกใจจนหน้าซีดเผือดนางไม่เคยคาดคิดเลยว่างานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นทุกปีในปีนี้จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ ในตอนนี้ตระกูลซูไม่สามารถแทรกแซงได้อีกแล้ว
“ท่านแม่ ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ จะไม่มีอันใดเกิดขึ้น” ซูเหวินจิ้งตบหลังมือฮูหยินซู“ข้าจะไปดูหน่อย”
“หม่อมฉันซูเหวินจิ้ง ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ ท่านหญิงหลิงหยางข้าขอคารวะเจ้าค่ะ” ซูเหวินจิ้งเดินเข้าไปอย่างสง่างามโค้งตัวทำความเคารพ
ตระกูลซูไม่เพียงแต่เป็นตระกูลใหญ่ครึ่งหนึ่งของคนในตระกูลยังรับราชการในราชสำนักอีกด้วยด้วยเหตุนี้จึงได้เป็นหัวหน้าของสี่ตระกูลใหญ่
“เหวินจิ้งหรือ? ไม่ต้องมากพิธีหรอก” ฮองเฮาไม่สามารถสงบใจได้ เหตุการณ์ในวันนี้หากจัดการไม่ดีตำแหน่งฮองเฮาของนางก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย